bg-single

‘จอห์น ล็อค’ นักปรัชญาผู้วางรากฐาน การเมืองสมัยใหม่

31.03.2023

กว่าหลักการพื้นฐานที่ว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน” หรือ “อำนาจปกครองเป็นของประชาชน” จะกลายเป็นเรื่องธรรมดาสามัญในยุคปัจจุบัน

ความคิดนี้เคยเป็นเรื่องแปลกใหม่ที่ท้าทายสำนึกทางการเมืองของผู้คนมาก่อน

คือหากย้อนกลับไปในยุโรปยุคกลางหรือยุคมืด ครั้งที่ศาสนจักรยังคงมีอิทธิพลเหนืออาณาจักรต่างๆ ทั่วยุโรป และผู้คนยังไม่ตระหนักถึงเสรีภาพที่ตัวเองมีอยู่แต่กำเนิด ทำให้แต่ละคนไม่เชื่อว่าตนมีอำนาจปกครองตัวเองไปด้วย

นำมาสู่ระบอบการปกครองที่อิงอยู่กับอำนาจศักดิ์สิทธิ์ที่เชื่อว่าได้รับมาจากพระเจ้า

ดังที่รู้จักกันในฐานะ “เทวสิทธิ์” (Divine Right) หรือสิทธิการปกครองอันชอบธรรมที่ได้รับมอบมาจากพระผู้เป็นเป็นเจ้า

จนกระทั่งช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 17 ในวันที่ 29 สิงหาคม ค.ศ.1632 ชายผู้หนึ่งนามว่า “จอห์น ล็อค” (John Locke) ได้ถือกำเนิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษ

ซึ่งในกาลต่อมาราว 57 ปี ได้ตีพิมพ์หนังสือเล่มสำคัญที่สุดเล่มหนึ่งในทางปรัชญาการเมืองชื่อ “หนังสือสองเล่มว่าด้วยการปกครอง” (Two Treatises of Government) อันประกอบไปด้วยเล่มที่ 1 กับเล่มที่ 2 โดยโต้แย้งความคิดเรื่องเทวสิทธิ์ที่มีมาก่อน

แล้วแทนที่ด้วยแนวคิดเรื่อง “สิทธิธรรมชาติ” (Natural Rights) ซึ่งเป็นฐานคิดสำคัญทางการเมืองการปกครองในสมัยปัจจุบัน

 

แนวคิดเรื่องเทวสิทธิ์ที่จอห์น ล็อค ตั้งใจจะหักล้างนี้เป็นทฤษฎีของนักคิดทางการเมืองคนหนึ่งชื่อว่า “โรเบิร์ต ฟิลเมอร์” (Robert Filmer) ซึ่งได้นำเสนอความคิดนี้ไว้ในงานชิ้นสำคัญของเขาชื่อ “ปิตาธิปไตย” (Patriarcha)

โดยฟิลเมอร์อ้างว่าผู้ที่มีสิทธิอันชอบธรรมในการปกครองประชาชนทั้งปวงก็คือกษัตริย์แต่เพียงผู้เดียว และในบริบทเฉพาะของเหตุการณ์นี้ก็คือกษัตริย์อังกฤษองค์ปัจจุบันในตอนนั้น

ส่วนประชาชนคนอื่นก็เป็นผู้อยู่ใต้การปกครองโดยมิอาจโต้แย้ง

เหตุผลที่ฟิลเมอร์อ้างก็คือเพราะพระเจ้าได้สร้างโลกและสรรพสิ่งต่างๆ ขึ้น รวมทั้งมนุษย์ด้วย

มนุษย์คนแรกที่พระเจ้าสร้างก็เป็นชายชื่ออาดัม ต่อมาจึงสร้างผู้หญิงชื่ออีฟขึ้นจากซี่โครงของอาดัมอีกที

จุดกำเนิดอำนาจปกครองก็มาจากการที่พระเจ้าทรงมอบอำนาจการปกครองมนุษย์ให้กับอาดัม

แล้วอำนาจปกครองดังกล่าวกลายเป็นมรดกตกทอดไปสู่ทายาทของอาดัมรุ่นต่อมา กระทั่งไปถึงกษัตริย์อังกฤษในที่สุด

ดังนั้น กษัตริย์อังกฤษจึงมีสิทธิอำนาจอันชอบธรรมในการปกครองราษฎรทั้งปวง

แนวความคิดนี้แพร่หลายไปทั่วในยุคสมัยนั้น ทำให้ผู้คนยอมรับสถานะที่ตนเป็นโดยไม่โต้แย้ง

แต่เมื่อหนังสือสองเล่มว่าด้วยการปกครองของจอห์น ล็อค ออกเผยแพร่สู่สาธารณชน ทฤษฎีเทวสิทธิ์ก็ถูกท้าทายจนสั่นสะเทือน

 

ล็อคเสนอให้ผู้คนลองจินตนาการดูว่าหากไม่มีรัฐบาลและรัฐใดๆ อยู่เลย เขาเรียกสภาพที่ไร้รัฐใดๆ แบบนี้ว่า “สภาวะธรรมชาติ” (State of Nature) ในสภาวะธรรมชาตินี้มนุษย์แต่ละคนเมื่อเกิดมาโดยอยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของใครหรือไม่ แน่นอนว่าคำตอบคือ “ไม่”

แล้วถ้าอย่างนั้นชีวิตของแต่ละคนขึ้นอยู่อำนาจการปกครองของใคร ล็อคเห็นว่าเป็นอำนาจการปกครองของตัวเอง

พูดให้ง่ายก็คือทุกคนเป็นอิสระโดยสมบูรณ์ไม่ได้ตกอยู่ภายใต้อาณัติอำนาจของใครมาแต่กำเนิด

หากใครสักคนจะมีอำนาจเหนือผู้อื่นขึ้นมาได้สิ่งนั้นต้องเกิดขึ้นภายหลัง

วิธีการอ้างเหตุผลแบบคิดจินตนาการนี้เรียกว่า “การทดลองทางความคิด” (Thought Experiment) ซึ่งบรรดานักคิดทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นนักปรัชญาหรือนักวิทยาศาสตร์ต่างก็ใช้กันอย่างมากมาย และไม่ได้มีล็อคคนเดียวที่ใช้วิธีคิดแบบนี้

เพราะก่อนหน้านั้น “โธมัส ฮ็อบส์” (Thomas Hobbes, ค.ศ.1588-1679) นักปรัชญาชื่อดังชาวอังกฤษอีกคนหนึ่งได้ใช้มาก่อนแล้ว

แต่ถึงจะใช้วิธีคิดตั้งต้นเหมือนกัน โดยเฉพาะในเรื่องของสภาวะธรรมชาติ ทว่าบทสรุปของฮ็อบส์กับล็อคก็แตกต่างกันแบบตรงกันข้าม

กล่าวคือ ฮ็อบส์มองว่าถึงแม้ในสภาวะธรรมชาติมนุษย์จะเป็นอิสระไม่ขึ้นต่ออำนาจปกครองของใครมาโดยกำเนิด

แต่เพื่อความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต มนุษย์จึงยินยอมพร้อมใจกันมอบอำนาจทั้งหมดของตนให้กับผู้ที่แข็งแกร่งกว่าเป็นคนปกปักรักษาเป็นการถาวร (permanent) และสัมบูรณ์ (absolute)

ในขณะที่ล็อคกลับเห็นว่ามนุษย์ยินยอมมอบอำนาจบางส่วนของตนให้ผู้อื่นได้จัดการดูแลเป็นการชั่วคราว (temporary) และจำกัด (limited) เท่านั้น

ทั้งนี้ เพื่อทำให้แต่ละคนได้มีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

 

จะเห็นได้ว่าแนวคิดของฮ็อบส์และล็อคในเรื่องการอ้างสิทธิการปกครองนั้นแตกต่างจากฟิลเมอร์มาตั้งแต่แรก

เพราะฮ็อบส์และล็อคไม่ได้ยกเรื่องเทวสิทธิ์มาอ้างเป็นเหตุผลในการเป็นผู้ปกครองเลย ไม่เหมือนกับฟิลเมอร์ที่ยกเรื่องเทวสิทธิ์มาใช้เป็นพื้นฐานการคิด

แต่คนที่ตอบโต้แนวคิดเทวสิทธิ์อย่างจริงจังก็คือล็อค เขาแย้งฟิลเมอร์ว่าไม่มีหลักฐานใดมายืนยันว่าพระเจ้ามอบอำนาจปกครองมาให้อาดัม แล้วอาดัมส่งต่อสิทธิอำนาจนี้ให้กับทายาท

และถึงจะทราบว่ามีการมอบอำนาจก็ไม่รู้อยู่ดีว่าสิทธิอำนาจนี้ปัจจุบันไปตกอยู่ในมือใคร

ดังนั้น ข้ออ้างของฟิลเมอร์ว่ากษัตริย์อังกฤษได้รับสิทธิอำนาจในการปกครองนี้มาจากพระเจ้าจึงใช้การไม่ได้

ล็อคเห็นว่าในเมื่อไม่มีใครมีสิทธิในการปกครองผู้อื่นมาแต่เดิม จึงทำให้ทุกคนมีสิทธิในชีวิตและทรัพย์สินของตัวเองอย่างเต็มที่

หากใครสักคนจะมีอำนาจปกครองคนอื่นได้ก็ต้องเป็นเพราะคนเหล่านั้น “ยินยอม” (consent) มอบอำนาจของแต่ละคนไปให้โดยสมัครใจ (voluntary) เท่านั้น

และการมอบอำนาจให้นี้ก็เป็นไปอย่างจำกัดและเป็นระยะเวลาชั่วคราวด้วย

 

ความคิดเหล่านี้ได้นำมาสู่หลักการเรื่อง “รัฐบาลที่มีอำนาจจำกัด” (Limited Government)

วาระของการครองอำนาจ และ “ตัวแทน” (representative) ผู้ทำหน้าที่แทนประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง ตามที่เห็นกันโดยทั่วไปในระบอบประชาธิปไตยแบบตัวแทน (representative democracy) ซึ่งผู้แทนของประชาชนในบริบทของสังคมไทยก็คือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส.นั่นเอง จากนั้น ส.ส.จึงตั้งรัฐบาลและเลือกนายกรัฐมนตรีอีกทอดหนึ่ง

ส่วนกระบวนการเลือกตั้งแม้ปรากฏให้เห็นมาตั้งแต่กรีกโบราณแล้ว แต่รูปแบบการเลือกตั้งหยั่งเสียงประชาชนดังที่เกิดขึ้นในสังคมปัจจุบันเป็นผลจากแนวคิดแบบการเมืองสมัยใหม่ที่ตกทอดมาจากยุโรป “ยุคเรืองปัญญา” (Age of Enlightenment) เสียมากกว่า โดยมีตัวพ่อก็คือจอห์น ล็อค

เพราะฉะนั้น ความสำคัญของการเลือกตั้งจึงไม่ใช่เพียงเพราะรัฐธรรมนูญกำหนดเอาไว้แบบนี้จึงต้องจัดให้มีขึ้นประหนึ่งพิธีกรรม

แต่เพราะว่ามันเป็นการแสดงเจตจำนงของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจที่แท้จริง ว่าเขาสมัครใจยินยอมมอบอำนาจที่ตนมีอยู่แต่กำเนิดไปให้ใครบริหารจัดการเป็นการชั่วคราว

ภายใต้วาระหรือกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้อย่างแน่นอนชัดเจน

 


หมายเหตุ : ผู้เขียนบันทึกคำบรรยายแนวคิดทางการเมืองของจอห์น ล็อค เอาไว้ใน YouTube ด้วย ผู้สนใจหากต้องการศึกษาหาข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดตามชมได้ทางลิงก์นี้ https://youtu.be/bPKd5xkIeCY



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘กลอน’ ของประชาชน
ระบำวิวาห์เสี่ยงตาย : เต้นให้รัก เต้นให้รอด
ดันดาดัน (3) เลี้ยงเด็กคนหนึ่งใช้ทั้งหมู่บ้าน
เมื่อ ‘อภิชาติพงศ์’ ได้รับอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของ ‘ฝรั่งเศส’
‘หมาก’ ไม่ใช่ ‘หมาก’
สองทศวรรษของชีววิทยาสังเคราะห์ (5)
ฟุตบอลโลก 2026 กับการ ‘ลาป่วยทิพย์’
Georg Baselitz ศิลปินเยอรมันเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่เพิ่งจากโลกนี้ไป
บทเรียนเอสซีจี วิกฤติ และโอกาส (5)
‘เปลือก’
ลูทวิช บ็อลทซ์มันน์ นักฟิสิกส์ผู้เชื่อมโลกมหภาค กับโลกจุลภาค (1)
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (จบ)