
ระหว่างที่องค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ หรือนาโต กำลังมีการประชุมสุดยอดชาติสมาชิกอยู่ในสหรัฐอเมริกาในเวลานี้ มีรายงานข่าวที่น่าสนใจอย่างยิ่งชิ้นหนึ่งปรากฏขึ้นอีกครั้ง นั่นคือ ยังคงมีความพยายามภายในนาโตเองที่จะขยายขอบเขตอิทธิพลเข้ามาครอบคลุมภูมิภาคเอเชียอยู่ต่อไป
แนวคิดเรื่องนี้ ปรากฏขึ้นครั้งแรกเมื่อปี 2023 ที่ผ่านมา ด้วยการเสนอให้มีการจัดตั้ง “สำนักงานประสานงาน” ของนาโตขึ้นในโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ภาคีสมาชิกหลายชาติให้การสนับสนุนและพยายามผลักดันแนวคิดดังกล่าว ถึงขนาดขอให้ เยนส์ สโทลเทนเบิร์ก เลขาธิการนาโต จัดตั้งทีมงานขึ้นมาที่สำนักงานใหญ่ของนาโต ในกรุงบรัสเซลส์ ประเทศเบลเยียม
แต่ทุกอย่างสร่างซาลง เมื่อ เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส หนึ่งในภาคีสมาชิก ออกมาคัดค้านอย่างเปิดเผย เพราะกังวลว่าการดำเนินการดังกล่าวจะเพิ่มความตึงเครียดขึ้นกับจีน
แต่การหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดถึงอีกครั้งหนึ่งในระหว่างการประชุมสุดยอดนาโตในปีนี้ แสดงให้เห็นว่า แนวคิดเรื่องนี้ยังไม่ถูกล้มเลิก ยังไม่หายไปไหน ตราบใดที่ชาติสมาชิกยังไม่สามารถหาคำตอบได้ว่า นาโตควรตอบสนองอย่างไรต่อการคุกคามจากจีนที่ยิ่งนับวันยิ่งเพิ่มมากขึ้นและเห็นได้ชัดมากขึ้นทุกที
เมตต์ เฟรเดอริกเซ่น นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก พูดเป็นนัยถึงกรณีนี้ไว้เป็นทำนองว่า นาโตเคย “ไร้เดียงสาเกินไป” กับรัสเซียมาแล้ว และกำลังจะ “ไร้เดียงสาเกินไป” กับจีนอีกเช่นเดียวกัน
ในขณะที่ โทเบียส บิลล์สตรอม รัฐมนตรีต่างประเทศสวีเดน ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างเปิดเผยว่า นาโต “ต้อง” เดินหน้าจัดตั้งสำนักงานประสานงานที่กรุงโตเกียวต่อไป เหตุผลง่ายๆ ก็คือ “ถ้าคุณอยากให้หุ้นส่วนใส่ใจกังวลกับปัญหาของคุณ คุณก็ต้องใส่ใจกังวลกับปัญหาของหุ้นส่วนด้วย”
ที่ชวนคิดก็คือ ในช่วงเกือบปีที่ผ่านมา สถานการณ์แวดล้อมในเรื่องนี้เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด แน่นอน จีนยังคงเป็นชาติที่ลงทุนสูงสุดในยุโรป แต่ในเวลาเดียวกัน ท่าทีของจีนเปลี่ยนไปเป็นเชิงรุก กดดันและคุกคามมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้การสนับสนุนรัสเซียทั้งทางตรงและทางอ้อม ในการทำสงครามยูเครน
ซึ่งต่างกันชัดเจนกับท่าทีของประเทศอย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ที่เพิ่มการสนับสนุนยูเครนมากยิ่งขึ้น พร้อมกับเพิ่มงบประมาณด้านการทหารของตนเองมากยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายเพื่อขยายขอบเขตความร่วมมือด้านนี้กับชาติในยุโรป
บิลล์สตรอม ยอมรับว่า เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในวาระของการประชุมสุดยอด ซึ่งมี 4 ชาติจากเอเชียอย่าง ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ นิวซีแลนด์ และออสเตรเลีย เข้าร่วมในฐานะ “แขกผู้มีเกียรติ” แต่ชาติสมาชิกนาโตจะหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาหารือ “ในไม่ช้าไม่นาน” อย่างแน่นอน โดยเฉพาะกับฝรั่งเศส
แรงกระตุ้นที่ช่วยขับเคลื่อนกรณีนี้ ไม่ได้มาจากชาติในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก หากแต่มาจากภายในของนาโตเอง ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า ยิ่งนับวัน เอเชียยิ่งเป็นพื้นที่สำคัญทางยุทธศาสตร์มากขึ้นเรื่อยๆ ภายใต้บริบทของพฤติกรรมเชิงรุก แข็งกร้าวของจีน และการประกาศสนับสนุนรัสเซียอย่างแนบแน่นของเกาหลีเหนือ
แต่ผู้สันทัดกรณีหลายคนยังไม่แน่ใจนักว่า สถานการณ์เหล่านั้นเพียงพอที่จะทำให้ฝรั่งเศสยุติการคัดค้านในกรณีนี้หรือไม่
คามีล แกรนด์ นักวิชาการจากสภาวิเทศสัมพันธ์แห่งยุโรป ชี้ว่า การแสดงความไม่เห็นด้วยของมาครง ก่อนหน้านี้คือสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นว่า ฝรั่งเศสยังไม่เห็นด้วยกับการที่นาโตจะมีบทบาทมากขึ้นในเอเชีย
กระนั้นท่าทีแข็งกร้าวมากขึ้นของมาครงต่อรัสเซียในช่วงไม่กี่เดือนหลังมานี้ ก็แสดงให้เห็นว่า มีความเป็นไปได้เช่นกันที่ฝรั่งเศสจะเปลี่ยนใจมาเห็นพ้องในเรื่องนี้
ในทัศนะของบิลล์สตรอม การจัดตั้งสำนักงานประสานงานนาโตขึ้นในเอเชีย ไม่ควรเป็นข้ออ้างของจีนว่าเป็นการยั่วยุได้ เขาชี้ว่า นี่ไม่ใช่การยกกองกำลังมาตั้งมั่น หรือมาจัดสร้างสนามบินเพื่อการทหารสำคัญในภูมิภาคขึ้นมา แต่เป็นเพียงแค่การแสดงออกถึง “ความใส่ใจในทางการเมือง” เท่านั้นเอง
บิลล์สตรอม ชี้ว่า ความร่วมมือทางด้านการทหารระหว่างยุโรปกับชาติในเอเชียมีมานานแล้วและยังดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งกำหนดการเยือนของกองเรือบรรทุกเครื่องบินของอังกฤษและฝรั่งเศส ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า ในขณะที่ประเทศอย่างอิตาลี และเยอรมนี ก็ส่งกองเรือเข้าร่วมการฝึกซ้อมรบประจำปีในภาคพื้นแปซิฟิกในช่วงปลายเดือนสิงหาคมทุกปี อีกต่างหาก
บิลล์สตรอมเชื่อว่า ความท้าทายด้านความมั่นคงไม่ว่าจะในภาคพื้นแอตแลนติก หรือ อินโด-แปซิฟิก เชื่อมโยงถึงกันอย่างใกล้ชิด แทบจะเรียกได้ว่าเป็น “เหรียญเดียวกัน” เพียงแค่อยู่คนละด้านกันเท่านั้นเอง
ยิ่งไปกว่านั้น บิลล์สตรอมระบุว่า นาโตไม่ควรจำกัดบทบาทของตนอยู่แค่ในเอเชียตะวันออก แต่ควรเชื่อมโยงไปยังประเทศในภูมิภาคเอเชียอื่นๆ อย่างเช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียดนาม ด้วยเช่นกัน
เหตุผลง่ายๆ ก็คือ ประเทศเหล่านี้ “ล้วนแล้วแต่ถูกจีนหายใจรดต้นคออยู่ด้วยกันทั้งนั้น” โดยเฉพาะในพื้นที่ขัดแย้งทะเลจีนใต้
แม้บิลล์สตรอมจะยืนยันว่า การจัดตั้งสำนักงานประสานงานในเอเชียขึ้นมาเป็นเรื่องของการ “แสวงหาการสนับสนุนทางการเมือง” มากกว่าจะเป็นไปเพื่อการดำเนินการทางทหาร แต่ผู้สันทัดกรณีอีกจำนวนหนึ่งก็อดกังขาไม่ได้ว่า เช่นนั้นแล้ว การทำเช่นนี้จะมีประโยชน์อะไร
คำถามก็คือ ถ้าเกิดเหตุ “ฉุกเฉิน” ใดๆ ขึ้นในเอเชีย แล้วนาโตจะทำอย่างไร?
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
