
“เอาตำรวจออกจากการเมือง เป็นองค์กรอิสระ” เป็น 1 โจทย์ที่ตั้งขึ้นในวาระ “ปฏิรูปตำรวจ”
ตามที่ทราบกันว่ามี 3 องค์กร
หนึ่ง สมาคมตำรวจ หนึ่ง สมาคมโรงเรียนนายร้อยตำรวจ กับอีกหนึ่ง ชมรมพนักงานสอบสวน ประสานมือกันขับเคลื่อนวาระ “ปฏิรูปตำรวจ” ที่เพิ่งจะเปิดตัวไปอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคมที่ผ่านมา
นำเสนอ 1 ในหัวข้อที่ล่อแหลมชวนให้ถกแถลงก็คือ ตำรวจจะไม่อยู่ใต้ “การเมือง” ตำรวจไม่มีความสุข ไม่พอใจที่จะอยู่ในอาณัตินักการเมือง ตำรวจอยากจะเป็นองค์กรอิสระ
คล้ายกับว่า ที่ผ่านมาตำรวจสูญเสียสถานะ “เป็นกลางทางการเมือง” กระทั่งถูกใช้เป็น “เครื่องมือ” ทางการเมือง กลายเป็นตำรวจของผู้ชนะ ไม่ใช่ของผู้แพ้ทางการเมือง เป็นเหตุให้ตำรวจจำนวนหนึ่งประจบสอพลอ รับใช้นักการเมือง ที่สุดก็ลุกลามไปถึงความผิดเพี้ยนในการปฏิบัติหน้าที่ “ผู้รักษากฎหมาย”
ดังจะเห็นได้ในประวัติศาสตร์ที่เคยมีตำรวจจำนวนหนึ่ง ทำได้ทุกอย่างที่ “ผิดกฎหมาย”
เมื่อมีคำถามว่า ความล้มเหลวและเหลวแหลกในการบริหารงานตำรวจมาจาก “นักการเมือง” จริงหรือไม่
คำตอบก็น่าจะ “ใช่ “อยู่ส่วนหนึ่ง!
นานมาแล้ว พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร เคยเขียนเอาไว้ว่า
“ตั้งแต่หลังปฏิวัติ พ.ศ.2475 แทนที่ตำรวจจะได้รับการปลดปล่อยให้เป็นเครื่องมือของระบอบประชาธิปไตย แต่กลับถูกใช้เป็นเครื่องมือของรัฐบาลในการรักษาความมั่นคงของรัฐบาล ประชาธิปไตยเป็นแต่เพียงยี่ห้อ แต่ธาตุแท้คือ ระบอบเผด็จการโดยคณะทหาร ที่ผลัดกันยึดอำนาจและสืบทอดการบริหารบ้านเมืองคณะแล้วคณะเล่า ตำรวจจึงยังคงฐานะเครื่องมือรักษาความมั่นคงของระบอบนั้นตลอดมา”
ชัดกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว!
หลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ตำรวจเคลิ้มภายใต้คำขวัญ “ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีสิ่งใดที่ตำรวจไทยทำไม่ได้”
กองกำลังตำรวจจำนวนหนึ่ง ไม่ใช่ตำรวจในความหมายของวิชาชีพซึ่งมีหน้าที่ “อำนวยความยุติธรรม”
ตำรวจที่เจริญก้าวหน้าในยุคนั้นทำหน้าที่เป็น “เครื่องมือ” คุกคามเข่นฆ่าคู่แข่งทางการเมือง ตำรวจฆ่าแม้กระทั่งตำรวจด้วยกันเอง
ตำรวจกลายเป็น “อาชญากร” มีผู้บังคับบัญชาโอบอุ้มปกป้อง!
ตั้งแต่ พ.ศ.2490-2516 รวมเบ็ดเสร็จ 26 ปีตำรวจอยู่ในอาณัติอำนาจการเมืองที่อยู่ในมือ “นายทหาร” จากกองทัพบก
การเมืองไทยสลับฉากให้ “พลเรือน” ได้ขึ้นเล่นบนเวทีในช่วงสั้นๆ เท่านั้น
“วสิษฐ เดชกุญชร” ยังได้เคยบันทึกเอาไว้อีกว่า
“หลัง พ.ศ.2516 เมื่อประชาธิปไตยทำท่าจะเบ่งบาน และความตื่นตัวเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชนมีมากขึ้น การคุกคามของคอมมิวนิสต์ทำให้ทุกฝ่ายโดยเฉพาะทหารพอใจที่จะให้ตำรวจยังเป็นเครื่องมือในการรักษาความมั่นคงยิ่งกว่าที่จะเป็นเครื่องมือในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม ตำรวจกลายเป็นกองทัพเหล่าที่ 4 ทั้งๆ ที่ภาระหน้าที่หลักของตำรวจได้แก่ การปราบปรามอาชญากรรม มิใช่การต่อสู้ป้องกันประเทศจากอริราชศัตรูภายนอกอย่างทหาร”
6 ตุลาคม 2519 “อำนาจรัฐ” ก็อยู่ในมือคณะรัฐประหารอีก!
ทหารในกองทัพทะเยอทะยาน แตกแยก แย่งอำนาจ หักหลัง ก่อรัฐประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า ที่สุดก็ลงตัวที่ “เปรม ติณสูลานนท์” ได้ครองอำนาจยาวจนถึงปี พ.ศ.2531 จึงจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 24 กรกฎาคม 2531
พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ แห่งพรรคชาติไทยชนะเลือกตั้ง ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แค่ช่วงสั้นๆ
วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2534 คณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ หรือ “รสช.” ก็ยึดอำนาจอีก
ภายใต้การปกครองที่มี “นายทหาร” เป็นผู้นำหรือมี “นอมินี” ของทหารเป็นผู้นำนั้น สถานะของตำรวจต่ำเตี้ยติดดิน!!
หลังวิกฤตจากเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” ปี 2535 ทหารกลับเข้ากรมกอง “นักการเมืองพลเรือน” ได้ยืดเส้นยืดสายอีกวาระ จนถึง พ.ศ.2549
“ผบ.ทบ.” นำกำลังพลรบ ทำรัฐประหาร 2549 อ้างว่าจัดระเบียบ 2 ปี แท้จริงแล้วเตรียมสร้าง “นอมินี” สายพลเรือนสู้ศึกในสนามเลือกตั้ง สุดท้ายก็พ่ายยับ จนต้องล้อมปราบด้วย “กองพลรบ” ใจกลางเมือง กลายเป็นคดี 99 ศพที่ยังปิดไม่ลง
“22 พฤษภาคม 2557” ต้องรัฐประหาร!
“คสช.” อยู่ยาวถึงปี 2566
คําถามจึงมีว่า “นักการเมือง” ที่ตำรวจกล่าวถึงนั้นคือใคร
“นักการเมืองไทย” มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างจากนักการเมืองของประเทศเสรีนิยมอื่นๆ ในโลก
ในประเทศไทย “นักการเมือง” ที่บริหารประเทศส่วนมากประชาชนไม่ได้เลือก
มาจาก “นายทหาร” ในคณะรัฐประหาร
นักการเมืองพวกนั้นฉีกรัฐธรรมนูญได้ จึงไม่จำเป็นต้องทำตามกติกา การแต่งตั้งโยกย้ายตำรวจในมือนักการเมืองที่มียศ “พลเอก” จึงเป็นบ่อเกิดของวิกฤตผู้นำตำรวจตลอดมา
ดังนั้น หากการเมืองไทยยังเป็น “ระบอบเผด็จการโดยคณะทหาร” เหมือนเช่นที่ พล.ต.อ.วสิษฐเคยว่าไว้ หัวข้อปฏิรูปตำรวจที่ว่า “เอาตำรวจออกจากการเมือง เป็นองค์กรอิสระ” ก็ไม่น่าจะไปรอด
การตั้งข้อรังเกียจกับการเมืองของคณะผู้คิดจะก่อการปฏิรูปตำรวจนั้นไม่ได้ผิดอะไร แต่ตำรวจจะต้อง “เข้าใจการเมือง” ให้ถ่องแท้ และยอมรับกับความจริงที่ว่า “อำนาจนิยม” สร้างระบอบการเมืองเลว
“การเมืองเลว” คือการเมืองที่ขาดการตรวจสอบ และถ่วงดุล!
การเมืองไทยเลวมาตั้งแต่ พ.ศ.2490 จนถึงปัจจุบัน ได้ปลูกฝัง บ่มเพาะ และก่อให้เกิดทัศนคติแก่ตำรวจว่า “อำนาจ” หรือตำแหน่งราชการเป็นคำตอบของทุกสิ่ง เป็นแหล่งที่มาของรายได้ เป็นความมั่งคั่งมั่นคงและยั่งยืน
ตำแหน่งราชการไม่ใช่พันธะหรือ “หน้าที่”
ประโยชน์ส่วนตัวและพวกพ้องหมู่คณะต้องมาก่อนคนส่วนใหญ่ที่ไม่รู้จัก
การเมืองเลวเป็นบ่อเกิดแม้กระทั่ง “องค์กรอิสระ” ที่ไม่อิสระ ขลาดกลัว และเอนเอียง
ตราบใดที่การเมืองยังวกวนอยู่อย่างนี้ ถึงแม้นตำรวจจะได้รับการปลดปล่อยเป็นองค์กรอิสระ เชื่อหรือว่า ผู้นำตำรวจจะไม่เหิม ไม่อหังการ ไม่สร้างอาณาจักรที่แตะต้องไม่ได้ เหมือนกับหลายๆ องค์กรที่เน้นสงวน และปกปิด เพื่อประโยชน์สุขแห่งวิชาชีพของตนและพวกพ้องซึ่งเป็นชนชั้นนำในองค์กร
“เอาตำรวจออกจากการเมือง เป็นองค์กรอิสระ” เป็นเพียง 1 หัวข้อที่ชวนให้ถกอภิปรายอย่างกว้างขวางเพื่อการปฏิรูปตำรวจเกิดประโยชน์แก่สังคมไทยอย่างแท้จริง!?!!
