
การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ
‘การปลดปล่อยจิตสำนึกประวัติศาสตร์ชาติจากรัฐ’ (3)
2. บทแย้ง (anti-thesis) : วิพากษ์ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมในฐานะสัจนิยมทางประวัติศาสตร์
ข้อมูลระยะใกล้นี้ของการเมืองวัฒนธรรมไทยตั้งแต่คำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญที่ 19/2564 ในคดีที่เรียกกันทั่วไปว่า “การปฏิรูปฯ = การล้มล้างฯ” (https://dl.parliament.go.th/backoffice/viewer2300/web/viewer.php)
ไปจนถึงข้อค้นพบของการวิจัยว่าด้วยกลวิธีการเล่าเรื่องในละครโทรทัศน์อิงประวัติศาสตร์ของไทย 22 เรื่อง 31 เวอร์ชั่นในรอบ 31 ปีจากปี 2531-2562 (https://so05.tci-thaijo.org/index.php/commartsreviewsiamu/article/view/258749/174086?fbclid=IwY2xjawEvgtlleHRuA2FlbQIxMAABHXJyV3PqYkdZmUD-NcTTLRSJ5u3fWKvPz2uHsb2Y-Ex-JOBirrra1M39QA_aem_WbmxhRUnFEs_xXwvLUtU2g)
ปรากฏบทบาทเด่นของประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมอย่างประจักษ์ชัด
จึงในขณะที่อิทธิพลโดยตรงของแนวคิดสัจนิยมประวัติศาสตร์ (historical realism) จากลีโอโปลด์ ฟอน รังเคอ มาถึงบิดาและพงศาวลีแห่งประวัติศาสตร์ไทยยังเป็นเรื่องที่ต้องรอการสืบสาวค้นคว้าวิจัยให้ชัดเจนต่อไปนั้น
ทีทรรศน์ท่วงทำนองที่แสดงออกอย่างกว้างขวางจากบนถึงล่าง จากชนชั้นนำถึงมหาชน จากแวดวงตุลาการ ถึงการละคร จากเอกสารราชการถึงวัฒนธรรมป๊อป บ่งชี้ว่าประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมมีสถานะที่ได้การยอมรับให้ เป็นทั้งภาวะจริงและความรู้ทางภาววิสัยของ “อดีตอย่างที่มันเป็น” แห่งรัฐชาติไทยใน [กรอบสัจนิยมทางประวัติศาสตร์] โดยไม่ผิดเพี้ยน

นั่นคือเป็นภาวะจริงภาวะเดียวและความรู้ทางภาววิสัยองค์ความรู้เดียวแห่งประวัติศาสตร์รัฐชาติไทย เหมือนดังที่คำว่าเอกลักษณ์ไทย (Thai uniqueness) อาจแปลโดยอิงตามศัพท์บัญญัติราชบัณฑิตยสภาได้ว่า “ความเป็นไทยได้อย่างเดียว” นั่นแล (https://coined-word.orst.go.th/)
เหล่านี้จึงเป็นเหตุผลหลักฐานให้พอตีความประมวลสรุปสืบต่อจากข้อค้นพบอันเป็นฐานคิดของศาสตราจารย์ธงชัย วินิจจะกูล ในงาน Siam Mapped (1994) และ “ประวัติศาสตร์ไทยแบบราชาชาตินิยม” (2544/2001) ได้ว่า ผลของประวัติศาสตร์นิพนธ์แห่งชาติในกรอบ [สัจนิยมทางประวัติศาสตร์] คือ :
– เป็นการล็อกจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์ของชาติไว้กับรัฐ
– ในฐานะประวัติศาสตร์นิพนธ์ราชาชาตินิยมของรัฐสัมบูรณาญาสิทธิ์
– ธำรงคงอยู่แม้เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แล้วก็ตาม
– โดยคลี่คลายขยายตัวและถูกผลิตซ้ำในมือรัฐราชการ-เผด็จการทหารอาญาสิทธิ์ภายใต้พระราชอำนาจนำ
ทั้งนี้ ด้วยการเฝ้าระวังและป้องปรามประวัติศาสตร์ทางเลือกนอกกรอบนอกพล็อตอย่างเข้มข้นเปิดเผยดังที่ นายเชาวนะ ไตรมาศ เลขาธิการสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้กล่าวปกป้องการที่ศาลรัฐธรรมนูญหยิบยกอ้างอิงประวัติศาสตร์ฉบับราชาชาตินิยมไว้ในคำพิพากษาที่ 19/2564 ข้างต้นและโจมตีข้อเสนอในงาน Siam Mapped ของธงชัยโดยไม่เอ่ยชื่อในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2021 ว่า :
“กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญได้ยกประวัติการปกครองการเมืองในอดีต สืบเนื่องอำนาจปกครองพระมหากษัตริย์สมัยอยุธยา สมัยรัตนโกสินทร์ ในการเกิดขึ้นการสร้างบ้านสร้างเมืองสร้างชาติ ไม่ได้สร้างแผนที่แล้วเป็นชาติบ้านเมือง อันนั้นจินตนาการ แต่ประวัติการสร้างชาติทุกประเภทมาจากรากฐานประเพณีอันดีงาม มีคติฐานชอบธรรมหลายรูปแบบ เช่น ของไทยจะพูดถึงปิตุลา เป็นการปกครองแบบพ่อปกครองลูก มีการพูดถึงคติแบบแผนประเพณีการปกครองธรรมราชา สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากความต้องการของใครคนหนึ่งคนใด แต่เป็นความเหมาะสมและความอุตสาหะของผู้ปกครองในอดีต ไม่ว่าบูรพมหากษัตริย์ทุกพระองค์ จนเราได้มีบ้านเมืองอยู่อาศัยร่มเย็นเป็นสุข”

Hayden White
อันที่จริงกล่าวได้ว่าเงื่อนไขทางแนวคิดที่ทำให้การปลดปล่อยจิตสำนึกประวัติศาสตร์ชาติจากรัฐและข้ามพ้น [กรอบสัจนิยมทางประวัติศาสตร์] ออกมาได้ เริ่มตั้งแต่งานสำคัญเกี่ยวกับชาตินิยมของศาสตราจารย์เบ็น แอนเดอร์สัน เรื่อง Imagined Communities : Reflections on the Origin and Spread of Nationalism (1983) แล้ว โดยนัยสำคัญทางการเมืองและประวัติศาสตร์ของงานชิ้นนี้อยู่ตรงด้วยการรื้อคิดว่า “ชาติ” คือชุมชนในจินตนากรรม อันเป็นสิ่งประดิษฐ์ทางวัฒนธรรม ครูเบ็น แอนเดอร์สัน ได้ :
– ทำให้เป็นไปได้ที่จะแยกชาติ/รัฐออกจากกันในทางความคิด-จินตนากรรม-การเมือง ชาติไม่ถูกกำกับจำกัด ผูกขาดโดยรัฐถ่ายเดียวอีกต่อไป
– ทำให้เป็นไปได้ที่จะคิดถึงชาติกับประวัติศาสตร์ชาติเป็นพหูพจน์ มีได้หลายเวอร์ชั่น แทนที่จะเป็นเอกพจน์หนึ่งเดียวตลอดไป
โดยเกี่ยวเนื่องกัน ผลงานของนักประวัติศาสตร์นิพนธ์ นักปรัชญาและนักวรรณกรรมวิจารณ์ที่ส่งผลเปิดปล่อยจิตสำนึกประวัติศาสตร์ชาติจากรัฐสืบต่อกันที่สำคัญได้แก่ :
– Hayden White (1928-2018) ศาสตราจารย์ชาวอเมริกันด้านด้านอภิประวัติศาสตร์, เรื่องเล่าทางประวัติศาสตร์, ประวัติศาสตร์จิตสำนึก
– Arthur C. Danto (1924-2013) ศาสตราจารย์ปรัชญาชาวอเมริกัน และ
– Louis Mink (1921-1983) ศาสตราจารย์ปรัชญาประวัติศาสตร์ชาวอเมริกัน
ผมใคร่ขอสังเขปแนวคิดของทั้งสามท่านข้างต้นและยกตัวอย่างงานประวัติศาสตร์ไทยระยะใกล้ประกอบดังต่อไปนี้ :-
Hayden White (ตามไท ดิลกวิทยรัตน์, “ทฤษฎีการเขียนประวัติศาสตร์ของเฮย์เดน ไวต์”, วารสารประวัติศาสตร์ธรรมศาสตร์, 6 : 1 (129-166), 2562)
– นักประวัติศาสตร์ไม่ใช่นักวิทยาศาสตร์ที่เผยพบและแสดงข้อเท็จจริง ประหนึ่งพาหะเป็นกลาง
– หากเป็นนักเล่าเรื่อง ประวัติศาสตร์ถูกตั้งคำถามท้าทายวิพากษ์ทบทวนทุกครั้งที่ปัจจุบันพยายามดิ้นรนปลดปล่อยตนเองจากอดีตที่ถูกให้ความหมายไว้แน่นอนแบบหนึ่ง นักสร้างความหมายเข้าร่วมอย่างเอาการเอางานในการให้ความหมายต่างๆ แก่เหตุการณ์หนึ่งๆ
– การเขียนประวัติศาสตร์มีโครงสร้างต่างๆ และผลประโยชน์ต่างๆ เข้าไปผสมในตัวนักประวัติศาสตร์ผู้เล่าเรื่องตีความ
– ฉะนั้น ย่อมมีหลายเรื่องเล่าได้ต่อเหตุการณ์เดียว
จังหวะสำคัญที่เหตุการณ์เดียวเริ่มจะถูกเล่าออกมาหลายๆ เรื่อง (แทนที่จะมีแค่เรื่องเดียว) หรือพูดอีกนัยหนึ่ง จังหวะสำคัญที่ประวัติศาสตร์ทางการถูกตั้งคำถามท้าทายวิพากษ์ทบทวนใหม่นั้น ได้แก่ ทุกครั้งที่ปัจจุบันพยายามดิ้นรนปลดปล่อยตนเองจากอดีตที่ถูกให้ความหมายไว้แน่นอนแบบหนึ่งและความหมายที่ว่าผูกมัดล่ามตรึงไม่ให้ปัจจุบันเคลื่อนไหว
ข้อสังเกตและปรากฏการณ์ทำนองนี้มีให้เห็นผ่านงานวิชาการหลายชิ้นโดยเฉพาะในระยะใกล้ เช่น
– นิธิ เอียวศรีวงศ์, “สงครามแย่งชิงอดีต”, 2560. (https://prachatai.com/journal/2017/05/71487)
– “14 ตุลา : ประจักษ์ ก้องกีรติ มองการเกิดใหม่ของ ‘คณะราษฎร’ กับภารกิจคืนศักดิ์ศรีให้เสื้อแดง คืนความจริงให้ 6 ตุลา”, 2563. (https://www.bbc.com/thai/thailand-54496738)
– ธงชัย วินิจจะกูล, “ประวัติศาสตร์ยุทธนา 2475” (https://www.youtube.com/watch?v=KktyTyX3IW0)
– Panarat Anamwathana, “Generational Divides in Understanding Thailand’s History Grow amid Political Polarization”, 2024. (https://www.iseas.edu.sg/articles-commentaries/trends-in-southeast-asia/generational-divides-in-understanding-thailands-history-grow-amid-political-polarization-by-panarat-anamwathana/)
หรือดังที่ผมเขียนสะท้อนไว้ในบทกลอน “ไทยไหนไทยแท้จริง?” อันเป็นปฏิกิริยาตอบต่อข้อสังเกตของอาจารย์ระพี สาคริก เมื่อเดือนมิถุนายนปี 2557 หลังรัฐประหารของ คสช. หนึ่งเดือนที่ว่า “คนที่นิยมต่างประเทศ อยากเป็นแบบต่างประเทศ ไม่มองตัวเอง… ไม่กลั่นกรองเอาสาระ อาจเป็นการทำลายวัฒนธรรมและรากฐานวัฒนธรรมไทย” ว่า :
ไทยปรีดีอภิวัฒน์จัดรัฐใหม่ ไทยมโนฯ ต้านไว้ให้ถอยหลัง
ไทยพิบูลฯ แหวกไทยแปลกใหม่จัง ไทยกุหลาบเหนี่ยวรั้งอำนาจนิยม
ไทยสฤษดิ์ปฏิวัติพัฒนา ไทยจิตรลุกทายท้าการขี่ข่ม
ไทยถนอมรัฐประหารมะกันชม ไทยเสกสรรค์เรียกระดมสิบสี่ตุลาฯ
ประวัติไทยมีไทยหลายไทยอยู่ ไทยใคร่รู้ไทยไหนไทยยิ่งกว่า
เราชาวไทยต้องเป็นไทยไม่สร่างซา แต่ปัญหาไทยไหนไทยแท้จริง?
ต่อทุกคำเรียกร้องให้ “เป็นไทยได้อย่างเดียว” พอเราเอามือควานย้อนกลับเข้าไปในประวัติศาสตร์ ก็จะพบความเป็นไทยหลายอย่างที่เป็นพหูพจน์และประชันขันแข่งขัดแย้งกันเสมอ แล้วไทยไหนไทยแท้จริงเล่า?
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
