
เสี้ยวประวัติศาสตร์จากที่กล่าวมานี้ทำให้เราแลเห็นภาพได้ในระดับหนึ่งว่า เศรษฐกิจการเมืองของชนชาติต่างๆ ในลุ่มแม่น้ำโขงมีจุดเริ่มต้นที่ยาวนานมาก
และเมื่อเวลาผ่านไป จุดเริ่มต้นนี้ก็ถูกพัฒนาให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของรากฐานที่ถูกวางเอาไว้อย่างมั่นคง
จนยากที่ชนชาติใดชนชาติหนึ่งจะแยกตนออกไปจากปฏิสัมพันธ์ในปัจจุบันไปได้
โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่อิทธิพลตะวันตกได้แผ่ซ่านไปทั่วโลกไปแล้วนั้น ได้ทำให้ชนชาติต่างๆ ในลุ่มแม่น้ำโขงต้องปรับตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งก็ให้ปรากฏว่า แต่ละชนชาติต่างก็ปรับตัวในระดับที่แตกต่างกันไป
เมื่อแตกต่าง ผลที่ตามมาก็ย่อมแตกต่างไปด้วย
ในยุคสมัยใหม่
ยุคสมัยใหม่ของชนชาติพันธุ์ในลุ่มแม่น้ำโขงนั้น เริ่มเมื่อตะวันตกได้แผ่อิทธิพลลัทธิอาณานิคมเข้ามา อันที่จริงรัฐในลุ่มแม่น้ำโขงหาได้รู้จักตะวันตกตอนที่ลัทธิดังกล่าวแผ่เข้ามาไม่ หากแต่รู้จักมานานก่อนหน้านั้นเป็นเวลานับร้อยปีแล้ว
และเมื่อลัทธิอาณานิคมแผ่เข้ามาราวกลางศตวรรษที่ 19 รัฐในลุ่มแม่น้ำโขงจึงเต็มไปด้วยความยุ่งยากวุ่นวาย ความสัมพันธ์ที่เคยดีบ้างเลวบ้างเมื่อก่อนหน้านี้แทบจะหายไป เมื่อรัฐเหล่านี้ต่างต้องหันมาแก้ปัญหาให้กับตัวเองจากลัทธิดังกล่าว
ผลก็คือ เมียนมาตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ ส่วนลาว กัมพูชา และเวียดนามตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสและถูกฝรั่งชาตินี้ทำให้เป็น “อินโดจีน”
ส่วนไทยแม้จะรอดตัวมาได้ แต่ก็เสียผลประโยชน์ให้แก่อังกฤษและฝรั่งเศสไปไม่น้อย
จนไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นอิสระอย่างแท้จริงได้อย่างเต็มปากเต็มคำ
ที่บอบช้ำมากที่สุดก็คือ จีน ที่ถูกฝรั่งตะวันตกและญี่ปุ่น (ซึ่งเป็นชาติเอเชียเช่นเดียวกับตน) รุมทึ้งเอาผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ ไป ทั้งยังทำลายล้างชีวิตและทรัพย์สินของชาวจีนไปอีกไม่น้อย ทำให้จีนไม่หลงเหลือศักดิ์ศรีของชาติที่เป็นอู่อารยธรรมอีกเลยก็ว่าได้
อย่างไรก็ตาม กว่าที่สถานการณ์ความยุ่งยากเหล่านี้จะคลี่คลายลง เวลาก็ล่วงเลยไปจนเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดไปแล้ว
และที่ว่าคลี่คลายนี้มิได้หมายความว่า ดินแดนแถบนี้จะเกิดความสงบสุขแต่ประการใด ตรงกันข้าม ยังได้เกิดความยุ่งยากในอีกแบบหนึ่งเข้ามาแทนที่
กล่าวคือว่า จีนหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เกิดสงครามกลางเมืองขึ้นมาระหว่างพรรคประชารัฐ (กว๋อหมินตั่งหรือก๊กมินตั๋ง) กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน (พคจ.) แล้วจบลงด้วยชัยชนะของฝ่ายหลังในปี 1949
หลังจากนั้น จีนก็สามารถเจรจากับเมียนมาในเรื่องเขตแดนได้เป็นผลสำเร็จภายในเวลาไม่กี่ปีเท่านั้น
แต่การแก้ปัญหานี้สำเร็จไม่ได้หมายความว่าทั้งสองจะรู้สึกดีต่อกันไปด้วย เพราะหลังจากนั้นต่อมาก็ให้ปรากฏว่า จีนได้ให้การสนับสนุนแก่พรรคคอมมิวนิสต์พม่า (พคม.) จนเป็นที่รู้กันโดยทั่วไป
และปัญหานี้ต่อมาได้นำความยุ่งยากมาให้แก่ทั้งจีนและเมียนมาเอง และนอกจากเมียนมาแล้วจีนก็ยังให้การสนับสนุนขบวนการคอมมิวนิสต์อื่นๆ ในอุษาคเนย์อีกด้วย
ส่วนเมียนมาก็มีปัญหาภายในไม่น้อย ถึงแม้จะได้รับเอกราชก่อนจีนถึงปีเศษก็ตาม แต่ปัญหาในเมียนมายังคงเป็นเรื่องเดิมๆ ที่ตกค้างมาแต่อดีตหลายร้อยปี นั่นคือ ปัญหาชนชาติต่างๆ ที่ต่างก็อ้างถึงอิสรภาพและเอกราชของตนเอง
ผลก็คือ เมียนมาล้มเหลวโดยแทบจะสิ้นเชิงในการแก้ปัญหาที่ว่านี้ ความล้มเหลวนี้ได้ทำให้เมียนมาแทบจะแตกเป็นเสี่ยงๆ เมื่อชนชาติกะเหรี่ยง มอญ คะฉิ่น ว้า และไทยใหญ่ เป็นต้น ต่างประกาศตนต่อสู้กับรัฐบาลเมียนมาของชนชาติพม่า
ส่วนปัญหาข้างลาว กัมพูชา และเวียดนามกลับหนักหน่วงลงกว่าเดิม ด้วยหลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ฝรั่งเศสกลับไม่ยอมปล่อยให้ทั้งสามประเทศนี้ได้อิสรภาพและเอกราชโดยง่าย การต่อสู้เพื่อการนี้จึงเกิดขึ้น โดยเฉพาะเมื่อสหรัฐอเมริกาได้เข้ามาแทรกแซง การต่อสู้ที่ว่าก็ยิ่งบานปลายออกไป
จนกลายเป็นสงครามอินโดจีนที่กินเวลายาวนานนับสิบปี และมายุติลงในปี 1975 เมื่อประเทศทั้งสามสามารถขับไล่สหรัฐออกไปได้ และดำรงตนเป็นรัฐสังคมนิยมนับแต่นั้นมา
จะมีก็แต่ไทยเท่านั้นที่ประสบปัญหาไม่หนักเท่ากับสามประเทศ ไทยได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมของตนขึ้นมาอย่างช้าๆ ถึงแม้จะต้องสู้กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) ที่ได้รับการสนับสนุนจากจีนก็ตาม แต่การพัฒนาดังกล่าวก็สะดุดลงน้อยมาก
ผลจากการพัฒนาดังกล่าว นับว่ามีส่วนไม่น้อยในการทำให้ชนชั้นกลางในสังคมไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว
คนกลุ่มนี้ได้พยายามดิ้นรนให้หลุดพ้นจากการครอบงำของการเมืองแบบเผด็จการ ด้วยการโค่นล้มผู้นำของระบอบนี้ออกไปได้ในปี 1973 (คือเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516)
แต่นั้นมาไทยก็ดูจะเป็นเพียงรัฐเดียวในลุ่มแม่น้ำโขงที่มีการเมืองแบบประชาธิปไตยมากที่สุด
สถานการณ์จากภาพรวมในยุคสมัยใหม่ดังกล่าว ได้ดำเนินเรื่อยมาแล้วคลี่คลายลงอีกครั้งหนึ่งในช่วงปลายของยุคสงครามเย็นในทศวรรษ 1980 ในช่วงนี้เหตุการณ์ต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างมากมาย
หากจะให้กล่าวโดยรวบรัดแล้ว ศูนย์กลางของการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญก็คือ จีน
จีนได้มีการผลัดเปลี่ยนกลุ่มผู้นำใหม่ ผู้นำกลุ่มนี้ได้ประกาศใช้นโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศก่อนสิ้นปี 1978 เพียงกี่วัน ครั้นพอขึ้นปี 1979 ทุกอย่างก็เดินหน้า นโยบายนี้ส่งผลสะเทือนต่อรัฐและชนชาติในลุ่มแม่น้ำโขงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ซึ่งอาจสรุปได้ว่า
หนึ่ง จีนได้ยุติการให้การสนับสนุนในทุกด้านแก่ขบวนการคอมมิวนิสต์ในรัฐแถบนี้โดยสิ้นเชิง
สอง จีนให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ในระดับรัฐต่อรัฐในแถบนี้มากขึ้น พร้อมกันนั้นก็ดำเนินนโยบายการค้าการลงทุนที่เปิดกว้างมากขึ้นทั้งกับรัฐในแถบนี้และภูมิภาคอื่นๆ โดยลำดับ
พ้นไปจากข้อสรุปสองข้อนี้แล้ว ปัญหาที่จีนมีอยู่ในช่วงนั้นก็คือ การได้เข้าไปพัวพันกับปัญหาในกัมพูชาที่ถูกเวียดนามยึดครองในปี 1979 โดยจีนได้ทำสงครามสั่งสอนเวียดนามในปีดังกล่าว จนทำให้ความสัมพันธ์ของจีนกับเวียดนามขาดสะบั้นลงจนยากที่จะสมาน
ถึงแม้หลังจากที่ปัญหากัมพูชาได้รับการแก้ไขเป็นที่เรียบร้อยไปในทศวรรษ 1990 และทั้งสองได้หวนกลับมามีความสัมพันธ์ในระดับปกติแล้วก็ตาม แต่สงครามสั่งสอนในครั้งนั้นได้ทำให้จีนกับเวียดนามที่รอยร้าวอยู่ในใจลึกๆ
ผลจากการเปลี่ยนแปลงของจีน ทำให้รัฐในลุ่มแม่น้ำโขงต้องพลอยปรับตัวไปด้วย
โดยเมียนมามีเวลาที่จะจัดการกับปัญหาชนชาติต่างๆ ของตนได้มากขึ้น แต่ก็ยังจัดการไม่สำเร็จ
ส่วนลาว เวียดนาม และกัมพูชาก็ได้ปรับตัวอย่างช้าๆ ในเรื่องนโยบายเศรษฐกิจที่เสรีมากขึ้น
การปรับตัวดังกล่าวส่วนหนึ่งมีที่มาจากแรงกดดันจากความเสื่อมถอยของรัฐสังคมนิยมโลกเองด้วย
ซึ่งถ้าหากไม่ปรับตัวแล้ว บางทีตนอาจจะล่มสลายตามรัฐสังคมนิยมในยุโรปไปด้วยก็ได้
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
