ฝ่ายค้าน ‘ขยับ-เขย่า’ ทุกแนว ท้าชน ระบอบบ้านใหญ่ ท้าท้าย รัฐน้ำเงินพันลึก?
ในประเทศ
เมื่อฟางเส้นสุดท้ายคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญหมดลง รัฐบาลค่ายสีน้ำเงินไม่มีท่าทีประนีประนอมทางการเมือง
จากฝ่ายค้านที่สงบนิ่งจนโดนคนแซวกันทั่วว่าสติยังไม่กลับคืนหลังแพ้เลือกตั้ง สถานการณ์ล่าสุดกลายเป็นตรงกันข้าม
พรรคประชาชนวันนี้ได้ชื่อว่าทำงานอย่างแข็งขัน ประเคนหมัด เข่า ศอกเข้าใส่รัฐบาลชนิดไม่เว้นแต่ละวัน
ตั้งแต่ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย ส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน ยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 เพื่อส่งศาลฎีกาตั้งคณะไต่สวนเอาผิด ป.ป.ช. กรณีมีพฤติการณ์ส่อว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในคดีตีตกข้อกล่าวหา “ซุกหุ้น” ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ
ทั้งใช้กระบวนการสอบสวนมิชอบ, ใช้ดุลยพินิจพิจารณาคดีมิชอบ, จงใจไม่ตรวจสอบตามคำร้อง และจงใจละเว้นปฏิบัติหน้าที่
เป็นการเปิดฉากชนกับประธานรัฐสภาสายตรงทีมบุรีรัมย์ ว่าจะทำตามหน้าที่ไฟเขียวยื่นต่อไปยังประธานศาลฎีกาหรือไม่? หรือจะตีตกแบบที่หลายคนคาดการณ์ เพราะก่อนหน้านี้เจ้าตัวเคยออกมาบอกว่าประธานรัฐสภาไม่ใช่บุรุษไปรษณีย์…
ขณะที่ฟากศาลรัฐธรรมนูญวันนี้ก็กำลังพิจารณาคำร้องของ “ศิริกัญญา ตันสกุล” ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน พร้อมด้วยพรรคร่วมฝ่ายค้าน กรณีการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทขัดรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่เข้าเงื่อนไข “กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้”
ทั้งยังมีข้อกังวลเรื่องการยัดไส้แอบใส่วงเงินไปอีก 2 แสนล้าน แอบแฝงงบประมาณด้านพลังงานที่ไม่ฉุกเฉินเข้ามาด้วย
รัฐบาลสีน้ำเงินที่เคยรู้สึกมีนิติสงครามเป็นอาวุธ วันนี้ก็เจอฝ่ายค้านใช้กลไกนี้ทิ่มแทงกลับ
มากกว่านั้นคือ หลังรัฐบาลเดินหน้าแจกเงินภายใต้ชื่อโครงการไทยช่วยไทยพลัส กลับกลายเป็นว่าตัวโครงการเองก็ไม่ได้สร้างคะแนนนิยมให้รัฐบาลเพิ่มขึ้นแบบที่หวัง
ความชอบธรรมของรัฐบาลที่เริ่มถูกเซาะกร่อนจากวาระของฝ่ายค้านผุดขึ้นต่อเนื่อง
เช่นเดียวกับกรณีนโยบาย TH-AI passport หรือนโยบายแจกเอไอฟรี 5 ล้านคน งบประมาณ 1,621 ล้านบาท ที่รัฐบาลพยายามผลักดัน ฟังจากเสียงค้านของหลายภาคส่วนยิ่งนานวันยิ่งดูไม่เหมาะสมที่จะเดินหน้าต่อ
เรื่องนี้ลุกลามไม่หยุดเพราะสัญญาณหลังจากที่หลายฝ่ายพยายามออกมาตั้งคำถาม นอกจากไม่ได้รับคำตอบที่สมเหตุสมผล ท่าทีของผู้มีอำนาจยังพยายามจะผลักดันโครงการนี้ออกมาให้ได้
ยิ่งฟังเสียงของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ พูดเชิงสนับสนุนว่าถ้าไทยไม่มีโครงการนี้ก็อาจจะเป็นประเทศล้าหลังไม่ทันโลก ความหวังของฝ่ายค้านที่จะยุติโครงการนี้ไว้ก่อนจึงริบหรี่มากๆ
ที่เห็นและจะเป็นไปของเรื่องนี้ คงหนีไม่พ้นคำขู่ของ “ไอซ์ รักชนก ศรีนอก” ส.ส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน ในฐานะประธาน กมธ.ติดตามงบประมาณฯ ที่จะส่งเรื่องยื่นเอาผิดกับ ป.ป.ช. เพราะไปเจอหลักฐานใหม่ว่ามีการล็อก TOR ที่ถูกจัดทำล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนจัดการประมูล ซึ่งก็คงส่งผลกระทบกับไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดีอี กล่องดวงใจค่ายสีน้ำเงินโดยตรง แม้ช่วงหลังจะพยายามใช้ตรรกะว่าเป็นฝีมือ “การผลักดันของข้าราชการประจำ” ก็ตาม
เรื่องนี้ยังถูกกระตุ้นความสนใจ หลังรายการวิเคราะห์ข่าวดังประกาศยุติการจัดรายการ โดยมีเบื้องหลังที่สังคมเห็นไปในทางเดียวกันว่าเพราะบ้านใหญ่ไม่พอใจที่ไปขยี้นโยบายแจกเอไอฟรีเกินเบอร์ไปหน่อย
ในจังหวะที่ประเด็นบ่อนทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลสีน้ำเงินกำลังคุกรุ่น “พริษฐ์ วัชรสินธุ” รองหัวหน้าพรรคประชาชน ก็ลั่นกลองรบอีกคน ด้วยการเปิดหลักฐานชิ้นสำคัญใน “คดีฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.)” เหตุการณ์ในวันเลือกตั้งระดับประเทศ
เนื้อหาในคลิปเผยให้เห็นภาพของ กกต.คนหนึ่งกำลังเดินตรวจและเก็บโพยรายชื่อจากกลุ่มผู้สมัคร ส.ว. โดยในคลิปมีเสียง กกต.พูดถึงโพย ส.ว. นายพริษฐ์ระบุว่านี่คือหลักฐานชัดเจนที่อยู่ในสำนวนการไต่สวน และแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่รับรู้ถึงการมีอยู่ของโพยดังกล่าว พร้อมจี้ถามสิ่งที่เห็นในโพย ตั้งคำถามว่า กกต.เห็นข้อมูลอะไรในโพยใบนั้น ถึงขั้นต้องเอ่ยปากขอร้องผู้สมัครในลักษณะดังกล่าว
เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสข่าวว่า กกต.ที่กำลังพิจารณาจะส่งฟ้องคดีฮั้ว ส.ว.ในขั้นสุดท้าย อาจพิจารณาเลือกปฏิบัติ ส่งฟ้องเพียงบางคนและเป่าคดีให้กับบางกลุ่ม เป็นการสละคนบางกลุ่มเพื่อปกป้องคนกลุ่มที่มีความใกล้ชิดกับศูนย์กลางอำนาจสีน้ำเงินเข้มหรือไม่?
แน่นอนว่าไม่มีคำชี้แจงจาก กกต. มีแต่เสียงตอบโต้จาก ส.ว.บางส่วนที่มองว่าเป็นแค่วาทกรรมการเมือง โพย ส.ว.ไม่ผิด เคยมีการวินิจฉัยมาแล้ว ขณะที่ความสงสัยของสังคมต่อ “ระบอบสีน้ำเงิน” พุ่งขึ้นสูงต่อเนื่อง
นำมาสู่การขยี้ภาค 2 เปิดภาพความสัมพันธ์วันเลือกตั้งของนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ที่ยื่นโพยให้ กกต.คนดังกล่าว ในวันเลือก ส.ว. คำชี้แจงจากนายมงคล มีเพียงว่า “ไปถามเขา (พริษฐ์) ดูสิ มาถามผมทำไม!”
ทั้งหมดทั้งมวล สิ่งที่เกิดขึ้นจากกรณีคดีฮั้ว ส.ว.ที่โผล่ขึ้นมาช่วงหนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันสั่งคลอนความชอบธรรมกับผู้มีอำนาจปัจจุบัน “อย่างจัง”
เช่นเดียวกับกรณีที่เกิดขึ้นที่จังหวัดภูเก็ต ปัญหากลไกการบริหารของรัฐบาลค่ายสีน้ำเงินพร้อมระเบิดออกมาเรื่อยๆ จากปัญหาของสิงห์ 2 สิงห์ขัดแย้งกัน
ค่ายหนึ่งเป็นผู้ว่าฯ ระดับอาวุโส เคยเป็นเครือข่ายอำนาจค่ายสีแดงเติบโตระดับอธิบดี เมื่อฟ้าเปลี่ยนสีจึงถูกย้ายไปเป็นผู้ว่าฯ ส่วนอีกค่ายหนึ่งคือระดับรองผู้ว่าฯ ที่ใกล้ชิดกับแกนนำเครือข่ายสีน้ำเงินของภูมิภาค
เหตุเกิดจากปัญหาส่วยชายหาดที่ถูกร้องเรียนตรงถึงนายกฯ ทำให้ 5 เสือฝ่ายปกครอง ประกอบด้วย ปลัดจังหวัด, ปภ.จังหวัด และนายอำเภออีก 3 อำเภอถูกเด้งกราวรูดในเวลาต่อมา
ซึ่งฝั่งปลัดจังหวัดก็ฮึดสู้ ไปแจ้งเรื่องกับ ส.ส.พรรคประชาชน นำมาสู่การเปิดประเด็น อธิบดีท่านหนึ่งสั่งการในไลน์ “ช่วยน้ำเงินด้วย” ให้กลไกปกครองเอื้อประโยชน์ทางการเมืองช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา
นำมาสู่การที่นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย ส.ส.ภูเก็ต เข้ายื่นหนังสือร้องเรียน ป.ป.ช.ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเอาผิด
ฟากผู้ว่าฯ เองแม้จะเพิ่งเข้ารับตำแหน่งไม่นาน ก็ได้ใช้อำนาจขัดขวางกระทบกับผู้มีอำนาจเดิม จนเกิดเป็นวิวาทะ “รองผู้ว่าฯ ขู่ย้ายผู้ว่าฯ”
เรื่องเข้าถึงหูนายอนุทิน จนเกิดเป็นคลิป มท.1 ควันออกหูถามว่า “รองผู้ว่าฯ ซีฟู้ด” ก่อนมีคำสั่งย้าย 2 รองผู้ว่าฯ ในไม่กี่ชั่วโมงต่อมา โดยไม่มีการสอบสวนใดๆ
แต่ที่เซอร์ไพรส์คนคือ ในอีกวันต่อมาก็มีคำสั่งด่วน ย้ายผู้ว่าฯ คนดังกล่าวด้วย ทำเอาคนในโซเชียลพูดตรงกันว่า “สุดท้ายแล้วก็โดนย้ายจริงๆ” แบบที่รองผู้ว่าฯ ขู่
ภคมน หนุนอนันต์ ส.ส.พรรรคประชาชน คือคนต่อจิ๊กซอว์เฉลยให้เห็นว่าที่จริงแล้วทั้งหมดคือละครฉากใหญ่ แก่นของเรื่องจริงๆ คือการปูทางระบอบอำนาจสีน้ำเงินในจังหวัดต่างหาก ทั้งยังทิ้งข้อสังเกตว่าโมเดลการสร้างเครือข่ายอำนาจเช่นนี้จะเกิดขึ้นในพื้นที่อื่นๆ ของภาคใต้อีกด้วย
ที่เกิดขึ้นนั้นมันเข้าทาง “เรียบร้อยโรงเรียนสีน้ำเงิน” ต่างหาก
ความเป็นรัฐสีน้ำเงินพันลึก ยิ่งนานจึงยิ่งปรากฏชัด ตั้งแต่การพยายามผูกขาดโครงสร้างอำนาจและกฎหมาย การครอบงำอำนาจการเมือง การควบคุมกลไกอำนาจระดับชาติจนถึงท้องถิ่น การผนึกกลุ่มทุนผูกขาดครอบนำทางเศรษฐกิจประเทศ
เมื่อสีน้ำเงินไม่เลือกเกมประนีประนอมฝ่ายค้าน แต่เลือกเดินเกมคว่ำกระดาน “กินรวบ” ฝ่ายค้านจึงประสานพลังแค้น รุกโต้กลับมากขึ้นเช่นกัน
แม้จะบริหารประเทศมาเพียง 2 เดือน แต่เห็นแผลทางการเมืองที่เกิดขึ้นกับค่ายสีน้ำเงินก็ไม่น้อย
1. นโยบายแจกเงินหวังคะแนนนิยมไม่สมหวัง แจกแค่ไหนคนก็ยังไม่นิยม
2. ไชยชนกกล่องดวงใจ ถูกกรีดยับจนอาจหมดอนาคตการเมือง
3. เทคโนแครตมือโปรฯ ตัวชูค่ายสีน้ำเงินไม่ปังอย่างที่คิด
4. องค์กรอิสระโดนกะซวกหนักจากประชาสังคม
5. เครือข่ายอำนาจตีกันยับ สะท้อนความเปราะบาง
6. ชาตินิยมก็โหนยากขึ้น หลังกัมพูชาพลิกเกมสู้
7. เศรษฐกิจตกต่ำ นโยบายเรือธงยังไม่มีวี่แววสำเร็จ
8. การกินรวบแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยิ่งผลักคนเห็นต่างเพิ่มจำนวนขึ้น
เมื่อรัฐชาติกลายสภาพเป็นรัฐน้ำเงินพันลึก (DEEP BLUE STATE)
เมื่อการเมืองถอยหลังเข้าสู่ระบอบบ้านใหญ่
การท้าท้ายจึงปรากฏ การท้าชนจึงเด่นชัดยิ่งขึ้น
ฝ่ายค้านส่อแววมีเรื่องให้จัดหนักมากยิ่งขึ้น นับจากนี้…
เพิ่งบริหารประเทศมา 2 เดือนยังขนาดนี้ อีก 4 ปีจะขนาดไหน?
