โดย ศ.ดร.โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์

เหตุการณ์นักเรียนกราดยิงครูกับนักเรียนด้วยกันเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา ทำให้บางฝ่ายเสนอว่าให้มีการสอนคุณธรรมจริยธรรมกันอย่างเข้มข้นในโรงเรียน

เพราะคนเสนอเชื่อว่าที่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น ก็เป็นเพราะโรงเรียนขาดการสอนเรื่องเหล่านี้ ทำให้นักเรียนขาดคุณธรรม ทำให้ไม่รู้ว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ แล้วก็เกิดเหตุกราดยิง

จริงๆ เรื่องอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ เป็นเรื่องที่คนรุ่นผู้ใหญ่ สอนรุ่นลูกรุ่นหลานมานานมากๆ แล้ว มีกันมาเป็นธรรมชาติ เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของการดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์

เรานึกถึงคนป่าสมัยหิน พ่อก็สอนลูกว่าจะต้องล่าสัตว์ยังไง ขว้างหอกแบบไหน จะทำเครื่องมือหินยังไง เอาหินมาตีกันยังไงให้มันออกมาเป็นรูปแบบที่ต้องการ

สมัยต่อๆ มาสอนกันมาตลอด แม่ก็สอนลูกสาว เรื่องทอผ้ามั่ง เรื่องทำกับข้าวมั่ง อันนี้เราเห็นกันมาเป็นปกติ

แล้วเรื่องพวกนี้เกี่ยวข้องกับการสอนคุณธรรมมั้ย?

อันนี้น่าคิด พ่อสอนลูกว่าขว้างหอกยังไง หรือแม่สอนลูกว่าทำกับข้าวยังไง มันเป็นเรื่องของการใช้ชีวิต ถ้าขว้างหอกไม่เป็น ก็ล่าสัตว์ไม่ได้ หรือทำกับข้าวไม่เป็น ก็อยู่ไม่ได้เหมือนกัน

แล้วพวกนี้มันเกี่ยวยังไงกับเรื่องคุณธรรม?

ที่แน่ๆ ก็คือว่า พ่อแม่จะสอนให้ลูกรู้จักว่าการดำรงอยู่ในสังคมกับคนอื่นจะต้องทำยังไง เราไม่ได้จะขว้างหอกอย่างเดียวทั้งวัน แต่เราต้องไปเจอกับปู่ย่า เจอกับคนอื่นๆ ในหมู่บ้าน พ่อแม่ก็สอนว่าจะต้องทำยังไง

คนไทยก็สอนกันว่าเวลาเจอญาติผู้ใหญ่ก็ยกมือไหว้ แล้วก็ให้ทำตามธรรมเนียมประเพณีต่างๆ ซึ่งลูกก็ซึมซับทำไปโดยไม่ต้องมาหยุดคิด

เช่น เวลาทำบุญเลี้ยงพระต้องทำยังไง ถึงหน้าทอดกฐิน หรือเข้าพรรษาต้องทำอะไร หรือพอออกพรรษา ลอยกระทงทำอะไรกันบ้าง

เช่น พอเข้าพรรษาก็ร่วมจัดร่วมมีบทบาทในเทศกาลแห่เทียนพรรษา หรือเข้ามามีส่วนร่วมในเทศกาลลอยกระทง เหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนไทยที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี

ในกรณีแบบนี้ เราอาจมองได้ว่า “คุณธรรม” ก็คือการที่คนคนหนึ่งทำตามธรรมเนียมประเพณี และได้รับการชื่นชมจากคนรอบข้าง เช่น ช่วยงานเทศกาลต่างๆ ได้เป็นอย่างดี กระตือรือร้น เต็มใจช่วยเหลือคนอื่นๆ แบบนี้ คนรอบข้างก็จะพูดกันว่าเขาเป็น “คนดี”

อันนี้เป็นเรื่องปกติที่เราคุ้นเคยกันมากๆ

ดังนั้น การมีคุณธรรมในแง่นี้ ก็คือการทำอะไรที่เป็นที่ยกย่องชื่นชมจากคนรอบข้าง แล้วพอเป็นแบบนี้ คุณธรรมสอนกันได้แน่นอน การสอนคุณธรรม ก็คือการสอนให้เด็กๆ รู้จักการใช้ชีวิตอยู่ในสังคม และซึมซับความเชื่อและการปฏิบัติของสังคม จนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตตัวเอง

เช่น เด็กเกิดมา พ่อแม่พาไปวัด ร่วมงานเทศกาลต่างๆ พอโตขึ้นมาก็ซึมซับเรื่องเหล่านี้ จนกลายเป็นวิถีชีวิตของตัวเอง

แล้วพอตัวเองโตขึ้นมามีครอบครัว ก็สอนลูกของตัวเองให้ทำตามประเพณีพวกนี้เช่นเดียวกัน

ในปรัชญากรีก เพลโตได้เขียนบทสนทนาบทหนึ่ง มีชื่อว่า “เมโน”

ในบทสนทนานี้ตัวละครหลักมีโสกราตีสกับเมโน หัวข้อที่สนทนากันก็ไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากถกกันว่า คุณธรรมสอนกันได้หรือไม่

เมโนก็คิดแบบเดียวกับคนกรีกทั่วไป ที่คิดว่า คุณธรรมเป็นเรื่องของขนบธรรมเนียมประเพณี คนที่มีคุณธรรม ก็คือคนที่ทำตามขนบธรรมเนียม และได้รับคำชื่นชมจากคนรอบข้าง

แต่โสกราตีสบอกว่า คนที่ทำตามขนบธรรมเนียม และได้รับคำชื่นชมจากคนรอบข้าง อาจจะไม่ใช่คนมีคุณธรรมก็ได้ เพราะอาจมี “ธรรมเนียมโจร” และมีการสอนทักษะความชำนาญต่างๆ ของการเป็นโจรก็ได้

แล้วในสังคมโจร คนที่ทำงานโจรได้ดี ก็จะได้รับคำชื่นชมจากโจรด้วยกัน ก็คือเขาจะมี “คุณธรรมโจร” นั่นแหละ

เมื่อเป็นแบบนี้ โสกราตีสเลยถามว่า คุณธรรมจะสอนกันได้อย่างไร เพราะแม้แต่ว่า “คุณธรรม” คืออะไร ก็ยังถกเถียงกัน แล้วก็หาไม่ได้แน่นอนว่าคืออะไรกันแน่ เพราะไม่ว่าจะบอกว่าคุณธรรมคืออะไร ก็ถามได้ตลอดว่าคนที่มีคุณสมบัติแบบนี้ๆ เป็นคนมีคุณธรรมจริงหรือไม่

เราอาจจะพักการเถียงกับโสกราตีสไว้ก่อน และรับไว้ก่อนว่า เราจำเป็นต้องหาทางสอนคุณธรรมให้ได้แบบใดแบบหนึ่ง

เพราะถ้าหาไม่ได้ หรือถ้าเป็นจริงว่าคุณธรรมสอนกันไม่ได้จริงๆ ประเทศไทยจะลำบาก

เราอาจจะสอนแบบสมบูรณ์แบบจริงๆ แบบที่โสกราตีสต้องการไม่ได้ แต่เราก็อาจจะหาการสอนแบบที่ “ใช้ได้ชั่วคราว” หรือ “ใช้ได้ระดับหนึ่ง” เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของเรา

จริงๆ แล้วเรื่องนักเรียนกราดยิง น่าจะเป็นอาการของปัญหาที่หมักหมมอยู่ข้างใน ดังนั้น การแก้ปัญหาก็ต้องหาปัญหาที่หมักหมมอยู่นี้ให้ได้ก่อน แล้วหาทางกำจัดปัญหานี้ให้หมดไป

เมื่อสังคมพัฒนามากขึ้น เราก็เปลี่ยนจากการให้พ่อแม่สอนลูก มาเป็นให้ลูกมาเรียนในโรงเรียน แทนที่จะเป็นเรื่องเฉพาะการใช้ชีวิตแบบพื้นๆ โรงเรียนก็สอนวิชาการชั้นสูง เช่น คณิตศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ ฯลฯ เพื่อให้นักเรียนสามารถใช้วิชาการเหล่านี้เข้าร่วมในสังคมสมัยใหม่ ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นกว่าสังคมสมัยก่อนได้

ส่วนการสอนเรื่องคุณธรรม ก็เปลี่ยนไปเช่นเดียวกัน จากการที่พ่อแม่สอนว่าลูกต้องทำอย่างไรเวลาเข้าสังคม ก็เป็นว่า นักเรียนต้องทำอย่างไร เพื่อให้เป็น “พลเมือง” ที่สามารถเข้าสังคมที่มีขนาดใหญ่กว่าหมู่บ้านของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โปรดสังเกตว่าผมใช้คำว่า “พลเมือง” หรือ citizen ซึ่งมีความหมายมากกว่าแค่สมาชิกของหมู่บ้าน พลเมืองคือสมาชิกของรัฐ และมีหน้าที่และมีสิทธิต่างๆ ในฐานะที่เป็นสมาชิกของรัฐด้วย

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องสอนต้องฝึกฝนให้นักเรียนเข้าใจตั้งแต่เข้ามาเรียน แล้ววิธีการก็ต้องเป็นแบบเดียวกับที่พ่อแม่สอนลูก

คือเวลาแม่สอนลูกทอผ้าหรือทำกับข้าว แม่ก็ทำให้ดูแหละ แม่ทอผ้าให้ลูกดู ลูกดูแล้วก็ทำตาม

หรือพ่อสอนลูกให้ขว้างหอกหรือยิงธนู พ่อก็ทำให้ดู ลูกมองอย่างเข้มข้น แล้วก็ทำตาม เอาไปฝึกต่อ

การสอนให้เป็นพลเมืองก็เป็นแบบเดียวกัน ครูและโรงเรียนทั้งระบบทำให้นักเรียนดู สังคมก็ทำให้นักเรียนดูเช่นเดียวกัน นักเรียนก็ซึมซับวัฒนธรรมของการเป็นพลเมืองเข้าไป ทำให้วัฒนธรรมของการเป็นพลเมือง ซึ่งรวมไปถึงการทำตามกฎหมายที่ยุติธรรม

การมีส่วนร่วมในการสร้างกฎหมายใหม่ การรับรู้สิทธิและหน้าที่ และอื่นๆ แบบเดียวกัน เกิดขึ้นได้จริง และสืบทอดต่อไป

นี่เป็นคำตอบหนึ่งของคำถามว่า “คุณธรรมสอนกันได้หรือไม่?”

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้เป็นเพียงภาพรวม เราไม่สามารถฟันธงไปได้ว่า ถ้ามีการฝึกฝนวัฒนธรรมของการเป็นพลเมืองแบบนี้ แล้วจะไม่มีเหตุการณ์กราดยิงอีกต่อไป เรื่องนี้ยังต้องศึกษาปัจจัยอีกมาก

แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า วัฒนธรรมของพลเมืองแบบนี้ และการสอนที่เป็นการทำให้ดู ไม่ใช่เพียงแค่บอกหรือห้าม จะเป็นเงื่อนไขจำเป็นที่ขาดไม่ได้ในการสอนคุณธรรมที่อย่างน้อยก็เป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างสังคมที่มีความเอื้อเฟื้อต่อกัน มีความเมตตากรุณาต่อกันต่อไป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

คุณธรรมสอนกันได้หรือไม่?
ยาใจคนเจ็บ: 4) แสงดาวแห่งศรัทธา
คิดต่อจาก 6 ตุลา (2) : ความชั่วร้ายเกิดขึ้นได้เพราะเราเฉยเมยต่อมันมาก่อน
‘อนาคตสังคมไทยในความชอบธรรมที่ล่มสลาย’ : ประวัติศาสตร์ของ ‘กำแพง’ ที่เพิ่งลบ
ทุนนิยม : จาก 2 ศตวรรษที่แล้วถึงโลกวันนี้ (1)
ไทยปฏิเสธสหรัฐ เรื่องความร่วมมือทางทหาร ทำไมตอนนี้
E-DUANG | ในความหยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหว ในการเคลื่อนไหว มีความหยุดนิ่ง
บทเรียนปฏิรูปราชการ บ้านอื่น : อะไรสำเร็จ? อะไรล้มเหลว?
ปฏิรูปปืนไทย ให้ตรงเป้า
ระบบยุติธรรมพัฒนาเกิน 120 ปี…วันนี้ยังถูกแทรกแซง
เลกเชอร์บาร์ : ความรู้ที่ปรุงให้เข้ากับวัฒนธรรมป๊อป
อสังหาฯ เริ่มมีเชิงรุก