
THE LAST LETTER FROM YOUR LOVER
‘นิยายรักสองยุค’
กำกับการแสดง
Augustine Frizzle
นำแสดง
Shailene Woodley
Felicity Jones
Callum Turner
Joe Alwyn
Nabhaan Rizwan
ขึ้นหัวเรื่องไว้ว่า “นิยายรักสองยุค” วลีนี้ผุดขึ้นเฉยๆ…น่าจะเป็นจากแรงบันดาลใจที่เคยตั้งชื่อหนังสือแปลเรื่อง Possession ของเอ. เอส. ไบอัตต์ ซึ่งผู้เขียนเคยแปลไว้โดยตั้งชื่อภาษาไทยว่า “นิยายรักข้ามศตวรรษ”
Possession เคยนำมาสร้างเป็นหนังเหมือนกัน ใช้ชื่อเดียวกัน แต่ปรากฏว่าชื่อ Possession นี่เป็นชื่อโหล จึงมีหนังแนวต่างๆ ในชื่อเดียวกันอยู่หลายเรื่อง
หนังที่กำลังพูดอยู่นี้สร้างใน ค.ศ.2002 นำแสดงโดยกวิเนธ พัลโทร อารอน เอ็กฮาร์ต และเจเรมี นอร์ธัม
เนื่องจากผู้เขียนได้แปลหนังสือเล่มนี้มาก่อน และเป็นหนังสือโปรดที่อ่านแบบวางไม่ลงเล่มหนึ่ง พอดูหนังจึงแทบไม่ได้อรรถรสตามหนังสือเลย
อะไรๆ ก็ดูผิดไปหมด ไม่ว่าจะเป็นการวางตัวละคร การวางพล็อตและองค์ประกอบอื่นๆ
ครั้นได้ดู The Last Letter From Your Lover จึงได้ความรู้สึกแบบที่เรียกว่า deja-vue คือเหมือนได้เห็นเรื่องแบบนี้มาก่อนแล้ว…ก็คงจะเป็นแรงบันดาลใจทางด้านศิลปะนั่นแหละค่ะ ว่ากันว่าศิลปะที่ดีย่อมส่งอิทธิพลต่อไปเรื่อยๆ
พล็อตที่เหมือนกันโดยคร่าวๆ คือ เป็นเรื่องความรักคู่ขนานของหนุ่ม-สาวสองยุค คู่ในยุคปัจจุบันทำงานค้นคว้าเอกสารเก่าๆ แล้วไปเจอเข้ากับจดหมายซึ่งมีเงื่อนงำบางอย่าง ทำให้ต้องติดตามและค้นคว้าเพิ่มเติม จนได้พบกับเรื่องราวความรักอันรวดร้าวรันทดของหนุ่มสาวในอดีต
ตอนนั้นตั้งชื่อว่า “นิยายรักข้ามศตวรรษ” เพราะเรื่องราวเกิดขึ้นห่างกันราวหนึ่งร้อยปีพอดี จากยุควิกตอเรียในปลายศตวรรษที่ 19 มาจนถึงทศวรรษสุดท้ายของศตวรรษที่ 20
มาถึง The Last Letter From Your Lover ซึ่งสร้างจากนวนิยายของ Jojo Moyes (นักเขียนยอดนิยมในแนวโรแมนซ์ ซึ่งมีเรื่องที่นำมาทำเป็นหนังรักระคนน้ำตาไปแล้ว คือ Me Before You)
ท้องเรื่องของความรักคู่ขนานห่างกันราวครึ่งศตวรรษ หรือ 50 ปีเท่านั้น จะตั้งชื่อล้อ “ธีม” เดิมว่า “นิยายรักข้ามครึ่งศตวรรษ” ก็กระไรอยู่ เลยเปลี่ยนเป็น “นิยายรักสองยุค” ไปด้วยประการฉะนี้
เรื่องของเรื่องคือ นักหนังสือพิมพ์สาวชื่อ เอลลี่ ฮาเวิร์ธ (เฟลิซิตี โจนส์) ต้องค้นข้อมูลเอามาเขียนคอลัมน์ที่ได้รับมอบหมาย และเผอิญไปเจอจดหมายฉบับหนึ่งเข้า เป็นข้อความนัดให้คนรักที่เรียกย่อๆ ว่า เจ. ไปพบที่สถานีรถไฟเพื่อไปตั้งต้นชีวิตใหม่ด้วยกัน
เอลลี่ติดใจจดหมายฉบับนั้นมาก และอยากรู้เรื่องราวของหนุ่มสาวในจดหมายนั้นต่อ จึงทำการค้นคว้าและสืบหาข้อมูลต่อจนได้ไปพบกับบุคคลจริงในจดหมาย
และการได้พบว่ารักแท้นั้นมีจริงในชีวิตจริง ทำให้เอลลี่ซึ่งเคยผิดหวังกับความรักอย่างมาก ปรับเปลี่ยนทัศนคติมองโลกในแง่ร้ายต่อความรัก และเปิดใจรับความสัมพันธ์กับคนอื่นอีกครั้ง
แต่เรื่องราวความรักของเอลลี่ยังเป็นรองจากเรื่องราวความรักของบุคคลในจดหมาย ซึ่งหนังเล่าเรื่องคู่ขนานกันไป
เจนนิเฟอร์ สเตอร์ลิง (ไชลีน วูดลีย์ จาก The Descendants และ Divergent) เป็นสาวสังคมชั้นสูง ภรรยาของนักธุรกิจผู้มั่งคั่ง ลอว์เรนซ์ สเตอร์ลิง (โจ อัลวิน)
เจนนิเฟอร์เป็นเครื่องประดับชิ้นงามที่เป็นหน้าเป็นตาของสามีซึ่งเป็นนักธุรกิจใหญ่
เมื่อเปิดเรื่อง สามีเพิ่งประคับประคองเธอกลับจากโรงพยาบาลเพื่อพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุทางรถยนต์อันส่งผลให้เธอสูญเสียความจำ เธอกลายเป็นคนแปลกหน้าอยู่ในบ้านของตัวเอง ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใครและทำไมจึงมามีชีวิตอย่างที่เป็นอยู่
เธอจำคนรอบตัวไม่ได้เลย ไม่รู้จักสามี นอกจากคำบอกเล่าของเขาและใครอื่นรอบตัว เธอนอนเตียงเดียวกับคนที่บอกว่าเป็นสามีและเรียกเขาด้วยชื่อที่เป็นทางการว่า ลอว์เรนซ์ ซึ่งเขาแก้ให้เธอเคยเรียกเขาว่า ลอรี่
หนังเล่าเรื่องราวสลับกันไปมาระหว่างการสืบค้นของเอลลี่ กับชีวิตของเจนนิเฟอร์ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20
หนังเริ่มใน ค.ศ.1965 ณ เมืองตากอากาศอันหรูหราทางตอนใต้ของฝรั่งเศส แล่นเรือยอชต์จากฝั่งไม่เท่าไหร่ก็เห็นเกาะคอร์ซิกาอยู่ไกลๆ
และเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายโดยเฉพาะของเจนนิเฟอร์นั้นโดดเด่นสะดุดตาเป็นพิเศษ ไม่ต้องบอกก็รู้ได้ว่าเหมือนกับก๊อบปี้มาจากแจ๊กกี้ เคนเนดี้ แทบทุกชุด
แจ๊กกี้ เคนเนดี้ เป็นสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐ ที่โดดเด่นและมีเสน่ห์ที่สุดด้วยรูปลักษณ์และแฟชั่นเครื่องแต่งกาย ไม่ว่าเธอจะใส่อะไร ไม่เท่าไหร่ก็มีคนใส่ตามกันไปทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหมวกทรง “กล่องยา” (pillbox hat) นั้นเหมือนจะเป็นเอกลักษณ์ประจำตัวเธอในยุคนั้นเลยทีเดียว
แฟชั่นเสื้อผ้าหน้าผมของเจนนิเฟอร์ตอนยังสาว สวยเพริศชวนตะลึงและลืมหายใจไปเลยทีเดียวเชียว แฟนหนังที่ชอบและถวิลหาแฟชั่นและสีสันของทศวรรษ 1960 ไม่ผิดหวังกับหนังเรื่องนี้แน่นอนค่ะ
และดีใจที่ได้เห็นเบ็น ครอสส์ ในบทพระเอกตอนสูงวัยค่ะ เบ็น ครอสส์ อยู่ในความทรงจำเสมอมาจาก Chariots of Fire (1981) ซึ่งเป็นหนังที่ตราตรึงมาก
โรคความจำเสื่อม (amnesia) เป็นกลวิธีการเล่าเรื่องหรือวางพล็อตในนิยายสมัยก่อนที่เจอได้บ่อยๆ ผู้เขียนเคยนึกสงสัยว่าทำไมเราถึงไม่เคยเจอใครที่เป็นโรคความจำเสื่อม ซึ่งเกิดจากการที่สมองได้รับความกระทบกระเทือนเลยล่ะ ได้แต่เจอะเจอในนิยายในหนังอยู่เป็นประจำ
แต่มาถึงตอนนี้เจอะเจอโรคความจำเสื่อมน้อยลงแล้ว แต่เจอโรคสมองเสื่อม ซึ่งเป็นอาการของคนสูงวัย มากขึ้น เพิ่งเขียนถึงหนังเกี่ยวกับคนเป็นโรคนี้ไปหมาดๆ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (Here Today) แล้วก็เมื่อไม่นานเกินลืมก็คือ The Father ซึ่งเล่าเรื่องที่น่าสะเทือนใจเหลือเกินเกี่ยวกับคนเป็นโรคนี้
อ้อ หนังที่พูดถึงการลืม หรือการจำไม่ได้ อีกเรื่องที่เพิ่งเขียนถึงไปไม่นานมานี้ คือ Little Fish ซึ่งการสูญเสียความจำของผู้คนเกิดจากโรคระบาดจากไวรัสที่ทำลายความจำ…เป็นหนังที่สื่อความคิดที่ทรงพลังมากทีเดียว
มานึกดูแล้ว ความจำของคนเราน่าจะเป็นสมบัติล้ำค่าที่เรามีติดตัวอยู่เลยก็ว่าได้ เพราะถ้าจำไม่ได้แล้ว เราจะเป็นเราอย่างที่เราเคยรับรู้ไปได้อย่างไร
เหมือนกับการลบข้อมูลล้างเครื่องคอมพิวเตอร์ไปจนหมดเกลี้ยง ไม่เหลืออดีตอะไรในเมมโมรี่เลย
ชีวิตเราก็จะกลายเป็นชีวิตของใครอื่นอีกคนหนึ่ง เราจะไม่รู้จักแม้แต่ตัวเราเองอย่างที่เคยเป็นมาในอดีต…
