
หลังจากที่เขียนเรื่อง “ความศักดิ์สิทธิ์ของนักบวชสตรีและภิกษุณีสงฆ์” ออกไป หลวงแม่ธัมมนันทา ภิกษุณีท่านหลังไมค์มาเล่าให้ฟังว่า
มีโยมสตรีท่านหนึ่งโต้แย้งเรื่องการบวชภิกษุณีกับท่าน โดยบอกว่าไม่ควรให้ผู้หญิงบวช เพราะจะทำให้ “ประจำเดือน” เปื้อนผ้าจีวร ซึ่งเป็นเรื่องไม่สมควรอย่างยิ่ง
ทำนองว่าผ้าจีวรเป็นธงชัยพระอรหันต์ จะปล่อยให้ของมีมลทินอย่างประจำเดือนของผู้หญิงไปแปดเปื้อนได้อย่างไร ผู้หญิงจึงไม่สมควรบวชภิกษุณีสวมจีวรพระ
ท่านบอกอีกว่า สมัยก่อนตอนที่แม่ของท่านคือภิกษุณีวรมัยบวชภิกษุณีจากไต้หวัน ก็มีคนไปพูดเหตุผลอย่างนี้ หลวงย่าวรมัยจึงสวนไปว่า “มันเปื้อนก็ซักเสียสิ จะไปยากอะไร”
ที่จริงจีวรมันก็แค่ผ้านุ่งล่ะครับ สมัยพุทธกาลออกจะเป็นผ้าไร้ค่าด้วย เช่น ไปเก็บเอามาจากศพหรือที่เขาทิ้งแล้วมาปะมาย้อม ไม่ได้เป็นของสูงค่าในตัวเอง
ความสำคัญของจีวรจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวผ้า แต่มันอยู่ที่ “ผู้สวม”
ผู้สวมใส่ผ้าไร้ค่า แต่ตัวท่านผู้สวมสูงด้วยคุณธรรมและการุณยธรรม อะไรที่เกี่ยวข้องกับท่านจึงสูงค่าขึ้นมาด้วย ผ้าจากซากศพ จากที่เขาทิ้งจึงกลายเป็นธงชัยของพระอรหันต์ไปได้ด้วยเหตุนี้

เล่ากันว่า ครั้งนึงหลวงพ่ออิกคิวซัง (ตัวจริงที่ไม่น่ารักอย่างในการ์ตูน) ได้รับนิมนต์ไปฉันที่บ้านเศรษฐี ครั้งแรกท่านสวมจีวรปะๆ ขาดๆ ไปท่ามกลางพระที่แต่งจีวรหรูหรา ปรากฏไม่มีใครมาต้อนรับ ซ้ำยังไล่ ท่านจึงไปเปลี่ยนเอาจีวรสวยงามมีค่ามาสวม จึงได้รับการต้อนรับอย่างดี
ครั้นเข้าไปบ้านเขาแล้วโยมถวายอาหาร ท่านก็ถอดจีวรออก เอาอาหารนั้นถวายจีวร บอกว่า ตะกี้โยมต้อนรับจีวร ไม่ได้ต้อนรับฉัน งั้นเอาอาหารนี้ถวายจีวรละกันนะ
อายทั้งโยมทั้งพระที่ไปงานนั้นกันทั้งหมด
ส่วนเรื่องประจำเดือน หลวงแม่ท่านว่าในทางพุทธศาสนาไม่มีความเชื่อว่าประจำเดือนเป็นของต่ำของทราม นั่นความเชื่อนอกพุทธศาสนา
แต่ในทางปรากฏการณ์ของบ้านเรา เคยเกิดเป็นประเด็นร้อนๆ มาแล้ว กรณีหลายวัดทางพุทธศาสนาห้ามสตรีเข้าเขตชั้นในหรือบริเวณพระธาตุ หรือห้ามสตรีมีประจำเดือนเข้าในพิธีกรรม
แม้แต่ข่าวมีการเอาผ้าอนามัยเปื้อนประจำเดือนไปโยนไว้ในสถานที่สำคัญ เพื่อข่มขวัญกันโดยหวังผลทางการเมืองก็ทำมาแล้ว
คำอธิบายอย่างง่ายๆ ว่านี่เป็นความเชื่อ “ไสยศาสตร์” พื้นบ้าน คือประจำเดือนของสตรีนั้น เป็นของต่ำมีมลทิน อาจลบล้างทำลายความศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ หรือทำให้ “ของเสื่อม”
ที่จริงความเชื่อแบบนี้ออกจะเป็น “ไสยศาสตร์แบบผู้ชาย” อยู่มาก หรือศาสนาผีที่มีผู้ชายเข้าไปยึดครองพื้นที่และคำอธิบายใหม่แล้ว (โดยร่วมกับศาสนาผู้ชายที่มาจากอินเดียได้แก่พุทธศาสนาและพราหมณ์) ซึ่งนั่นทำให้ผมนึกไปถึงศาสนาฮินดู ซึ่งมีท่าทีสองแบบต่อประจำเดือน ทั้งรังเกียจและเคารพ
ในศาสนาฮินดูปัจจุบันซึ่งผู้ชายครอบครองไปเกือบหมดแล้วนั้น ไม่ต่างจากบ้านเรา คือรังเกียจประจำเดือนว่าเป็นของ “มีมลทิน” เช่นกัน
สตรีที่มีประจำเดือนจึงห้ามเข้าเทวสถาน ร่วมพิธีกรรม หรือแม้แต่หยิบจับงานบ้านก็ไม่ได้ ทั้งนี้ เป็นข้อระบุไว้ในมนูสมฤติ
บางท่านว่า ข้อกำหนดนี้มีเจตนาดี ตั้งขึ้นเพื่อให้ผู้หญิง “พัก” ระหว่างมีประจำเดือน ไม่ต้องไปไหน ไม่ต้องทำอะไร แต่กระนั้นการห้ามนี้ไม่ให้ทางเลือกแก่ผู้หญิงเลย จึงน่าจะเป็นเหตุผลที่ตีความใหม่มากกว่า
อีกด้านหนึ่งนั้นนิกายศากตะที่นับถือเทวี ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยในศาสนาฮินดู กลับมีท่าทีต่อประจำเดือนอีกแบบ โดยซ่อนความหมายไว้ในสัญลักษณ์และพิธีกรรมไว้ค่อนข้างมาก
สำหรับนิกายศากตะ ซึ่งได้รับอิทธิพล “ตันตระ” หรือคติความเชื่อพื้นบ้านนั้น มองผู้หญิงในแง่บวก ประจำเดือนเป็น “สัญลักษณ์” ที่ศักดิ์สิทธิ์มาก เพราะเปลี่ยนให้เด็กสาวกลายเป็นหญิงสาวที่พร้อมจะตั้งครรภ์
ภาวะที่เปลี่ยนจากหญิงโสดมาเป็นเมียและแม่นั้น คือการก้าวไปสู่สภาวะที่ศักดิ์สิทธิ์เทียบเท่าเทพมารดร หรือพระแม่แห่งแผ่นดินที่ให้กำเนิดสิ่งต่างๆ ได้
ดังนั้น ในสมัยโบราณ เมื่อเด็กสาวมีประเดือนครั้งแรก จะหมดสภาพ “กุมารี” ทันที และจะมีพิธีกรรมฉลองการมีประจำเดือนด้วย ซึ่งในปัจจุบันบางครอบครัวยังทำอยู่
“สีแดง” ถูกอธิบายว่าเป็นมงคลยิ่ง และเป็นสีประจำของเจ้าแม่นั้น ก็คือ “โลหิต” หรือเชื้อชีวิตจากมารดานั่นเอง
เวลาท่านไปไหว้เจ้าแม่ที่วัดแขกสีลมหรือที่อื่นๆ ของเจ้าแม่ เขาจะเจิมหน้าผากให้โดยใช้ผง “กุงกุม” ทำจากขมิ้นผสมสมุนไพรบางอย่าง มีสีแดง ทำเป็น “จุด” หรือ “พินทุ”
ถ้าถามพราหมณ์ พราหมณ์จะบอกว่า นี่คือสัญลักษณ์ของเจ้าแม่ เพราะเทพอื่นๆ ต่างก็มีผงเจิมเป็นของตัวเอง เช่น พระศิวะคือขี้เถ้าศักดิ์สิทธิ์ (วิภูติ) พระวิษณุ คือผงไม้จันทน์หรือดินสอพอง (โคปีจันทน์) ฯลฯ
แต่ให้รู้เถิดว่า ผงแดงที่เจิมนี้ ใช้แทน “โลหิต” ศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งเป็นความหมายชั้นลึกอีกที คือโลหิตจากการบูชายัญสัตว์และโลหิตประจำเดือนอันสูงส่งของเจ้าแม่
ถ้าท่านอ่านข้อความนี้แล้วตกใจก็ไม่แปลก เพราะเราถูกปลูกฝังว่าประจำเดือน “สกปรก” ทั้งในทางสุขอนามัย และที่จริงในทางความเชื่ออยู่ลึกๆ ด้วย
ข้อมูลนี้ผมไม่ได้โมเมเอานะครับ ที่วัดกามขยะเทวี ซึ่งภายในประดิษฐาน “สวายัมภูโยนี” หรืออวัยะเพศหญิงเกิดเองตามธรรมชาติ ในรัฐอัสสัม ประเทศอินเดีย เขาก็เอาผงแดงชนิดนี้เจิมพระโยนีของเจ้าแม่ ทั้งพระโยนีข้างในและพระโยนีของพระเทวรูป (ดังภาพ) แล้วมาเจิมหน้าผากเป็น “มงคล”
พิธีกรรมของตันตระในแคว้นพังคละ เมื่อจะถวายน้ำ “อมฤต” แก่เจ้าแม่ เขาจะเอาของสามสิ่งผสมกัน ได้แก่ น้ำเปล่า เหล้า และผงกุงกุม ท่านว่าน้ำเปล่าแทนเชื้อชีวิตของผู้ชาย (อสุจิ) เหล้าก็คือเมรัยหนึ่งใน “ม” ศักดิ์สิทธิ์ทั้งห้า (มันตระ เมรัย มังสะ มุทรา ไมถุน) และกุงกุมคือเชื้อชีวิตของสตรี (ประจำเดือน)
ในคัมภีร์ตันตระของฝ่ายฮินดูนั้น ถึงกับมีบอกไว้ว่า สิ่งใดอันออกมาจากกายหญิงให้นับถือว่าศักดิ์สิทธิ์ทั้งนั้น
นอกจากนี้ ยังมีเทศกาล “เจ้าแม่มีประจำเดือน” เรียกว่า อัมพุวาสีบูชา ตกราวเดือนมิถุนายน โดยน้ำในแม่น้ำพรหมบุตรจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ท่านว่าเจ้าแม่กามขยะมีประจำเดือนแล้ว วัดจะปิดสามวัน และผู้คนจะตักน้ำนั้นไปกินอาบเป็นมงคล
โลหิตประจำเดือนในทางความเชื่อของอินเดีย (และบ้านเรา) นั้นเปลี่ยนความหมายไป ทางหนึ่งคือเรื่องอำนาจระหว่างเพศ ที่ชายแย่งชิงเอาจากหญิง
เป็นการเมืองเรื่องศาสนาอันหนึ่ง
