สมุนไพรเพื่อสุขภาพ โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งพาตนเอง / ขี้ตุ่น และ ขี้อ้น

สมุนไพรเพื่อสุขภาพ
โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งพาตนเอง มูลนิธิสุขภาพไทย www.thaihof.org
ขี้ตุ่น และ ขี้อ้น
ใครที่ไม่ได้อยู่ในแวดวงสมุนไพรมักไม่คุ้นเคยคำเรียก ขี้ตุ่น และ ขี้อ้น จึงมักทำให้คนทั่วไปนึกถึง มูล (ภาษาชาวบ้านก็เรียกขี้) ของสัตว์ที่เรียกว่า ตัวตุ่น และ ตัวอ้น
แต่ในผู้ที่สนใจสมุนไพรและเรียนรู้ตำรับยาพื้นบ้าน พบว่าในตำรับยาต่างๆ นั้นมีส่วนประกอบของขี้ตุ่นไม่น้อยกว่า 50 ตำรับ
และชวนให้มือใหม่ในวงการสมุนไพรหลายคนเข้าใจผิดคิดว่า เป็นตำรับที่นำเอามูลสัตว์มาเป็นส่วนประกอบ
แท้จริงแล้ว ขี้ตุ่น และ ขี้อ้น ในตำรับยาตามภูมิปัญญาดั้งเดิมนั้นหมายถึงพืชสมุนไพร 2 ชนิด
เนื่องจากผลของพืชชนิดนี้มีลักษณะคล้ายขี้หรือมูล ของตัวตุ่นและตัวอ้น เราจึงเรียกกันแบบนั้น
สําหรับต้นขี้ตุ่น มีการกระจายอยู่ทั่วประเทศไทย จึงมีชื่อเรียกตามท้องถิ่นต่างๆ เช่น ข้าวจี่เล็ก ขี้ตุ่น ขี้แมว (ภาคอีสาน) ปอกระเจาขาว (ภาคเหนือ) เป็นต้น ซึ่งมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Helicteres angustifolia L.
เรามารู้จักกันเพื่อให้ใช้ได้ถูกต้น
ต้นขี้ตุ่นจัดเป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก ลำต้นตั้งตรงแต่สูงได้ถึง 3 เมตร ลำต้นและกิ่งมีขนสีน้ำตาลรูปดาวขึ้นปกคลุมหนาแน่น ใบ รูปใบหอก ปลายมน เรียวแหลม โคนมนหรือกลม ขอบเรียบ
แผ่นใบบางคล้ายกระดาษถึงหนาคล้ายแผ่นหนัง
ผิวด้านบนมีขนรูปดาวประปราย ดอกออกเป็นกระจุกสั้น
ตามซอกใบ กลีบดอกสีชมพูอมม่วงหรือขาว มี 5 กลีบ แยกกัน ผล แบบผลแห้งแตก รูปไข่ แบ่งเป็นพู 5 พู ตามยาว มีขนฟูปกคลุมหนาแน่นที่ผล เมล็ด รูปไข่ หรือสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน เมื่อแห้งมีสีดำ
ขี้ตุ่นมีการกระจายอยู่ในประเทศจีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งฟิลิปปินส์ด้วย สำหรับในประเทศไทยมีการกระจายทั่วตามป่าเบญจพรรณ ป่าเต็งรัง เขาหินปูน พบได้ในความสูงจากระดับน้ำทะเล 50-900 เมตร ดอกของขี้ตุ่นสวยงามดี
จะออกดอกและเป็นผล ช่วงเดือนเมษายนถึงสิงหาคม
ตํารายาพื้นบ้านอีสาน ใช้ ราก ซึ่งมีรสเฝื่อนขม นำรากมาทุบกับเกลือใช้อมแก้ปวดฟัน นอกจากนี้รากยังใช้รักษาอาการเหยี่ยวหยาด (ปัสสาวะไหลซึม) ใช้แก้กษัยเส้น (อาการเสียดท้องบริเวณหัวหน่าว ปัสสาวะสีแดงเหลืองเป็นตะกอน) โดยผสมกับสมุนไพรอื่น ต้มน้ำดื่ม และใช้รักษาแผลเบาหวานโดยการต้มน้ำอาบ รวมถึงมีการใช้โดยนำรากผสมตัวยาอื่นๆ เข้ายารักษาพิษงู
ใบ มีรสเฝื่อนขม ใช้ตำพอกหรือทา แก้คางทูม สมานบาดแผล
ทั้งต้น มีรสเฝื่อนขม ใช้ขี้ตุ่น 1 กำมือต้มน้ำดื่มแก้ปวดเกร็งท้อง แก้หวัดแดด แก้อาหารเป็นพิษ แก้ฝีประคำร้อย ขับเสมหะ และแก้ปวดเมื่อยเนื่องจากถูกความร้อน ความเย็นหรือแดดและลมมาก หากมีอาการแข้งขาปวดเมื่อย ใช้ต้นขี้ตุ่น 1 กำ ต้มน้ำหรือชงกับเหล้ากินได้เช่นกัน
ส่วนของ เปลือก ใช้แก้ไข้จับสั่น ฝาดสมาน เมื่อนำรากมาผสมกับรากตูมขาว รากชะมวงและลำต้นกำแพงเจ็ดชั้น ต้มน้ำดื่ม เป็นยาระบาย ผิวลำต้นของขี้ตุ่นเมื่อขูดออกผสมกับเปลือกยางบง ใช้ทำธูปหอมได้
แต่มีข้อห้ามคือการนำขี้ตุ่นมาต้มกินนั้นห้ามใช้กับสตรีมีครรภ์เพราะอาจทำให้แท้งลูกได้
ในต่างประเทศก็มีการใช้ประโยชน์ด้านสมุนไพรของต้นขี้ตุ่นกันมากมายด้วย โดยเฉพาะในหมู่ประเทศจีน ไต้หวัน ญี่ปุ่นและเกาหลี ประเทศจีนใช้รากของขี้ตุ่นเป็นยาแก้มะเร็ง รักษาอาการติดเชื้อแบคทีเรีย ลดการอักเสบและแก้หวัด ในไต้หวันใช้รากกับลำต้นของต้นขี้ตุ่นเป็นยาขับพิษ ลดอาการเจ็บปวด ลดอาการอักเสบและป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรีย
ในด้านการศึกษาทางการด้านเภสัชวิทยาของประสิทธิภาพจากรากลำต้นของขี้ตุ่น พบว่ามีคุณสมบัติดังกล่าว โดยเฉพาะการป้องกันการเกิดเนื้องอก
นอกจากนี้ การศึกษาวิจัยในประเทศจีนยังพบว่า งานวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่าสารสกัดด้วยแอลกอฮอล์จากรากของขี้ตุ่นมีคุณสมบัติในการลดระดับน้ำตาลในเลือดได้ จาdการศึกษาสารสกัดจากรากขี้ตุ่นพบสารในกลุ่มไตรเตอปีนอยด์ (Triterpinoids) ในปริมาณค่อนข้างสูง ซึ่งสารชนิดนี้มีคุณสมบัติในการยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งใหญ่ และระงับการสร้างเยื่อไยในตับ อย่างไรก็ตาม งานศึกษาวิจัยเหล่านี้ ยังไม่ถึงขั้นจะผลิตออกมาเป็นยาสำเร็จรูป เป็นแนวโน้มให้เห็นศักยภาพของสมุนไพรชื่อคล้ายมูลสัตว์ต้นนี้เท่านั้น
ขี้ตุ่น แม้ชื่อฟังดูไม่เพราะ แต่เป็นสมุนไพรที่มีความน่าสนใจ หากได้ศึกษากลับไปจัดการความรู้ในภูมิปัญญาดั้งเดิม และลงทุนศึกษาวิจัยด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ สมุนไพรที่ชื่อเหมือนของเสียนี้อาจกลับมาเป็นสมุนไพรที่หอมและมีคุณค่าต่อสุขภาพเราได้
