
เราคงปฎิเสธไม่ได้ว่าจากเหตุการณ์การเมืองที่ดำเนินสืบเนื่องมา นับจากชัยชนะของพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้ง แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จในการตั้งรัฐบาล… การประกาศการเดินทางกลับประเทศไทยของอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร… การประกาศจัดตั้งรัฐบาลใหม่ของพรรคเพื่อไทยโดยไม่มีพรรคก้าวไกลนั้น คือ ภาพสะท้อนของการเมืองชุดใหม่ ที่อาจจะต้องเรียกว่าการเมืองไทยก้าวเข้าสู่ “เฟสใหม่” แล้ว
เฟสใหม่ทางการเมืองเช่นที่กำลังเริ่มต้นนี้คือ การบ่งบอกถึงสภาวะ “ยุคหลังระบอบประยุทธ์” (The Post- Prayuth Regime) ที่มีองค์ประกอบและเงื่อนไขทางการเมืองอีกแบบ รวมทั้งมีความขัดแย้งทางการเมืองในอีกแบบด้วย
อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพรวมของการเมืองปัจจุบันแล้ว เราอาจเห็นถึงแนวโน้มที่สำคัญ ดังต่อไปนี้
1) ปัญหาทั้งหมด โดยเฉพาะความขัดแย้งในการเมืองไทยปัจจุบันคือ มรดกของ คสช. และผลพวงจากการรัฐประหารที่ชัดเจน แม้ คสช. จะสิ้นสภาพไปกับเงื่อนไขทางการเมืองหลังการเลือกตั้ง 2562 แต่อำนาจในการบังคับทิศทางทางการเมืองยังคงมีอยู่ในอีกแบบหนึ่ง
2) การบังคับทิศทางการเมืองมีรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นเครื่องมือสำคัญ และสร้างผลบังคับอย่างชัดเจนว่า ถึงแม้พรรคฝ่ายค้านก่อนการเลือกตั้ง 2566 ชนะการเลือกตั้งได้จริง แต่โอกาสจัดตั้งรัฐบาลของพรรคฝ่ายค้านนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เนื่องจากการกำหนดให้วุฒิสภามีสิทธิ์ลงเสียงในการเลือกนายกรัฐมนตรี
3) อำนาจในการบังคับทิศทางของ คสช. จะยังไม่หมดไปง่ายๆ เพราะมีอำนาจใน 4 ประการ คือ ข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญ อำนาจของวุฒิสมาชิก บทบาทขององค์กรอิสระ และข้อบังคับในยุทธศาสตร์ 20 ปี ซึ่งอำนาจของ คสช. จะยังอยู่ในการเมืองไทยอีกระยะ จนกว่าการเมืองในอนาคตจะมีพลังมากพอในการเปลี่ยนอำนาจ 4 ส่วนของ คสช. นี้ได้ ซึ่งอาจต้องใช้อีกระยะเวลาหนึ่ง
4) ผลจากอำนาจดังกล่าวใน 4 ส่วนเช่นนี้ ทำให้ชนะของพรรคฝ่ายค้านเดิมจะมีปัญหา และส่งผลให้กลุ่มพรรคฝ่ายค้านที่ชนะการเลือกตั้ง 2566 เดินไปข้างหน้าแบบทุลักทุเล และจะเผชิญกับแรงเสียดทานในด้านต่างๆ อย่างมาก โดยเฉพาะกับนโยบายในบางเรื่องที่เป็นข้อถกเถียงในสังคม
5) พรรคทหารเดิม แตกแยกออกเป็น 2 พรรค แต่ไม่ได้อยู่ในสภาพที่สิ้นอำนาจไปจนหมด แม้ตัวอดีตผู้นำรัฐประหารบางคนอาจจะพยายามถอยออกจากการเมืองก็ตาม พรรคนี้ยังคงมีบทบาทและอำนาจต่อรองทางการเมืองผ่านวุฒิสภา แม้ว่าพรรคดังกล่าวอาจจะไม่ได้เสียงเป็นจำนวนมากที่จะติดอันดับ 1 ใน 3 ของพรรคอันดับแรกก็ตาม แต่เสียงของทั้ง 2 พรรคในสภาล่างยังคงมีจำนวนพอสมควร
6) แม้ว่าพรรคร่วมรัฐบาลเดิมจะไม่สามารถตั้งรัฐบาลได้ด้วยตัวเอง ยกเว้นการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยในสภา โดยการลงเสียงร่วมของวุฒิสภา แต่ทางเลือกเช่นนี้มีอัตราเสี่ยงทางการเมืองมากเกินไป และอาจส่งผลให้รัฐบาลดังกล่าวถูกพลิกคว่ำได้ง่าย อันทำให้พรรคเหล่านี้ไม่ตัดสินใจเลือกเส้นทางดังกล่าว
7) แต่แม้พรรคร่วมรัฐบาลเองจะตั้งรัฐบาลไม่ได้ แต่ถ้าปีกพรรคฝ่ายค้านเดิมที่ชนะการเลือกตั้งจะตั้งรัฐบาล โดยไม่ดึงพรรคร่วมรัฐบาลเดิมเข้าร่วมแล้ว โอกาสการจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นจริง ก็อาจเป็นไปไม่ได้ด้วย ซึ่งการนำเอาพรรคในปีกนี้เข้าร่วมแล้ว อาจส่งผลให้เกิดข้อขัดแย้งทางการเมืองในตัวเอง หรือเป็นราคาทางการเมืองซึ่งพรรคที่เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลต้องจ่าย อันเป็นภาวะที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
8) การจัดทำบันทึกช่วยจำ หรือ MOU ในการเป็น “พันธสัญญาทางการเมือง” อาจเป็นไปได้ยาก เพราะแนวนโยบาย มุมมอง/จุดยืน และทิศทางการเมืองของพรรคหลักที่ร่วมลงนามนั้น มีความแตกต่างกันในบางเรื่อง บางประเด็น จนการประนีประนอมที่เกิดขึ้นเป็นเพียงภาวะชั่วคราว และอาจสิ้นสุดไปกับเงื่อนไขของสถานการณ์การเมืองเอง
9) ปัญหาพันธะทางการเมืองก่อให้เกิดความเห็นต่างในการจัดตั้งรัฐบาล และนำไปสู่การแตกแยกในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคฝ่ายค้าน หรือบางคนอาจจะถือว่าเป็นความแตกแยกของฝ่ายที่สนับสนุนประชาธิปไตยในการเมืองปัจจุบัน (จนวันนี้หลายฝ่ายประเมินว่า ฝ่ายสนับสนุนประชาธิปไตย มีความแตกแยกมากกว่าฝ่ายที่สนับสนุนอนุรักษนิยม)
10) ปีกอนุรักษนิยมไม่เคยหมดอำนาจไปจากการเมืองไทยอย่างง่ายดาย ปีกนี้ยังคงมีอำนาจอย่างสำคัญในการกุมกลไกรัฐ และอำนาจของกระบวนการตุลาการธิปไตย
11) ความแตกแยกของความเห็นทางการเมืองจะยังคงมีอยู่สูงมากในการเมืองไทย และความแตกต่างเช่นนี้จะมีส่วนอย่างสำคัญในการกำหนดทิศทางการเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะมีผลต่อการลงเสียงที่เกิดขึ้นในอนาคต
12) ทั้งหมดนี้คือ การก้าวเข้าสู่ “เฟสใหม่” ของการเมืองไทยที่กำลังเริ่มขึ้น และแน่นอนว่า การเมืองเฟสใหม่นี้ ยังคงมีความไม่แน่นอนอยู่สูงเช่นเดิม!
