
การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ
‘การปลดปล่อยจิตสำนึกประวัติศาสตร์ชาติจากรัฐ’ (5)
3. บทสรุปยืน (synthesis) : ข้อสังเคราะห์ทางทฤษฎีว่าด้วยวิธีการตรวจสอบสามเส้าทางประวัติศาสตร์นิพนธ์ (historiographical triangulation)
เราอาจสรุปได้ว่าในความขัดแย้งเรื่องทฤษฎีประวัติศาสตร์ระหว่างสัจนิยมทางประวัติศาสตร์, ทฤษฎีประวัติศาสตร์แบบเรื่องเล่า และแนวคิดสัมพัทธนิยมแบบโพสต์โมเดิร์นนั้น มันงวดตัวเคี่ยวข้นลงเหลือเป็นประเด็นว่าจะเลือกเอาอะไรระหว่าง “ความเป็นไทยได้อย่างเดียว” กับ “อะไรก็ได้ไม่เลือก” (Thai uniqueness vs. Anything Goes)?
แทนที่ทางแพร่งที่ไม่น่าพิสมัยข้างต้น ผมใคร่เสนอข้อสังเคราะห์สรุปว่าประวัติศาสตร์น่าจะเป็นบทสนทนาไม่รู้จบ (หรือนัยหนึ่งความสัมพันธ์) ระหว่างนักประวัติศาสตร์กับหลักฐาน ที่ในกระบวนการนั้นได้สร้างวัตถุแห่งความรู้ (object of knowledge) ขึ้นมาและเปลี่ยนวัตถุแห่งความรู้ไป
ทั้งนี้ โดยอิงข้อคิดของอาจารย์นิธิ เอียงศรีวงศ์ และนักทฤษฎีวัฒนธรรมวิจารณ์และปรัชญาประวัติศาสตร์มาร์กซิสต์ตะวันตกอีก 3 คน ได้แก่ Walter Benjamin (1892-1940), E .P. Thompson (1924-1993) และ Terry Eagleton (1943-ปัจจุบัน) โดยอิงข้อเขียนต่อไปนี้เป็นหลัก ได้แก่ :
– นิธิ เอียวศรีวงศ์, “สงครามแย่งชิงอดีต”, 2017.
– Susan Buck-Morss, “Walter Benjamin – Revolutionary Writer” (I & II), 1981.
– E.P. Thompson, “The Poverty of Theory or An Orrery of Errors”, 1978.
– Terry Eagleton, “Marxism and the Past”, 1985-1986.

ในการพินิจพิจารณ์ข้อคิดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของทั้ง 4 คนข้างต้นข้อแตกต่างสำคัญในที่นี้คือระหว่างแนว คิด Historicism (ประวัติศาสตร์นิยม) กับ Anti-Historicism (แอนตี้ประวัติศาสตร์นิยม) ซึ่งพอสรุปสังเขปวิธีคิดสอง แนวนี้ได้ว่า :
HISTORICISM : แนวทางการอธิบายปรากฏการณ์โดยศึกษาพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของมัน แทนที่จะมองปรากฏการณ์ว่าหยุดนิ่งตายตัวหรือโดดเดี่ยว ประวัติศาสตร์นิยมเน้นกระบวนการและบริบททางประวัติศาสตร์ซึ่งนำไปสู่การสร้างปรากฏการณ์นั้นขึ้น ฉะนั้น จึงเพ่งเล็งรวมศูนย์ไปที่สภาพการณ์อันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ซึ่งกำหนดโฉมการปฏิบัติความคิดความเชื่อทางสังคมและวัฒนธรรม โดยตั้งคำถามหลักว่า “สิ่งนี้มีที่มาจากไหน?” “ปัจจัยใดนำไปสู่การสร้างมันขึ้น?” มันจึงท้าทายสัจธรรมอกาลิโกสากลไม่เปลี่ยนแปลง เน้นว่าความรู้และการเรียนรู้ถูกกำหนดจากเงื่อนไขประวัติศาสตร์ (ตัวอย่างนักคิดผู้มีอิทธิพลต่อแนวทางนี้ Giambattista Vico, Georg Wilhelm Friedrich Hegel, Gy?rgy Luk?cs)
ANTI-HISTORICISM : แนวทางการศึกษาวิเคราะห์ที่คัดค้านหรือปัดปฏิเสธประวัติศาสตร์นิยม ท้าทายการเข้าใจปรากฏการณ์ผ่านพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของมัน เถียงค้านข้อคิดที่ว่าบริบททางประวัติศาสตร์จำเป็นแก่การเข้าใจปรากฏการณ์ หากอาจมีสัจธรรมหรือปรากฏการณ์บางอย่างที่อกาลิโกไม่ขึ้นต่อสภาพการณ์ทางประวัติศาสตร์ ปฏิเสธการสยบยอมต่อธรรมเนียมประเพณีและมายาคติเรื่องความต่อเนื่องและก้าวหน้าทางประวัติศาสตร์
(นักคิดผู้มีอิทธิพลต่อแนวคิดนี้ Friedrich Nietzsche, Leo Strauss, Louis Althusser)

โดยอาจารย์นิธิกับ Thompson โน้มเอียงไปทางประวัติศาสตร์นิยม ส่วน Benjamin โน้มเอียงไปทางแอนตี้ประวัติศาสตร์นิยม ขณะที่ Eagleton พยายามวิเคราะห์วิจารณ์ปรับรับเลือกสังเคราะห์แนวคิดทั้งสองแนวในงานข้างต้น
ในแง่รูปแบบการสังเคราะห์ ผมใคร่ยืมใช้แนวคิด Triangulation หรือวิธีการตรวจสอบสามเส้าทางภูมิศาสตร์ ดังที่ปรากฏคำอธิบายกระชับสั้นว่า :
“Triangulation เป็นศัพท์ที่มาจากวิชาการสำรวจทางภูมิศาสตร์ (Physical Survey) และการนำร่องในการเดินเรือหรือขับเครื่องบิน (Navigation) โดยการหาพิกัดตำแหน่งที่ต้องการโดยการวัดมุมระหว่างตำแหน่งที่อยู่กับจุดอ้างอิงที่ทราบพิกัดอย่างน้อย 2 จุด จุดตัดของมุมทั้ง 2 จะเป็นจุดพิกัดที่ทำให้เราทราบตำแหน่งที่อยู่…” (ดูภาพประกอบ)
(รุ่งกานต์ ปราชญ์ศรีภูมิ, “Triangulation คืออะไร?”, https://www.gotoknow.org/posts/77646)

จากนี้ ผมใคร่ทดลองเสนอวิธีการตรวจสอบสามเส้าทางประวัติศาสตร์นิพนธ์ในแบบประวัติศาสตร์นิยมก่อน ดังแผนภูมิข้างบนนี้ :
โดยเสนอให้มองความสัมพันธ์ระหว่าง [อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต] เป็นสามเส้า กล่าวคือ :-
1. ปัจจุบัน : จำแนกระหว่างปัจจุบันดังที่มันเป็นอยู่ (the present-as-given) กับปัจจุบันที่บรรจุซ่อนแฝงความเป็นไปได้ต่างๆ ในการเปลี่ยนแปลงเอาไว้ (the present-as-possibilities)
อาทิ หากปัจจุบันของเราคือการยุบพรรคอนาคตใหม่เมื่อปี 2563 เราอาจมองว่ามันเป็นการจบสิ้นของพรรคกับพลังการเมืองปฏิรูปในการเมืองไทยแล้วด้วยอำนาจตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ (the present-as-given)
หรือเราอาจมองว่ามันคือการเริ่มต้นสร้างพรรคใหม่ให้กับพลังการเมืองปฏิรูปที่อาจขยายตัวใหญ่ขึ้นได้ในการเมืองไทย (the present-as-possibilities) เป็นต้น
ความจริงทั้งสองประการนั้นต่างก็ดำรงอยู่ใน “ปัจจุบัน” เมื่อปี 2563 หากแต่อันหนึ่งเป็นภาวะจริงสำเร็จรูป อีกอันหนึ่งเป็นภาวะที่มีศักยภาพจะเป็นไปได้เพราะมีโครงสร้างฐานรากรองรับให้คาดหมายว่าเชื้อมูลในความเป็นจริง นั้นน่าจะขยายตัวต่อไปได้ อยู่ที่ว่าเราจะเลือกจุดยืนและมุมมองใดใน “ปัจจุบัน”
2. อนาคต : หมายถึงอนาคตที่คาดหมายวาดหวังว่าจะเกิดขึ้นได้ตามโครงการที่จะเกิดขึ้นหรือดำเนินการต่อไป (projected future)
3. อดีต : หมายถึงธรรมเนียมประเพณีที่เกิดขึ้นดำรงอยู่ในอดีตแล้วถูกเลือกสรรเน้นย้ำให้ความสำคัญแล้วหยิบยกขึ้นมาบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ (selective tradition)
ในความหมายนี้ :-
– ปัจจุบันจึงสัมพันธ์กับอนาคตแบบการยึดมั่นถือมั่นมันเป็นเป้าหมาย (Teleological commitment)
– ปัจจุบันจึงสัมพันธ์กับอดีตแบบมีความสมานฉันท์นับญาตินับเป็นเพื่อนพวกพ้องที่จะไปตระหนักรับเรียนรู้ (Cognitive solidarity)
– และอดีตจึงสัมพันธ์กับอนาคตแบบมีความละม้ายใกล้เคียงกันในทางประวัติศาสตร์ (Historical affinity)
อย่างไรก็ตาม หากยึดแนวคิดแบบแอนตี้ประวัติศาสตร์นิยม วิธีการตรวจสอบสามเส้าทางประวัติศาสตร์นิพนธ์ก็จะเปลี่ยนไปดังแผนภูมิข้างบนนี้ :
ขณะที่คำอธิบาย [อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต] สามเส้ายังเป็นเช่นเดิม สิ่งที่เปลี่ยนไปในแนวคิดแบบแอนตี้ประวัติศาสตร์นิยมคือความสัมพันธ์ระหว่างสามเส้าดังกล่าวซึ่งสะท้อนอิทธิพลของทีทรรศน์โลกุตรธรรมแบบศาสนา :-
– ปัจจุบันสัมพันธ์กับอนาคตแบบการไถ่บาปหรือหลุดพ้นทางเทววิทยา (Theological redemption)
– ปัจจุบันสัมพันธ์กับอดีตแบบมีความสมานฉันท์นับญาตินับเป็นเพื่อนพวกพ้องที่จะไปตระหนักรับเรียนรู้เช่นเดิม (Cognitive solidarity)
– ทว่า อดีตจึงสัมพันธ์กับอนาคตแบบมีความเคียงขนานกันในระนาบที่เหนือประวัติศาสตร์ (Ahistorical affinity)
– ซึ่งหมายความว่าจิตสำนึกประวัติศาสตร์ที่ถูกปลดปล่อยออกมาจากรัฐ อาจไม่จำต้องเป็นของชาติ หากเป็นของหน่วยอื่นที่เล็กกว่า/ใหญ่กว่าก็เป็นได้
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
