bg-single

รธน.จากฉบับ ‘อยู่ยาว’ สู่ฉบับ ‘เขาวงกต’ วกวน-วนเวียน-ซ้ำซาก / บทความในประเทศ

22.03.2021

บทความในประเทศ

 

รธน.จากฉบับ ‘อยู่ยาว’

สู่ฉบับ ‘เขาวงกต’

วกวน-วนเวียน-ซ้ำซาก

หลังศาลรัฐธรรมนูญมีมติเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ด้วยเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 เมื่อวันที่ 11 มีนาคม

โดยเผยแพร่คำวินิจฉัยสรุปย่อผ่านข่าวสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ 4 บรรทัด

“รัฐสภามีหน้าที่และอำนาจจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ โดยต้องให้ประชาชนผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญได้ลงประชามติเสียก่อนว่าประชาชนประสงค์จะให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จแล้ว ต้องให้ประชาชนลงมติเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้ง”

ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าสร้างความสับสน ด้วยทำให้ต่างฝ่ายต่างตีความตามความเห็นของตน

หาข้อสรุปไม่ได้

ทำให้เมื่อวันที่ 15 มีนาคม มีการประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเพื่อจัดทำคำวินิจฉัยกลางออกมาเพื่อแก้ความสับสน

และที่สุดได้คำวินิจฉัยกลางออกมาจำนวนทั้งสิ้น 12 หน้า

ไฮไลต์อยู่ที่

“การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วยวิธีการร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมให้มีหมวด 15/1 ย่อมมีผลเป็นการยกเลิกรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 อันเป็นการแก้ไขหลักการสำคัญที่ผู้มีอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญดั้งเดิมต้องการปกป้องคุ้มครองไว้ หากรัฐสภาต้องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องจัดให้ประชาชนผู้ทรงอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญออกเสียงประชามติเสียก่อนว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ถ้าผลการออกเสียงประชามติเห็นชอบด้วย จึงดำเนินการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป เมื่อเสร็จแล้วต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติว่าเห็นชอบหรือไม่กับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อีกครั้งหนึ่ง ซึ่งเป็นการให้ประชาชนพิจารณาเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แล้วจึงนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเพื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยแล้ว จึงนำประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป อันเป็นกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญตามครรลองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”

 

จากคำวินิจฉัยกลางดังกล่าว ทำให้นายสมชาย แสวงการ ส.ว.ที่เป็นผู้เสนอให้รัฐสภายื่นตีความ ร่วมกับนายไพบูลย์ นิติตะวัน รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)

ฟันธงอย่างมั่นใจว่า

ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่จะลงมติวาระ 3 ในวันที่ 17 มีนาคมนี้เป็นโมฆะไปเรียบร้อยแล้ว

เพราะศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชัดเจนว่าครั้งนี้เป็นการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งทำไม่ได้

และศาลยังย้ำถึง 2 ครั้งให้รัฐสภาปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญอย่างเคร่งครัด

หรือถ้าจะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ต้องให้ไปทำประชามติก่อน

ดังนั้น ทางออกขณะนี้คือหาวิธีให้ร่างแก้ไขดังกล่าวเป็นโมฆะ ตกไปโดยสมบูรณ์

อาจจะใช้วิธีเสนอเป็นญัตติให้ที่ประชุมรัฐสภาโหวตให้ร่างดังกล่าวตกไปเลยตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

หรือให้ประธานรัฐสภาใช้ดุลพินิจชี้ขาดให้ร่างดังกล่าวตกไป ขึ้นอยู่กับที่ประชุมรัฐสภาจะหารือกัน

“ไม่สามารถใช้วิธีแช่แข็งร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้ค้างวาระไว้ แล้วไปรอทำประชามติ เพราะร่างดังกล่าวเป็นโมฆะไปแล้ว ถึงอย่างไรก็ต้องตกไป” นายสมชายระบุอย่างมั่นใจ

แต่ก็มีการแย้งจากฝ่ายค้าน

อย่างนายสุทิน คลังแสง ส.ส.มหาสารคาม พรรคเพื่อไทย (พท.) ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน บอกว่า ฝ่ายค้านจะสู้เต็มที่ เพื่อให้มีการเดินหน้าโหวตร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญวาระ 3 เพราะไม่เห็นด้วยให้ถอนวาระออก

ถึงฝ่ายค้านจะแพ้เสียงข้างมากก็จะรณรงค์ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป

 

ท่าทีของฝ่ายค้านดังกล่าว คือการยืนยันที่จะโหวตวาระที่ 3 แต่ดูสถานการณ์แล้วโอกาสที่จะชนะน้อยมาก เพราะวุฒิสมาชิกคงไม่เอาด้วย

เช่นเดียวกับ พปชร.ก็แสดงท่าทีจะงดออกเสียง ดูทิศทางต่างๆ แล้วแจ่มชัดว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้

ส่อเค้าแท้งชัดเจน

ทั้งนี้ ในการประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 17 มีนาคม เพื่อหาทางออกหลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยก็เต็มไปด้วยสัญญาณว่ารัฐธรรมนูญคงไม่ได้แก้

ส.ส.ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และ ส.ว. อยู่ในภาวะเสียงแตก

ในวาระประธานแจ้งให้ทราบมีการเสนอญัตติ เพื่อหาทางออกไม่ต่ำกว่า 5 ญัตติ ซ้อนกันไปซ้อนกันมา

ยิ่งสร้างความสับสน

จนนายพรเพชร วิชิตชลชัย รองประธานรัฐสภา รวมถึงนายชวน หลีกภัย ซึ่งทำหน้าที่ประธาน แจ้งต่อที่ประชุมว่า จริงๆ อาจสรุปได้เหลือเพียง 3 ญัตติ

คือ 1. ขอไม่ให้ลงมติ เพราะการแก้ไขรัฐธรรมนูญโมฆะไปแล้ว เป็นข้อเสนอของสมาชิกวุฒิสภา

2. ขอให้เลื่อนการลงมติ เพื่อดำเนินการให้ดีขึ้น โดยส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยอีกครั้ง เป็นข้อเสนอของพรรคประชาธิปัตย์

3. ลงมติตามข้อบังคับ โดยการโหวตวาระที่ 3 เลย เป็นข้อเสนอของพรรคฝ่ายค้าน

แต่ก็ดูเหมือนตลอดทั้งวันที่ 17 มีนาคม หาข้อสรุปไม่ได้ จนที่สุดนายไพบูลย์ นิติตะวัน ลุกขึ้นมาเสนอญัตติใหม่ให้เอาเรื่องการโหวตแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นมาพิจารณาเลย ซึ่งที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นด้วย 443 เสียง ทำให้ทั้ง 3 ญัตติแรกตกไป

อันเท่ากับว่า ที่ประชุมรัฐสภาวัดดวงโหวตการแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระที่ 3 ทันที ทำให้ ส.ส.บางพรรค เช่น ภูมิใจไทยประกาศไม่ร่วมโหวต

โดยนายชวนแจ้งว่าจะใช้เวลาโหวตเป็นรายบุคคล 4 ชั่วโมง ทำให้ยังไม่ทราบผลการลงคะแนน

แต่ที่น่าสังเกต มีสมาชิกรัฐสภาแสดงตนเพื่อโหวตเพียง 379 คน จึงมีโอกาสสูงที่เสียงในฝ่ายต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญอาจจะไม่พอ และเสียงวุฒิสมาชิกจะไม่ถึง 84 คนเพราะบางส่วนไม่ประสงค์ลงคะแนน เหมือน ส.ส.พรรคพลังประชารัฐที่งดออกเสียง ทำให้โอกาสการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ผ่านสูง

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 เข้าสู่ภาวะไม่แน่นอนอีกครั้ง และอีกครั้ง

ซึ่งก็เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่ต้องการให้ฝ่ายที่สืบทอดอำนาจจากรัฐประหาร “อยู่ยาว”

และวางกลไกป้องกันไม่ให้มีการแก้ไขได้โดยง่าย อย่างสลับซับซ้อน

ซึ่งเมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ที่มาไกลถึงวาระที่ 3 แล้ว กลับต้องหยุดลง

คำถามก็คงเป็นอย่างที่ประธานวิปฝ่ายค้าน คือนายสุทิน คลังแสง ถาม นั่นก็คือ

จะดำเนินการเรื่องรัฐธรรมนูญอย่างไรต่อไป

จะยกร่างใหม่ได้หรือไม่

และใครจะเป็นคนยกร่างใหม่

ถ้ายกร่างใหม่จะยกร่างใหม่ทั้งฉบับหรือเป็นรายมาตรา

ที่สำคัญ นายสุทินกลัวว่า “เมื่อถอนเรื่องไปแล้ว จะอ้างอิงรัฐธรรมนูญบทใดมายกร่างใหม่ ถ้าไม่มีใครให้คำตอบได้ แสดงว่าการแก้รัฐธรรมนูญจบ ไม่สามารถเดินได้ ทั้งการยกร่างใหม่ทั้งฉบับและรายมาตรา”

นายสุทินยังห่วงใยไปถึงร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การออกเสียงประชามติ ที่ในเนื้อหากฎหมายระบุว่า การทำประชามติต้องมีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติจำนวนเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ ขณะนี้มีผู้มีสิทธิออกเสียงทั่วประเทศ 50 ล้านคน จึงต้องมีผู้มาใช้สิทธิเกิน 25 ล้านคน จึงจะทำให้การทำประชามติมีผล ซึ่งเป็นไปได้ยาก เพราะกังวลว่าจะเปิดช่องให้ล้มประชามติได้ง่าย

ฝ่านค้านจึงเห็นว่าควรแก้ไขใหม่โดยให้ใช้เสียงข้างมากของผู้มาใช้สิทธิลงคะแนนเท่านั้น เพราะเกรงว่าผู้ที่ไม่ต้องการให้แก้ไขรัฐธรรมนูญอาจไปรณรงค์ให้ประชาชนนอนอยู่บ้านเฉยๆ ไม่ต้องมาใช้สิทธิ เป็นการล้มการทำประชามติ จนมีผลกระทบต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญล้มไปด้วย

ซึ่งก็ไม่รู้ว่าจะแก้ไขได้หรือไม่

นี่คือความวกวน-วนเวียน-ซ้ำซากกับเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญในอนาคต

 

ซึ่งเมื่อไปถามท่าทีของรัฐบาล ที่มีนโยบายเร่งด่วนให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ก็กลับเข้าไปสู่จุดเดิม นั่นคือลอยตัว ไม่ผูกมัดอะไรทั้งสิ้น

โดยบอกว่า “นายกรัฐมนตรีก็ทำหน้าที่ของนายกรัฐมนตรีแล้ว คือการนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร จากนั้นก็เป็นอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ”

“ผมสนับสนุนตามนโยบายของรัฐบาล ส่วนจะแก้หรือไม่แก้ หรือแก้กันอย่างไรอยู่ที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ถ้ามีปัญหาอะไรก็ไปถึงฝ่ายตุลาการ”

“ผมไปก้าวล่วงกับใครอะไรไม่ได้เลย เพียงแต่ยืนยันได้ว่ารัฐบาลจะมุ่งมั่นในการสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ส่วนจะแก้ได้อย่างไรก็ไปทำกันมาก็แล้วกัน อย่ามากล่าวอ้างว่าผมไม่มีคำตอบ มีการเซ็นคำสั่งอะไรไปผมทำไม่ได้อยู่แล้ว แบบนี้มันอันตราย”

นั่นคือจุดยืน พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งล่องลอยเคว้งคว้าง

เช่นเดียวกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้า พปชร. ก็บอกเพียงกว้างๆ และเป็นไปตามหลักการเช่นกันว่า พรรค พปชร.พร้อมที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไรก็ได้ ส่วนพรรคร่วมรัฐบาลก็แล้วแต่พรรคร่วมเพราะเป็นเรื่องของแต่ละพรรคจะพิจารณา

 

ต่างจากอีกฝั่งฟากที่เรียกร้องถึงความชัดเจนในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

เช่น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เรียกร้องผู้มีอำนาจในปัจจุบันต้องยึดมั่นในสิ่งที่แถลงนโยบายกับสภาเหมือนผู้นำในต่างประเทศเขาทำกัน โดยอยากเห็นไม่ใช่แค่พรรคประชาธิปัตย์ แต่พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคเดินหน้าตามนโยบายของรัฐบาล แสดงท่าทีที่จริงจัง เพราะต้องไม่ลืมว่าทุกครั้งที่การจัดทำรัฐธรรมนูญมีเหตุต้องสะดุดหยุดลง ล้วนมาจากการกระทำของฝ่ายรัฐบาลทั้งสิ้น

ขณะที่นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า อยากเห็นทุกพรรคการเมืองไม่ว่าเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ทำหน้าที่แก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างที่ได้รับปากกับประชาชน โดยอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญเป็นของประชาชน

ด้านนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า บอกมีความกังวลใจอย่างยิ่งกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ผ่าน เพราะไม่เห็นว่าจะมีกฎกติกาที่ทุกฝ่ายยอมรับ เพื่อจะหาทางออกจากความขัดแย้งทางการเมืองให้ทุกคนได้อย่างไร

“กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อถูกผลักออกไป ก็จะทำให้ประชาชนมีความรู้สึกเดือดดาล ว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างสันติในสภาเป็นไปไม่ได้”

ความห่วงใยนี้คงไปไม่ถึงหูของฝ่ายกุมอำนาจที่ป้องรัฐธรรมนูญฉบับนี้ดังไข่ในหิน

และทำให้รัฐธรรมนูญฉบับสืบทอดอำนาจ เหมือนอยู่ในเขาวงกต วกวน วนเวียน ซ้ำซากอยู่เช่นนี้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

แม่น้ำเปื้อนพิษ ‘อนุทิน 2’ เมิน
พระท่ามะปราง จากกรุวัดสำปะซิว พิมพ์นิยมสุพรรณบุรี
คุยกับผู้กำกับซีรีส์ ‘ทนายปีศาจ’ เมื่อ ‘อำนาจ’ มองเห็น ‘รูโหว่’ ใน ‘โครงสร้างที่ไม่ถูกถ่วงดุล’
เลือกผู้ว่าฯ กทม.เลือกคนกล้าหักดิบทุจริตคอร์รัปชั่น
รวมพลังจิตอาสาพัฒนาผืนป่าเขาขยาย จังหวัดชัยนาท
“พิชัย” กล่าวในเวทีสากล จี้ “ศุภจี” เร่งเจรจา FTA ระหว่าง ไทย-อียู ให้เสร็จจะได้มีผลงาน หลัง FTA ไทย – EFTA และไทย-ภูฏาน ที่ลงนามต้นปี 68 สมัยนายกฯ แพทองธาร ผ่านสภา
การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมที่กำลังจะมาถึง ไม่ใช่เพียงเรื่องของผู้ประกันตน
ส่องลึกอิหร่าน: 7) อเมริกากับตะวันตกแซงก์ชั่นอิหร่าน
คาร์ล – เจนนี่ด้วยรักและอุดมการณ์มาร์กซ์ – เองเกลส์สหายรัก – ร่วมอุดมการณ์
อสังหาฯ กลางปี 2569
719 ทัพไทยสู้ศึกเอเชี่ยนเกมส์ เป้าหมาย 12 ทองวัดระบบที่ยั่งยืน
กำกับและตัดต่อ