bg-single

เราต้องสุภาพแค่ไหนเมื่อคุยกับ AI

30.04.2025

Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน

Instagram : @sueching

Facebook.com/JitsupaChin

 

เราต้องสุภาพแค่ไหนเมื่อคุยกับ AI

 

เร็วๆ มานี้มีข่าวหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับ AI ที่ฉันเชื่อว่าถ้าหลายๆ คนได้อ่านก็คงจะอดขำไม่ได้และอาจจะรำพึงรำพันกับตัวเองว่าเรื่องแบบนี้ก็มีด้วย

มีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดีย X รายหนึ่งที่โพสต์ด้วยความสงสัยใคร่รู้ว่าบริษัทอย่าง OpenAI ผู้สร้าง ChatGPT เนี่ยเค้าจ่ายค่าไฟฟ้าไปกับศูนย์ข้อมูลเท่าไหร่ในการให้ประมวลผลคำสุภาพๆ ที่ผู้คนใส่เข้าไปโดยไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นคำว่า “ขอบคุณ” หรือ “ได้โปรด” เวลาขอให้ ChatGPT ทำอะไรให้สักอย่าง

เมื่อโพสต์ลอยๆ ไปก็ปรากฏว่าได้เซอร์ไพรส์กลับมาเพราะ Sam Altman บอสใหญ่ผู้ก่อตั้ง OpenAI อุตส่าห์มาตอบด้วยตัวเองว่า “ก็หลายสิบล้านอยู่เหมือนกัน…”

คำตอบของ Altman ครั้งนี้ทำให้หลายๆ คนได้ฉุกคิดขึ้นมาว่าจริงๆ แล้วเราจำเป็นต้องใช้ถ้อยคำสุภาพแค่ไหนเวลาพูดคุยกับ AI Chatbot

ด้วยความที่เราสามารถสั่งการ AI ได้ด้วยภาษาธรรมชาติ หลายๆ คนจึงคุ้นเคยกับการใช้ภาษาที่สุภาพ เวลาขออะไรก็จะใส่คำว่า please เข้าไป หรือเมื่อได้คำตอบที่ถูกใจกลับมาก็อดไม่ได้ที่จะหยอดไปสักหน่อยว่า Thank you หรือขอบคุณนะ

ใครจะไปนึกว่าคำสั้นๆ เพียงแค่นี้จะมาพร้อมต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมด้วย!

แม้จะเป็นคำสั้นๆ แต่ถ้าทุกคนที่สั่งการ ChatGPT ใส่คำนี้เพิ่มเข้าไปก็จะกลายเป็นข้อมูลจำนวนมหาศาลที่ต้องมีการประมวลผล การประมวลผลของศูนย์ข้อมูลในแต่ละครั้งต้นทุนก็คือไฟฟ้าที่มาจากเชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นับเป็นการประมวลผลที่ไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์อะไร

แต่จะเป็นเช่นนั้นจริงหรือ

 

ฉันอดไม่ได้ที่จะนึกย้อนกลับไปเมื่อสิบกว่าปีก่อนตอนที่เคยเห็นผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตแคปเจอร์หน้าจอมาว่าคุณยายของตัวเองใส่คำค้นหาเข้าไปใน Google เป็นประโยคยาวเหยียดที่มีทั้งคำว่า Could you please หรือ ได้โปรดช่วย…และตบท้ายด้วยคำว่า Thank you ขอบคุณนะ ซึ่งหากเปลี่ยนเสิร์ชเอนจิ้นอย่าง Google เป็น ChatGPT ก็แทบจะเป็นเรื่องเดียวกันเลย

ไม่ใช่ทุกคนที่จะสั่งการ AI ด้วยมารยาทผู้ดี บางคนก็มองว่ามันเป็นเครื่องมือล้วนๆ ไม่ได้ติดตั้งมาพร้อมชีวิตจิตใจ ดังนั้น ก็ควรจะสามารถใส่พร็อมพท์หรือคำสั่งเข้าไปแบบห้วนๆ ได้เลย แต่ผลสำรวจโดยเว็บไซต์ TechRadar ที่สอบถามจากผู้ใช้งานมากกว่า 1,000 คนพบว่า 67 เปอร์เซ็นต์ของคนที่ใช้ AI จะพูดคุยกับ AI ด้วยถ้อยคำที่สุภาพ

ที่น่าสนใจก็คือ 12 เปอร์เซ็นต์ของคนกลุ่มนี้บอกว่าที่พูดเพราะๆ กับ AI นั้นก็เพราะว่าอยากทำดีเผื่อไว้ในวันที่หุ่นยนต์เกิดยึดครองโลกขึ้นมา!

ส่วนอีก 33 เปอร์เซ็นต์ บอกว่าพวกเขาข้ามสมบัติผู้ดีแล้วยิงคำถามตรงประเด็นไปเลย

 

ถ้าผู้ก่อตั้ง OpenAI บอกว่าต้องเสียค่าไฟไปเป็นหลายสิบล้านดอลลาร์เพียงเพื่อจะประมวลผลคำว่า ได้โปรด และ ขอบคุณ แล้วเรายังจำเป็นต้องพูดเพราะๆ กับ AI อยู่หรือเปล่า หรือนี่เป็นสิ่งที่ควรสงวนไว้ใช้กับมนุษย์ด้วยกันเท่านั้น ไม่ต้องเผื่อแผ่ไปถึงคอมพิวเตอร์ก็ได้

ทางเทคนิคแล้วมีผลวิจัยที่ระบุว่านิสัยสุภาพนอบน้อมของเราแม้จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแต่มันก็ส่งผลดีต่อคุณภาพของ AI ที่เราใช้ได้เหมือนกัน

การใส่คำสั่งห้วนๆ เข้าไปอาจจะทำให้ AI ประมวลผลออกมาไม่ดีสักเท่าไหร่ อาจจะเกิดข้อผิดพลาด เกิดความลำเอียง หรือเกิดการละเลยข้อมูลสำคัญบางอย่างไป และยังพบอีกด้วยว่าการสั่งการ AI แบบมะนาวไม่มีน้ำนั้นอาจจะได้ผลลัพธ์ที่ไม่ดีเท่ากับการเลือกใช้ถ้อยคำที่เสนาะหูก็ได้

ฉันคิดว่าส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการที่เราฟีดแบ็กคำตอบที่ได้รับจาก AI เพื่อทำให้มันเรียนรู้และพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้น เมื่อเราตอบรับด้วยคำที่ดี โมเดลก็จะเข้าใจว่าเป็นผลลัพธ์ที่ถูกต้องตรงใจ ก็จะทำให้มันค้นหาคำตอบให้เราได้ตรงประเด็นยิ่งขึ้น และตัวมันเองก็ไปให้บริการคนอื่นในครั้งต่อๆ ไปได้ดีขึ้นด้วย

การวิจัยครั้งนี้พบว่าการพูดคุยกับ AI อย่างสุภาพนั้นทำให้ได้คำตอบที่ดีขึ้นแทบไม่ต่างอะไรกับการพูดคุยกับมนุษย์ด้วยกันด้วยความสุภาพเลย และใช้ได้ผลทั้งกับภาษาอังกฤษ ภาษาจีน และภาษาญี่ปุ่น ซึ่งเป็นภาษาที่ใช้สำหรับการใส่คำสั่งในการวิจัยครั้งนี้

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยก็บอกว่าถึงแม้จะบอกว่าการพูดสุภาพจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของผลลัพธ์ได้ แต่ไม่จำเป็นต้องโก โซ ฟาร์ ไปไกลจนถึงขั้นที่ไปเลียแข้งเลียขา AI โดยไม่จำเป็นเพราะมันไม่ได้ให้ประโยชน์อะไรเพิ่มเติมขึ้นมา แถมจะทำให้คำตอบที่ได้รับยาวเกินความจำเป็นไปเสียเปล่าๆ

 

อีกหนึ่งประเด็นที่มีการหยิบยกขึ้นมาและอันที่จริงก็เป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมานานหลายปีแล้วตั้งแต่มนุษย์เราเริ่มคุยกับผู้ช่วยส่วนตัวที่ฝังอยู่ในอุปกรณ์อัจฉริยะมากมายตั้งแต่สมาร์ตโฟนไปจนถึงลำโพงอัจฉริยะก็คือถ้าเราคุยกับแชตบอตด้วยรูปแบบความคิดว่าจะคุยห้วนหรือกระโชกโฮกฮากแค่ไหนก็ได้เพราะยังไงมันก็ไม่ใช่คนอยู่แล้ว สักวันหนึ่งนิสัยการคุยห้วนๆ นั้นจะค่อยๆ ซึมซาบเข้าไปสู่การมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันเองหรือไม่

ฉันจำได้ว่าหลายปีก่อนเคยเขียนบทความผ่านคอลัมน์นี้ว่าเราควรให้ลูกของเราคุยกับลำโพงอัจฉริยะแบบไหน ถ้าหากปล่อยปละละเลย ยอมให้ลูกคุยสั่งการลำโพงแบบห้วนๆ ไม่มีหางเสียงก็อาจมีความเสี่ยงที่ลูกจะจำปฏิสัมพันธ์แบบนั้นไปใช้กับคนรอบข้างในชีวิตจริงได้

คงไม่มีคำตอบตายตัวว่าวิธีคุยกับ AI แบบไหนถึงจะดีที่สุด ส่วนตัวฉันคิดว่าอย่างน้อยๆ ถ้าเราตระหนักรู้เอาไว้ในใจว่าทุกการโต้ตอบกับ AI มีต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมแฝงอยู่ด้วยเสมอ เราจะสามารถจัดการการใช้งานของเราได้ดีขึ้น อะไรที่จำเป็นต้องใช้ก็ใช้ อันไหนไตร่ตรองดูแล้วว่าไม่ต้องทำก็ได้ ก็ข้ามไปก่อน

ทั้งหมดนี้สามารถเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องแลกมาด้วยการโยนมารยาทที่มนุษย์พึงจะมีทิ้งไป

หรือจะคิดแบบคน 12 เปอร์เซ็นต์ข้างต้น ทำดีกับ AI ไว้ก่อน เผื่อวันไหน AI เป็นใหญ่ขึ้นมามันจะได้ละเว้นไม่บี้เราเหมือนมด ก็คงน่าสนใจอยู่เหมือนกัน

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ย้อนรอย ครูเบญ ถึง ครูนิ่ม ซ้ำซาก วิกฤตระบบสอบครู
SONG SUNG BLUE | ‘มิตรรักนักเพลง’
ซีพี กับภาระอันหนักอึ้ง
Songs in the Key of Life : ใต้เงาจันทร์
‘บางสิ่งที่สูญหาย’ กับการกลายเป็นผีในความสัมพันธ์
รู้จัก อับบาส อะรอกชี จากทหาร IRGC สู่รัฐมนตรีผู้หยุดสงคราม
อนาคตการทำงาน คือ ‘ความเป็นคน’
เปิดโผ ตท.28 ดัน ‘แม่ทัพไก่’ ขึ้น 5 เสือจ่อ ผบ.ทบ. จัดทัพ ‘ฉก.คอแดง’ -แม่ทัพ 1ใหม่ ทบ.วัดพลัง ตท.26-ตท.28 ตท.27 เข็น ‘บิ๊กใหญ่’ ชิง ทบ.1
‘สงครามยูเครน ควรยุติได้แล้ว’ นาโต้คือกับดักที่ต้องถูกทำลาย
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (13)
‘พันธุ์อาจ ชัยรัตน์’ โยน ‘บิ๊กไอเดีย’ ‘ยุบ-รวม’ กระทรวง ‘อว.-ดีอี’
เจ้าของ ‘แหวนตราประทับทองคำ’ อายุ 2,100 ปี พบใหม่ที่ดอนยายทอง เพชรบุรี ควรเป็นชนชาติใด?