บทความพิเศษ | สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ
520 วัน บันทึกของคำจากลา
ในโลกหลังกำแพง (13)
มึงฟ้องนายหรอไอ้แว่น
หลายวันแล้วที่ไม่มีวี่แววเรื่องการประกันตัวเรา ไม่มีคำตอบ ไม่มีเอกสาร ไม่มีใคร มีแต่ตัวเราและความเครียดที่ทับถมจนเกินจะจินตนาการได้
“ไม่กี่เดือนก่อนเรายังพูดที่ทำเนียบเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ยังเรียน ยังไปงานเสวนาอยู่เลย ทำไมวันนี้เรามาลงเอยที่นี่ได้” เราถามกับตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ไม่เคยได้คำตอบกลับมา
หวังว่าทุกอย่างจะจบลงวันนี้นะ ‘เราหวัง’
“ขออาสา 5 คนไปช่วยทำงานหน่อย” ผู้ช่วยกล้ามล่ำคนหนึ่งเดินมาตะโกนหน้าห้องแต่เช้าพร้อมพี่แซม
“ขอคนหนุ่ม ที่ไม่มีเยี่ยมทนายนะ เดี๋ยวมีขนมให้ หัวหน้าห้องๆๆ มานี่ๆๆ” ผู้ช่วยคนนั้นพูดขึ้นพร้อมมองมาทางพี่เล็ก
“งั้นเดี๋ยวมีผมไปนะครับ ใครจะมาอีกบ้าง แจ็คมามั้ย” พี่เล็กพูดก่อนพี่แจ็คจะเดินตามออกมา
“พวกเอ็งอย่าเอาแต่นอน ออกมาด้วย” สายตาผู้ช่วยหันมองทางแก๊งคอลาย เบิร์ดเหมือนจะรู้ตัวก็เลยปลุกเพื่อนๆ ชวนไปทำงานกัน
“พวกมึง ลุกๆ ไปๆ พี่เรียก” เบิร์ดว่า ก่อนจะงัวเงียเดินออกไปกัน
ก่อนพี่ไก่ พี่ตี๋จะลุกตามไปด้วยอีกคน ในห้องจึงเหลือเรา โอริเวอร์ ลุงสุนทร เสี่ยโก้ น้าโอ๊ต และเอ็ม ทุกคนในห้องก็แค่นอนดูทีวีรอทุกคนกลับมา ไม่ได้คุยอะไรมาก
ส่วนทุกคนที่ออกไปจะได้รับเสื้อกั๊กสีแดง (เหมือนเด็กอนุบาล) มาใส่กันคนละตัว แล้วถูกพาไปหน้าแดน เรายืนมองออกไป เห็นทุกคนกำลังรายงานตัว แล้วเดินทางไปตรงข้างหลังของแดน
เวลาก็ผ่านไปเกือบ 2 ชั่วโมง ทุกคนก็เริ่มเดินทางกลับมาที่ห้อง แต่เสียงแรกที่เราได้ยินคือ
“มึงฟ้องนายหรอไอ้แว่น มึงข้องอะไรกับกู” เบิร์ดเอ่ยปากถาม พร้อมท่าทางพร้อมจะมีเรื่อง
“ผมไม่ได้ทำอะไร” เราตอบกลับหน้าตาย
“พี่แซมบอกมา มึงไปฟ้องพี่ว่ารำคาญทีวี กับมีปัญหากับพวกกู เคลียร์กับกูหน่อยไอ้แว่น” จังหวะที่เบิร์ดพูด พี่เล็กก็เดินมาห้ามทันที พร้อมบอกให้เบิร์ดพอ
“ผมไม่มีปัญหาเรื่องทีวีอะไรเลยนะครับ” แม้เราจะตอบอย่างนั้นไป แต่ในใจของเราคิดเรื่องที่ทำไมพี่แซมถึงไปบอกอย่างนั้น หรือผู้คุมสั่งแค่ให้พี่แซมมาบอกเบิร์ดให้หยุดหรอ ถ้าอย่างนั้นในห้องนี้ก็ไม่ต่างจากนรกเลยนะ
ไม่ช้าความวุ่นวายไม่ทันจบลงพี่อาลีก็มาอยู่ที่หน้าห้องพร้อมผู้ช่วยใส่ชุดตรวจเต็มยศ “ทุกคน ต่อแถวตามลำดับ ตรวจ Covid นะจ๊ะ ครบ 5 วันแล้ว”
“ลืมสนิทเลย วันนี้ต้องตรวจ Covid เออ…ยังดี อย่างน้อยจะได้จบย้ายแดนแล้ว” เราคิดในใจ ใจหนึ่งก็โล่งใจที่ทุกอย่างจะจบลง แต่อีกใจ “ถ้าเราติดจะทำยังไง ต้องขึ้นไปเจอคนในแก๊งคอลายสิ”
แล้วทุกคนก็ก้าวออกจากห้อง เงยหน้า แหย่ด้วยก้านสำลียาวทีละคน จนคนสุดท้าย ตัวอย่างที่ตรวจถูกวางบนแท่งวางอย่างไม่ค่อยเป็นระเบียบ ทิ้งไว้ด้วยความสงสัยที่เกิดขึ้น
“นายธนชัย (พี่ไก่) นายไกรทอง (เพื่อนเบิร์ด) เก็บของอยู่ห่างจากเพื่อน ติด Covid นะจ๊ะ” พี่อาลีพูดหลังทุกคนก้าวเข้ามาในประตู
“ได้ไง พี่ไก่ไม่ได้อยู่ติดคนที่ติดเลยนะ มีแต่เรา ทำไมพี่ไก่ติด แล้วเราไม่ แล้วเราจะทำยังไงต่อ เราจะอยู่กับใครเนี่ย” ความกังวลถาโถมใส่เราในทันที เราน้ำตาคลอมองพี่ไก่ที่กำลังเก็บของ
“ขนุน เป็นคนเก่ง เดี๋ยวก็หาทางออกได้นะ ยินดีที่ได้รู้จักคนอย่างขนุน พี่รอเห็นขนุนในอนาคตที่ประสบความสำเร็จ ได้ทำตามความฝันที่พูดเอาไว้ และได้อิสรภาพตามที่ปรารถนานะ หวังว่าจะได้เจอกันอีกนะ” พี่ไก่พูดพร้อมเก็บของ
เราแม้จะเสียใจแต่ก็ไม่ลืมที่จะยกน้ำและอาหารบางส่วนให้พี่ไก่ เราไม่รู้ว่าพี่ไก่จะเอายังไงต่อกับเรื่องญาติที่ติดต่อไม่ได้ และคดีตัวเอง อย่างน้อยก็ต้องมีอะไรกิน
“ขอบคุณพี่ไก่เหมือนกัน ถ้าไม่มีพี่ไก่ผมคงเป็นบ้าตายตั้งแต่วันแรก ขอให้เราได้เจอกันอีกนะครับ” แล้วพี่ไก่ก็เดินออกไป พร้อมกับความเงียบที่แน่นเต็มอกของเรา
ตอนนี้ไม่มีใครอยู่ปกป้องเราแล้ว เบิร์ดได้ทีก็ทำตัวใหญ่ในห้องเลย ทั้งเดินไปเดินมา ทั้งขู่เรา ตะโกนว่าเราว่า “พวกส้ม พวกส้ม” คือมันไม่ได้รู้สึกจี้ใจอะไรเลย มีแต่รู้สึกรำคาญ เป็นห่าอะไร
นี่จึงกลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่ทำให้ความสงบทุกอย่างจบลง เราเรียกหาพี่แซมในทันที เพื่อขอพบหัวหน้าฝ่าย แรกพี่แซมก็ทำทีปฏิเสธ แต่สุดท้ายก็พาไป เพราะสถานการณ์ในห้องไม่ดีเอามากๆ
“พี่นก ผมอยู่ไม่ไหวแล้ว พวกนั้นแกล้งผมตลอดเวลาเลย” เราเปิดประโยคทันทีเมื่อพบกับพี่นก หัวหน้าฝ่าย ซึ่งข้างๆ แกมีพี่ไบรท์-ชินวัตร นั่งอยู่ข้างๆ
เราลืมเล่าไป จริงๆ เมื่อ 3 วันก่อนมีการจำแนกแดน เราได้เจอพูดทักทายนิดหน่อย แล้วพี่ไบรท์ถูกดึงไว้เพื่อให้เป็นผู้ช่วยประจำแดน 2 หลังถูกกักตัวในแดนนี้มาเดือนกว่าๆ แกเข้าเรือนจำมาก่อนเราด้วยบทบาทที่ไม่ค่อยดีในข้างนอก เพราะแกเหมือนจะย้ายข้างและกล่าวหาฝ่ายประชาธิปไตยต่างๆ นานา แต่เรายังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีกับแก จรดวันนี้
“แล้วน้องขนุนอยากให้พี่ทำยังไง พี่รู้น้องเครียด แต่ถ้าทำอะไรมันจะไม่แย่ไปกว่านี้ใช่มั้ย” พี่นกพูด ก่อนมองไปทางพี่ไบรท์
“ตอนนี้ไบรท์เขามาเป็นผู้ช่วยพี่ที่แดนแล้ว ไบรท์มีความเห็นอะไรมั้ย” แกหันถามพี่ไบรท์ต่อ
“ผมคิดว่าถ้าดีให้น้องเขาย้ายห้องดีกว่ามั้ยครับ ได้จบเรื่องไป ดูว่าห้องไหนจะจำแนกไวสุด” พี่ไบรท์เสนอ
“น้องขนุนคิดว่ายังไงถ้าทำอย่างนี้ จะทำให้น้องสบายใจขึ้นได้มั้ย” พี่นกหันกลับมาถามความต้องการเราต่อ เราที่น้ำตาคลอกับความกลัวที่เกิดขึ้น แม้เราจะไม่อยากอ่อนแอให้เจ้าหน้าที่รัฐเห็น แต่หลายวันมานี้มันหนักมากสำหรับเด็กชนชั้นกลาง ที่ไม่เคยแม้แต่จะลำบากอย่างเรา
“ผมโอเคครับ ผมแค่อยากอยู่สงบๆ ไม่ถูกใครมาคุกคาม” เราตอบกลับไปในทันที ก่อนถามต่อว่า “ผมจะสามารถขออ่านหนังสือเพื่อไม่ให้เครียดด้วยได้มั้ยครับ” เราร้องขอเพิ่ม
“หนังสือหรอ แซมๆ มานี่ ไปหาหนังสือให้น้องเขาหน่อย เดี๋ยวน้องจะย้ายไปห้อง 10 นะ คงไม่น่าจะมีปัญหาอะไร” พี่นกกล่าว
ก่อนเราจะถูกพาตัวกลับไปเก็บของที่ห้องเพื่อย้ายขึ้นไปข้างบน แม้จะต้องเผชิญกับสังคมใหม่ แต่เราคงไม่มีทางเลือกอะไรแล้ว แม้ในวินาทีที่เราเก็บของก็ไม่วายที่จะถูกเบิร์ดเบิ้ลใส่ “ส้มๆ จะไปไหน ทำไมขวางขบวนละ ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ก่อนก้าวสุดท้ายที่เราจะออกจากห้องนั้น เราหันไปกอดโอริเวอร์ ขอบคุณพี่เล็ก และบ๊ายบายทุกคน แล้วจึงเดินออกตามทางที่พี่แซมพาเดิน
เราถูกพาตัวขึ้นชั้น 2 เรือนนอน พร้อมของพะรุงพะรัง สภาพข้างบนต่างกับข้างล่างโดยสิ้นเชิง แรกสิ่งที่เจอข้างบนคือพี่ไก่ที่อยู่ในห้องที่ล้อมไปด้วยพลาสติกหนา เราตะโกนเรียก “พี่ไก่ๆๆ” ก่อนแกจะหันมาพูดด้วยความดีใจว่า “อ้าว ทำไมขึ้นมาล่ะ แต่ยังไงขนุนรักษาตัวด้วยละ” ก่อนเราจะเดินไปต่อ ปลายทางคือห้อง 10 อันเป็นห้องนอนใหม่ของเรา
“ขนุนนอนห้องนี้นะ ถ้ามีอะไรก็บอกพี่ไบรท์ แกเป็นผู้ช่วยดูแลเรือนนอนชั้น 2 เดี๋ยวพี่จะลองลงไปหาหนังสือมาให้ เอาการเมืองนะ” พี่แซมพูด แม้เราจะมีความรู้สึกขุ่นเคืองที่แกบอกเรื่องที่เราไปคุยกับผู้คุมกับแก๊งเบิร์ด แต่เราก็ไม่อยากจะมีเรื่องกับใครเพิ่มก็ยอมปล่อยผ่านไป
ในห้องใหม่นี้ ค่อนข้างแคบกว่าห้องข้างล่างมาก เป็นห้องพื้นปูนเปลือย พื้นถูกทาทับด้วยสีดำสนิท กำแพงสีเขียวแปลกตา ดูไม่ใช่สถานที่ของมนุษย์ ในห้องมีทีวี ถังน้ำเหมือนห้องข้างล่าง แต่บล็อกมีความสกปรกกว่ามาก เข้าขั้นวิกฤต ซึ่งข้างบล็อกเองก็จะมีถังเก็บน้ำขนาดใหญ่ ในห้องนี้มีคนน้อยมาก มีสมาชิกแค่ 9 คนรวมเรา
“น้อง ในห้องนี้เราอยู่แบบครอบครัว ไม่ต้องกลัวนะ ผู้ช่วยเขาบอกแล้ว เราไม่มีอะไรกันห้องนี้ อยู่สบายใจได้นะ” พี่ที่เสียงอบอุ่นคนหนึ่งพูด ก่อนจะให้ทุกคนขยับ แล้วจัดที่ให้เรา “งั้นคืนนี้นอนตรงนี้ก่อนนะ” เป็นที่ชิดกำแพงกลางห้อง ระยะกำลังดีสำหรับดูทีวี และไม่มีกลิ่นจากห้องน้ำมารบกวน
“ขอบคุณครับ” ก่อนเราจะจัดของต่อสักพักใหญ่ๆ แล้วเราก็นอนพักเอาแรงต่อจนถึงช่วงเย็น คงถึงเวลาแนะนำตัวแล้ว
“สวัสดีครับ ผมขนุน…” แล้วเราก็แนะนำตัวไป ก่อนทุกคนจะมานั่งล้อมวงแล้วแนะนำตัวกัน พร้อมประวัติที่ตัวเองทำ ซึ่งบรรยากาศดีกว่าข้างล่างมาก และในห้องนี้เองก็มีคนที่เราเคยพูดไว้ เป็น LGBTQAI+ ผมแดงยาวที่ถูกคุกคามด้วยเสียงเรียกหยอกล้อ วันนี้เราได้อยู่ห้องเดียวกับเขา จึงได้รู้ว่าเธอชื่อ ฟา ส่วนพี่ที่คุยกับเราตอนแรกชื่อ พี่กบ มาจากเรือนจำเขาบินมาสู้คดีศาลอาญา และคนอื่นๆ ที่เราจะได้เล่าต่อไป
ทุกอย่างเหมือนจะลงรอยแล้ว ทั้งบรรยากาศ และความรู้สึก แต่พรุ่งนี้จากห้องอันแสนสบาย เราจะถูกย้ายไปอีกห้องที่เปรียบดังนรก จากทั้งห้องที่สภาพแย่เกินบรรยาย เพื่อนร่วมห้องใหม่ที่แสนอันตราย และสิ่งต่างๆ ที่ยากจะรับมือ
แต่อย่างน้อยทุกคนที่เจอในวันนี้ก็เป็นมิตรกับเรา ซึ่งเราดีใจมากๆ ที่ได้รู้จักทุกคน หวังว่าในวันนี้ที่เราออกมาแล้ว ทุกคนจะได้อ่านเรื่องราวนี้และได้ติดต่อมาพูดคุยกับเรานะ…
เครดิตภาพ : ภาพจากเพจ เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ
