bg-single

จาก #ม็อบ10สิงหา63 ถึง ศาล รธน.10พฤศจิกา64 คำวินิจฉัย ประวัติศาสตร์ ‘ล้มล้างการปกครองฯ’/บทความในประเทศ

12.11.2021

บทความในประเทศ

 

จาก #ม็อบ10สิงหา63

ถึง ศาล รธน.10พฤศจิกา64

คำวินิจฉัย ประวัติศาสตร์

‘ล้มล้างการปกครองฯ’

เวทีชุมนุม #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน วันที่ 10 สิงหาคม 2563 ณ ลานพญานาค มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต

ได้รับความความสนใจจากนักศึกษาและประชาชนจำนวนมาก เรียกได้ว่านับจากการรัฐประหาร 22 พฤษภาคม 2557 ครั้งนั้นคือการชุมนุมที่ใหญ่ที่สุด

กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุมระบุในหนังสือ ปรากฏการณ์สะท้านฟ้า 10 สิงหา ตอนหนึ่งว่า เวที #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน คือส่วนหนึ่งในความพยายามที่จะไปถึงรากเหง้าของปัญหาการเมืองไทย

ไฮไลต์กิจกรรมครั้งนั้นอยู่ที่เวทีปราศรัย พร้อมการปรากฏตัวของแกนนำอย่างนายอานนท์ นำภา และนายภาณุพงศ์ จาดนอก หรือไมค์

ช่วงท้ายการชุมนุม น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง ขึ้นเวทีปราศรัยในฐานะแกนนำสหภาพนักเรียน นิสิต นักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนท.) อ่านประกาศของแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ฉบับที่ 1 ระบุถึง 10 ข้อเรียกร้องเกี่ยวกับการปฏิรูปสถาบัน

หลังสิ้นการอ่านคำประกาศ ตามมาด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากสังคมในแง่มุมต่างๆ มีทั้งคัดค้าน เห็นด้วย และเป็นห่วง

ถัดจากนั้นเพียงแค่ 7 วัน วันที่ 18 สิงหาคม นายณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอให้พิจารณาวินิจฉัยการกระทำของกลุ่มแกนนำม็อบ #10สิงหาฯ

ประกอบด้วย นายอานนท์ นำภา, นายภาณุพงศ์ จาดนอก, น.ส.ปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือรุ้ง, นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือเพนกวิน, น.ส.จุฑาทิพย์ ศิริขันธ์ หรืออั๋ว, น.ส.สิริพัชระ จึงธีรพานิช, นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข และ น.ส.อาทิตยา พรพรม

ก่อนศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้พิจารณา 3 คน คือ ทนายอานนท์ ไมค์-ภาณุพงศ์ และรุ้ง-ปนัสยา ในประเด็นที่ว่า ผู้ถูกร้องทั้งสามได้ชุมนุมและปราศรัยทำกิจกรรม อันเป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง หรือไม่

หลังกระบวนการไต่สวนผ่านมากว่า 1 ปี วันสำคัญก็มาถึง

ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคำร้องดังกล่าวในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2564 เวลาบ่าย 3 โมงตรง

 

ในวันดังกล่าวกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม แนวร่วม และประชาชนจำนวนหนึ่ง ได้มาปักหลักรอฟังคำวินิจฉัยบริเวณหน้าศาลรัฐธรรมนูญ แจ้งวัฒนะ ตั้งแต่ช่วงบ่าย

ก่อนถึงเวลาอ่านคำวินิจฉัย รุ้ง ปนัสยาเดินทางมายังบริเวณหน้าศาลรัฐธรรมนูญ อ่านถ้อยแถลงปิดคดีนอกศาล โดยสรุปคือ ยืนยัน 10 ข้อเรียกร้องที่ประกาศบนเวที #ธรรมศาสตร์จะไม่ทน เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ว่าเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญคุ้มครองไว้

ดังนั้น การกระทำของตนและพวก จึงไม่เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพล้มล้างระบอบการปกครองฯ จึงขอให้ศาลวินิจฉัยยกคำร้อง

กระทั่งเวลา 15.00 น. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญขึ้นบัลลังก์อ่านคำวินิจฉัย ขณะที่นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความผู้รับมอบอำนาจจากนายอานนท์ นำภา แถลงต่อศาลว่า

ได้รับมอบจากนายอานนท์ ขอให้ศาลเปิดไต่สวนเพิ่มเติมก่อนมีคำวินิจฉัย เนื่องจากเป็นคดีใหญ่ที่คำตัดสินไม่เพียงส่งผลกระทบแค่ผู้ถูกร้อง 3 คน

แต่ส่งผลกระทบต่อทั้งประเทศ จึงขอให้มีโอกาสแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม ทนายอานนท์ยังสั่งว่า หากศาลไม่เปิดไต่สวนเพิ่มเติม ก็ให้ทนายตัวแทนออกจากห้องพิจารณา โดยไม่ประสงค์จะรับฟังการอ่านคำวินิจฉัยคำร้องนี้

เช่นเดียวกับนายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายผู้รับมอบอำนาจจากนายภาณุพงศ์ จาดนอก แถลงจุดประสงค์เดียวกัน

รวมทั้งรุ้ง ปนัสยาที่แสดงเจตนารมณ์ต้องการให้มีการไต่สวนเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชี้แจงสรุปว่า ศาลพิจารณาคดีโดยใช้ระบบไต่สวน แสวงหาข้อเท็จจริงได้จากหลายฝ่าย เมื่อได้ข้อเท็จจริงครบถ้วนที่จะวินิจฉัยได้ จึงสั่งงดการไต่สวนเพิ่ม ส่วนการไม่ประสงค์ฟังคำวินิจฉัย ถือเป็นสิทธิ

ทำให้รุ้ง ปนัสยา และทนายความตัวแทนทนายอานนท์ และไมค์ ภาณุพงศ์ เดินออกจากห้องพิจารณาไป

 

จากนั้นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้เริ่มอ่านคำวินิจฉัยระบุ

ประเด็นที่ต้องพิจารณามีว่าการกระทำของผู้ถูกร้องที่ 1-3 เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคหนึ่ง หรือไม่

มาตรา 49 มีเจตนารมณ์ปกป้องคุ้มครองระบอบการปกครองของประเทศ ให้เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ข้อเท็จจริงตามคำร้อง คำชี้แจง พยานหลักฐานต่างๆ รวมทั้งบันทึกเสียงการปราศรัยของผู้ถูกร้อง 1-3 ฟังเป็นที่ยุติว่า

ผู้ถูกร้องที่ 1-3 อภิปรายในที่สาธารณะหลายครั้งหลายสถานที่ต่อเนื่องกัน ตั้งแต่วันที่ 3 สิงหาคม 2563 เรียกร้องให้แก้ไขเกี่ยวกับสถาบัน จนมาถึงการชุมนุมในวันที่ 10 สิงหาคม 2563

พิจารณาแล้วเห็นว่า พระมหากษัตริย์กับชาติไทยดำรงอยู่คู่กันเป็นเนื้อเดียวกันนับแต่อดีตถึงปัจจุบัน และจะต้องดำรงอยู่ด้วยกันต่อไปในอนาคตเพื่อธำรงความเป็นชาติไทยไว้ ปวงชนชาวไทยจึงถวายความเคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้

การกระทำของผู้ถูกร้องที่ 1-3 เป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

การออกมาเรียกร้องโจมตีในที่สาธารณะโดยอ้างการใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ นอกจากเป็นวิธีที่ไม่ถูกต้อง ใช้ถ้อยคำหยาบคาย และยังไปละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชนอื่นที่เห็นต่างด้วย

อันจะเป็นกรณีตัวอย่างให้บุคคลอื่นกระทำตาม ยิ่งกว่านั้นการกระทำของผู้ถูกร้องดำเนินงานอย่างเป็นขบวนการ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์และเป้าหมาย

แม้การปราศรัยของผู้ถูกร้องที่ 1-3 จะผ่านไปแล้ว หลังจากผู้ร้องยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

แต่ยังปรากฏว่าผู้ถูกร้องที่ 1-3 ยังคงร่วมชุมนุมกับกลุ่มบุคคล กลุ่มต่างๆ โดยใช้ยุทธวิธีเปลี่ยนแปลงรูปแบบการชุมนุม เปลี่ยนตัวบุคคลผู้ปราศรัย ใช้กลยุทธ์ไม่มีแกนนำที่ชัดเจน

โดยมีรูปแบบการกระทำอย่างต่อเนื่องด้วยกลุ่มคนที่มีแนวคิดเดียวกัน

 

นอกจากนี้การเคลื่อนไหวของผู้ถูกร้องที่ 1-3 และกลุ่มเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง มีลักษณะเป็นขบวนการเดียวกันที่มีเจตนาเดียวกันตั้งแต่แรก

ผู้ถูกร้องที่ 1-3 มีพฤติการณ์กระทำซ้ำและกระทำต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีการกระทำกันเป็นขบวนการ ซึ่งมีลักษณะของการปลุกระดมและใช้ข้อมูลที่เป็นเท็จ

มีลักษณะของการก่อให้เกิดความวุ่นวายและใช้ความรุนแรงในสังคม ทำให้เกิดความแตกแยกของคนในชาติ อันเป็นการทำลายหลักความเสมอภาคและภราดรภาพ นำไปสู่การล้มล้างระบอบประชาธิปไตยในที่สุด

อีกทั้งเป็นการกระทำที่มีเจตนาเพื่อทำลายหรือทำให้สถาบันพระมหากษัตริย์ต้องสิ้นสลาย ไม่ว่าจะโดยการพูดการเขียนหรือการกระทำต่างๆ เพื่อให้เกิดผลเป็นการบ่อนทำลาย ด้อยคุณค่า หรือทำให้อ่อนแอลง ย่อมแสดงให้เห็นถึงการมีเจตนาเพื่อล้มล้างสถาบันอีกด้วย

แม้เหตุการณ์ตามคำร้องผ่านพ้นไปแล้ว

แต่หากยังคงให้ผู้ถูกร้องที่ 1-3 รวมทั้งกลุ่มในลักษณะองค์กรเครือข่ายกระทำการดังกล่าวต่อไป

ย่อมไม่ไกลเกินเหตุที่จะนำไปสู่การล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 วรรคสอง ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจสั่งการ

ให้เลิกการกระทำดังกล่าวที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต

โดยการวินิจฉัยครั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 8 ต่อ 1 เสียง วินิจฉัยว่าการกระทำของผู้ถูกร้อง 1-3

เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพล้มล้างการปกครองฯ

ส่วนตุลาการฯ เสียงข้างน้อย 1 เสียงคือ นายอุดม สิทธิวิรัชธรรม

 

นายณฐพร โตประยูร ในฐานะผู้ร้องเผยว่า ไม่ได้อยากดำเนินคดีกับกลุ่มนักศึกษาแต่อยากดำเนินคดีกับกลุ่มแกนนำหรือผู้อยู่เบื้องหลัง

กระบวนการหลังจากนี้เป็นหน้าที่ของตำรวจและเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้อง รวมถึงอัยการที่จะนำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไปดำเนินคดีอาญา

สำหรับข้อเสนอการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ของฝ่ายการเมือง ยืนยันจากคำวินิจฉัยจะทำให้คำร้องเอาผิดและยุบพรรคก้าวไกลดำเนินการได้ หลังยื่นคำร้องกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ไว้ตามมาตรา 92

เชื่อว่า กกต.จะขอคัดถ่ายสำเนาคำวินิจฉัยและไปดำเนินการ เนื่องจากพรรคการเมืองและ ส.ส.พรรคดังกล่าวสนับสนุนทางการเงินและการประกันตัวผู้ต้องหา รวมถึงไปร่วมชุมนุมที่ถือเป็นความผิด

คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญวันนี้ จะเป็นสารตั้งต้นในการฟ้องร้องเอาผิดผู้กระทำการละเมิดต่อสถาบัน อดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน ระบุ

กล่าวกันว่าคำวินิจฉัย 10 พฤศจิกายน 2564 ศาลรัฐธรรมนูญได้สร้างบรรทัดฐานขึ้นใหม่ในการชุมนุมทางการเมือง ทั้งยังส่งผลให้กลไกในรูปแบบสันติวิธีผ่านการรณรงค์เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายอื่น เช่น กฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นไปอย่างยากลำบาก หรือแทบเป็นไปไม่ได้

เรื่องใหญ่ที่จะตามมาคือเกิดความขัดแย้งแตกแยกทางความคิดร้าวลึกกว่าเดิมระหว่างคนรุ่นใหม่ที่สนับสนุน 10 ข้อเรียกร้อง กับคนรุ่นเก่าที่คัดค้านแบบหัวชนฝาโดยแยกไม่ออกว่าอะไรคือความหมายของคำว่าล้มล้าง อะไรคือปฏิรูป

แน่นอนว่ากลุ่มคนรุ่นใหม่จะยังคงเคลื่อนไหวต่อไป แต่โจทย์การบ้านข้อใหญ่คือจะสื่อสารข้อเรียกร้องเดิมด้วยวิธีไหน รูปแบบอย่างไร

เป็นเรื่องต้องเฝ้าจับตากันต่อไป

 

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘กลอน’ ของประชาชน
ระบำวิวาห์เสี่ยงตาย : เต้นให้รัก เต้นให้รอด
ดันดาดัน (3) เลี้ยงเด็กคนหนึ่งใช้ทั้งหมู่บ้าน
เมื่อ ‘อภิชาติพงศ์’ ได้รับอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของ ‘ฝรั่งเศส’
‘หมาก’ ไม่ใช่ ‘หมาก’
สองทศวรรษของชีววิทยาสังเคราะห์ (5)
ฟุตบอลโลก 2026 กับการ ‘ลาป่วยทิพย์’
Georg Baselitz ศิลปินเยอรมันเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่เพิ่งจากโลกนี้ไป
บทเรียนเอสซีจี วิกฤติ และโอกาส (5)
‘เปลือก’
ลูทวิช บ็อลทซ์มันน์ นักฟิสิกส์ผู้เชื่อมโลกมหภาค กับโลกจุลภาค (1)
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (จบ)