bg-single

บทความพิเศษ : ดูมาส์กับมาเก้ต์ – “ดาร์ตาญังกับสามทหารเสือ”

17.10.2017

ในภาษาฝรั่งเศสคำว่า negre หรือ negro มีมาตั้งแต่ ค.ศ.1516 หมายถึงคนผิวดำในทวีปแอฟริกา

เมื่อถึง ค.ศ.1757 คำนี้มีความหมายเพิ่มมาอีกหนึ่ง กล่าวคือ ใช้เรียกบุคคลซึ่งเขียนงานประพันธ์ฉบับร่างไม่ว่าจะเป็นบทละครหรือนวนิยาย แล้วให้นักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงเขียนแก้ไขและลงนามในฐานะเจ้าของต้นฉบับที่ใช้ตีพิมพ์เผยแพร่ ในบางกรณีนักประพันธ์มิได้แก้ไขต้นฉบับแต่ให้ยืมชื่อเพื่อให้ต้นฉบับนั้นได้ตีพิมพ์

กล่าวได้ว่าการปฏิบัติเช่นนี้มีมาตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 18 แล้ว

ในศตวรรษที่ 19 การเขียนในลักษณะนี้มีมากเนื่องจากข้อจำกัดด้านเวลา เพราะเผยแพร่ครั้งแรกด้วยการตีพิมพ์เป็นตอนๆ ลงหนังสือพิมพ์รายวัน

หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ในสมัยนั้นมี 2 ฉบับ คือ La Presse กับ Le Si?cle ต่างแข่งกันเพิ่มยอดสมาชิกและรักษาสมาชิกเดิมไว้ วิธีการคือตีพิมพ์นวนิยาย “ขายดี” เป็นตอนๆ ลงต่อเนื่องทุกวัน ในการนี้เจ้าของหนังสือพิมพ์จับนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงติดตลาดเซ็นสัญญากับตน ตลาดที่ว่านี้ขยายจากพวกปัญญาชนซึ่งอ่านหนังสือเล่มไปสู่คนทั่วไปซึ่งนิยมอ่านหนังสือพิมพ์

สำนวนที่ว่า “โปรดติดตามตอนต่อไปในฉบับหน้า” ซึ่งนิตยสาร Revue de Paris เริ่มใช้เมื่อ ค.ศ.1829 กลายเป็นคำที่วงการหนังสือพิมพ์นิยมใช้

นักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงติดตลาดก่อน อเล็กซ็องด์ร์ ดูมาส์ คือ เออแฌน ซู ผู้แต่งเรื่อง Les Mysteres de Paris

หนังสือพิมพ์ La Presse ใช้วิธีการแบบนายทุน กล่าวคือ เซ็นสัญญาผูกมัดนักประพันธ์ยาวนานถึงสิบสองหรือสิบห้าปี หนังสือพิมพ์เล็กๆ ที่อยากตีพิมพ์นวนิยายของนักประพันธ์ขายดีเพื่อเพิ่มยอดสมาชิก ก็จะต้องมาซื้อสิทธิ์ต่อจาก La Presse ตามที่ฝ่ายนี้กำหนดเงื่อนไข

ดูมาส์มีชื่อเสียงโด่งดังมาก่อนในฐานะนักแต่งบทละคร เมื่อเขาหันมาสนใจแต่งนวนิยายตั้งแต่ปี ค.ศ.1838 เป็นต้นมา เขาก็เล็งเห็นว่าเขาน่าจะประสบความสำเร็จถ้าเขียนนวนิยายอิงประวัติศาสตร์

เหตุผลและแรงกระตุ้นมีหลายประการ

ประการแรก เขาประสบความสำเร็จมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักจากบทละครอิงประวัติศาสตร์ เรื่อง “พระเจ้าอองรีที่ 3 และราชสำนัก” ตั้งแต่ปี ค.ศ.1829

ประการที่สอง คือแรงบันดาลใจจากประเทศอังกฤษ นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ของ Sir Walter Scott เป็นที่นิยมโด่งดังไปทั่วยุโรป ประเทศฝรั่งเศสควรจะมีนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ของตนเช่นกัน

ประการที่สาม ตัวดูมาส์เองชื่นชอบประวัติศาสตร์และประสงค์จะบันทึกประวัติศาสตร์ของประเทศก่อนการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหลังการปฏิวัติใหญ่ ค.ศ.1789 ในรูปแบบของนวนิยาย นับเป็นการสร้างนวนิยายอิงประวัติศาสตร์เต็มตัวแท้จริง

แน่ละ ดูมาส์ย่อมไม่เขียนนวนิยายอิงประวัติศาสตร์ด้วยกลวิธีการประพันธ์เดียวกับ Sir Walter Scott ซึ่งเริ่มด้วยการบรรยายบุคลิกลักษณะของตัวละครเพื่อให้ผู้อ่านจดจำได้ว่าเป็นผู้ใดเมื่อตัวละครนั้นๆ ปรากฏตัวอีกครั้ง

ดูมาส์จะตอบสนองต่อความต้องการของผู้อ่านหนังสือพิมพ์รายวัน

ตัวเขานั้นเข้าใจและเข้าถึงเทคนิคการเขียนนวนิยายเป็นตอนๆ ให้ผู้อ่านติดตามมาแต่ไหนแต่ไร เพราะเขาเป็นนักเขียนบทละครมาก่อน ละครนั้นแสดงด้วยการกระทำและคำพูดของตัวละคร มิใช่ด้วยการบรรยาย

ดูมาส์จึงสร้างตัวละครด้วยสิ่งที่เขากระทำและด้วยคำพูดของเขาซึ่งจะสะท้อนบุคลิกลักษณะของเขาอย่างเด่นชัดและประทับตราตรึงในใจของผู้อ่าน

ตอนจบแต่ละองก์ในบทละครจะทิ้งท้ายให้ผู้ชมสนใจใคร่ชมองก์ต่อไปด้วยจิตใจอันระทึกเพราะอยากรู้อยากเห็น

ดูมาส์ก็ทำเช่นเดียวกันในท้ายบทนวนิยายแต่ละบท

นวนิยายเรื่อง Le Capitaine Paul ที่ดูมาส์ตีพิมพ์ในหนังสือ Le Siecle เมื่อปี ค.ศ.1838 นั้นยังไม่ใช่นวนิยายอิงประวัติศาสตร์ แต่เป็นเรื่องรักสะเทือนอารมณ์แบบโรแมนติก

ในช่วงเวลาเพียง 3 สัปดาห์ หนังสือพิมพ์ Le Siecle มีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกห้าพันคน

ดังนี้ไม่ว่าเจ้าของหนังสือพิมพ์ฉบับใดก็ประสงค์จะตีพิมพ์งานของดูมาส์ทั้งนั้น

ขอย้อนกลับมาที่คำว่า negre ตามความหมายที่สอง ซึ่งในภาษาไทยอาจใช้คำว่า “มือใหม่” หรือ “มือไม่ถึง” สำหรับผู้ที่เริ่มเขียน เมื่อพัฒนาตนเองถึงขั้นร่วมวางโครงเรื่องและเขียนฉบับร่างให้ อาจเรียกว่า “มือแฝง”

ดูมาส์มีผู้ร่วมงานในฐานะมือแฝงหลายคน คนสำคัญคนหนึ่งคือ Gerard de Nerval ซึ่งเป็นทั้งกวีและนักประพันธ์ที่มีชื่อเสียงอยู่แล้ว

แนร์วาลมีกลุ่มเพื่อนซึ่งปฏิเสธขนบการเขียนแบบคลาสสิค หนึ่งในนั้นคือ โอกุสต์ มาเก้ต์ ครูสอนวิชาประวัติศาสตร์ในโรงเรียนมัธยมปลายชาร์ลมาญ

มาเก้ต์มาจากครอบครัวฐานะดี เขาอยากเป็นนักเขียนมากกว่าครู จึงลาออกไปทำงานกับหนังสือพิมพ์ Figaro แล้วเริ่มแต่งบทละคร

บทละครเรื่องแรกของมาเก้ต์ชื่อ Soir de Carnaval ถูกปฏิเสธไม่ได้แสดง

แนร์วาลจึงติดต่อดูมาส์ขอให้ช่วยแก้ไขให้มาเก้ต์

แม้จะติดงานแต่งเรื่องอื่นแต่ดูมาส์ปฏิเสธแนร์วาลไม่ลง จึงแต่งให้ใหม่ทั้งเรื่องโดยยังเก็บเนื้อเรื่องและความคิดเดิมทั้งหมดไว้ ตั้งชื่อบทละครให้ใหม่ว่า Bathilde และให้ใช้ชื่อมาเก้ต์ในฐานะผู้แต่ง

ดังนี้มาเก้ต์จึงมีผลงานบทละครสามองก์ออกแสดงเมื่อวันที่ 14 มกราคม 1839 ขณะนั้นเขาอายุ 25 ปี นับเป็นความสำเร็จ เขาดีใจมาก

ในปีถัดมาจึงนำต้นฉบับนวนิยายขนาดสั้นเรื่อง Le Bonhomme Buvat มาขอให้ดูมาส์ช่วยแก้ไข เนื้อเรื่องว่าด้วยเอกอัครราชทูตสเปนซึ่งวางแผนล้มล้าง Philippe d”Orleans ผู้สำเร็จราชการฝรั่งเศส (ช่วง ค.ศ.1715-1723) แต่ไม่สำเร็จจึงถูกนำตัวมาส่งที่ชายแดน

เรื่องทั้งหมดนำเสนอผ่านสายตาของเสมียนเล็กๆ คนหนึ่งชื่อ Buvat

ดูมาส์ชอบเนื้อเรื่องและยุคสมัยเพราะเขาเพิ่งเขียนถึงสมัยนี้ในบทละครของเขาหลายเรื่อง เขาจึงตกลงแก้ไขให้และจะเขียนให้ยาวกว่าเดิม

เมื่อเขียนใหม่เสร็จ ดูมาส์ให้ใช้ชื่อว่า Le Chevalier d”Harmental และจะให้ลงชื่อผู้ประพันธ์ร่วมกัน แต่ Emile de Girardin เจ้าของหนังสือพิมพ์ La Presse ไม่ยินยอม เขากล่าวว่า “นวนิยายที่ลงเป็นตอนถ้าใช้ชื่อดูมาส์ จะได้ค่าเขียนบรรทัดละ 3 ฟรังก์ หากใช้ชื่อดูมาส์-มาเก้ต์จะเหลือเพียงบรรทัดละ 30 ซู”

นวนิยายเรื่องนี้จึงลงชื่อดูมาส์เพียงคนเดียว มาเก้ต์ได้รับค่าตอบแทนจำนวน 8 พันฟรังก์ซึ่งเป็นจำนวนมหาศาลในสมัยนั้น และเขาเองคงไม่มีทางได้รับเงินจำนวนนี้หากไม่มีดูมาส์

เขาทั้งปลาบปลื้มทั้งรู้สึกขอบคุณดูมาส์

ความสำเร็จของนวนิยายเรื่อง Le Chevalier d”Harmental ทำให้ดูมาส์เห็นช่องทางในการเขียนนวนิยายอิงประวัติศาสตร์

ดังนั้น เมื่อมาเก้ต์เสนอโครงเรื่องซึ่งกล่าวถึงเหตุการณ์ในรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 13 ของมหาเสนาบดีริชเชอลิเยอ ของอานน์แห่งออสเตรียและของดยุคแห่งบักกิ้งแฮม

ดูมาส์จึงกระตือรือร้นอย่างยิ่ง

นี่คือนวนิยายซึ่งเป็นที่รู้จักต่อมาในชื่อ Les Trois Mousquetaires (หรือ “ดาร์ตาญังกับสามทหารเสือ” สำหรับฉบับแปลของผู้เขียนบทความ)

เมื่อมีการตั้งคำถามว่าระหว่างดูมาส์กับมาเก้ต์ใครเป็นผู้ค้นพบ “บันทึกความทรงจำของเมอสิเยอร์ดาร์ตาญัง” เขียนโดย Courtilz de Sandras ตีพิมพ์ปี ค.ศ.1704

มาเก้ต์ยืนยันว่าเขาเป็นผู้พบหนังสือชุดนี้ก่อน อย่างไรก็ตามบัตรยืมหนังสือของห้องสมุดเมืองมาร์เซยยืนยันว่าดูมาส์เป็นผู้ยืมหนังสือชุดนี้ในปี ค.ศ.1843 และไม่เคยคืน

ทั้งสองช่วยกันวางโครงเรื่อง สิ่งหนึ่งที่ยืมมาจาก “บันทึกฯ” คือชื่อตัวละคร อาโธส ปอร์โธส และอะรามิส ดูมาส์เสนอชื่อตัวละครทั้งสามนี้เป็นชื่อนวนิยาย แต่สำนักพิมพ์ไม่เห็นพ้องและเสนอชื่อ Les Trois Mousquetaires แม้จะเป็นเรื่องของคนสี่คนแต่ชื่อเรื่องที่ไม่สอดคล้องกับจำนวนตัวละครเอกจะทำให้ผู้อ่านฉงนและสนใจติดตาม

นอกจากชื่อตัวละครแล้ว ดูมาส์กับมาเก้ต์ยังยืมบางบทบางตอนมาด้วย แต่แน่ละทั้งสองนำมาเปลี่ยนแปลงและเขียนใหม่เพิ่มเติม

บทบาทของมาเก้ต์ซึ่งเดิมเป็นเพียง “มือใหม่” บัดนี้ได้พัฒนาขึ้นมาเป็น “มือแฝง” เขียนฉบับร่างให้และดูมาส์ซึ่งเป็น “มือเก่า” จะนำมาขัดเกลา เพิ่มรายละเอียดที่ทำให้มีชีวิตชีวา เขียนบทสนทนาใหม่ในฐานะ “มือหนึ่ง” ใส่ใจว่าจะทิ้งท้ายตอนจบแต่ละบทอย่างไร และทั้งหมดนี้จะเพิ่มเติมความยาว

เพราะเรื่องที่ตีพิมพ์ลงเป็นตอนๆ ในหนังสือพิมพ์นั้นจะต้องยาวต่อเนื่องหลายเดือนเพื่อดึงดูดใจผู้อ่านไว้ให้ระทึกนึกคิดติดตาม

Andre Maurois ผู้เขียนหนังสือชีวประวัติชื่อ Les Trois Dumas (ดูมาส์ทั้งสาม ได้แก่ พ่อของดูมาส์ซึ่งเป็นนายพลลูกครึ่งผิวดำคนแรกของฝรั่งเศส ดูมาส์และลูกของดูมาส์ซึ่งเป็นนักประพันธ์มีชื่อเสียงเช่นกัน) เปรียบบทบาทของมาเก้ต์ในเรื่อง Les Trois Mousquetaires ว่าเป็นผู้เตรียมชิ้นงาน (praticien) และดูมาส์เป็นประติมากร (sculpteur)

ดูมาส์สร้างตัวละครเพิ่มเติม เช่น พวกคนรับใช้ กรีโม่ด์บ่าวผู้เงียบขรึมจะตอบคำถามของอาโธสสั้นๆ เพียงหนึ่งคำ กล่าวได้ว่าดูมาส์คิดได้แบบฉลาดและเจ้าเล่ห์เพราะหนังสือพิมพ์จ่ายค่าเขียนตามจำนวนบรรทัด บทสนทนาสั้นๆ รวดเร็วทำให้อ่านง่ายและผู้แต่งยังได้ค่าตอบแทนเพิ่มง่ายดายอีกด้วย

แต่แล้วทุกอย่างก็เปลี่ยนไป หนังสือพิมพ์ยักษ์ใหญ่ทั้งสองฉบับออกระเบียบมาใหม่ว่า หากจำนวนคำยาวไม่เกินครึ่งบรรทัดคอลัมน์จะไม่นับเป็นหนึ่งบรรทัด ในวันนั้นเผอิญเจ้าของหนังสือพิมพ์ Figaro อยู่ที่บ้านของดูมาส์ เขาเห็นดูมาส์อ่านทวนต้นฉบับและขีดฆ่าทิ้งไปหลายหน้า เมื่อเขาถามดูมาส์ว่าทำอะไร ฝ่ายนี้ตอบว่า “ข้าพเจ้าฆ่ามัน” “ฆ่าใครหรือ”

“กรีโม่ด์ ข้าพเจ้าสร้างตัวละครนี้เพื่อให้มันพูดสั้นๆ ตอนนี้มันหมดประโยชน์แล้ว”

แม้มาเก้ต์จะเคยเขียนจดหมายขอบคุณดูมาส์ด้วยน้ำเสียงจริงใจที่ดูมาส์ประกาศว่าเขามีส่วนร่วมในการประพันธ์เรื่องใดบ้างที่ลงชื่อดูมาส์เพียงคนเดียว (ดูรายละเอียดเนื้อความจดหมายในประวัติของมาเก้ต์ท้ายเล่ม “ดาร์ตาญังกับสามทหารเสือ”) และยืนยันว่าเขาได้รับค่าตอบแทนจุใจแล้ว

แต่หลายปีต่อมามาเก้ต์เปลี่ยนใจ และตีพิมพ์บทที่ว่าด้วยความตายของมิลาดี (บทที่ 66 การประหาร) แต่การตีพิมพ์นั้นกลับยืนยันสิ่งตรงข้าม มนต์ขลังและความสะเทือนอารมณ์ของฉากความตายในบทที่ 66 นี้ ล้วนมาจากปลายปากกาของดูมาส์

เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่ามาเก้ต์ “มือแฝง” มีส่วนร่วมสำคัญในนวนิยายเรื่องนี้

แต่เราก็ปฏิเสธอีกไม่ได้เช่นกันว่าถ้าปราศจากศิลปะการประพันธ์ของดูมาส์ผู้เป็น “มือหนึ่ง” นวนิยายเรื่องนี้ก็คงจะไร้เสน่ห์ไร้มนต์ขลัง

และไม่อาจตรึงตาตรึงใจผู้อ่านตั้งแต่ ค.ศ.1844 ทั้งที่อ่านภาษาต้นฉบับและภาษาชาติต่างๆ ทั่วโลกผ่านการแปลจากรุ่นสู่รุ่นอย่างที่เป็นอยู่จนถึงทุกวันนี้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘กลอน’ ของประชาชน
ระบำวิวาห์เสี่ยงตาย : เต้นให้รัก เต้นให้รอด
ดันดาดัน (3) เลี้ยงเด็กคนหนึ่งใช้ทั้งหมู่บ้าน
เมื่อ ‘อภิชาติพงศ์’ ได้รับอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของ ‘ฝรั่งเศส’
‘หมาก’ ไม่ใช่ ‘หมาก’
สองทศวรรษของชีววิทยาสังเคราะห์ (5)
ฟุตบอลโลก 2026 กับการ ‘ลาป่วยทิพย์’
Georg Baselitz ศิลปินเยอรมันเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่เพิ่งจากโลกนี้ไป
บทเรียนเอสซีจี วิกฤติ และโอกาส (5)
‘เปลือก’
ลูทวิช บ็อลทซ์มันน์ นักฟิสิกส์ผู้เชื่อมโลกมหภาค กับโลกจุลภาค (1)
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (จบ)