bg-single

‘AI’ ปฏิวัติงานสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 2 นำร่อง ทางออกวิกฤต ‘พงส.’ ไทย

14.07.2025

บทความโล่เงิน

‘AI’ ปฏิวัติงานสอบสวน

ตำรวจภูธรภาค 2 นำร่อง

ทางออกวิกฤต ‘พงส.’ ไทย

ท่ามกลางวิกฤตการขาดแคลนพนักงานสอบสวนที่ส่งผลกระทบต่อการอำนวยความยุติธรรมให้กับประชาชนมาอย่างยาวนาน

ล่าสุด พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ได้ประกาศนโยบายที่อาจเรียกได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของวงการตำรวจไทย

ด้วยการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาเรื้อรังนี้อย่างเป็นรูปธรรม

การตัดสินใจครั้งนี้ของผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่ก้าวข้ามกรอบความคิดแบบเดิมที่มักจะมุ่งเน้นแต่การเรียกร้องให้เพิ่มอัตรากำลังพนักงานสอบสวนเพียงอย่างเดียว

ซึ่งเป็นตัวแปรที่ควบคุมได้ยากในสภาพความเป็นจริงของระบบราชการไทย แต่หันมามองหาทางออกที่เป็นไปได้จริงและสามารถดำเนินการได้ทันที

ปัญหาการขาดแคลนพนักงานสอบสวนในประเทศไทยไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยเฉพาะในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 2 ซึ่งครอบคลุม 8 จังหวัด ได้แก่ ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ปราจีนบุรี นครนายก สระแก้ว และฉะเชิงเทรา ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูง มีนิคมอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ ทำให้มีประชากรแฝงจำนวนมาก ส่งผลให้ภาระงานของพนักงานสอบสวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จากข้อมูลพบว่า พนักงานสอบสวนคนหนึ่งต้องรับผิดชอบคดีเฉลี่ย 150-200 คดีต่อปี

หมายความว่าต้องทำงานเกือบทุกวันโดยไม่มีวันหยุด บางครั้งต้องทำงานต่อเนื่องถึง 48 ชั่วโมง โดยเฉพาะเมื่อเกิดคดีสำคัญหรือคดีที่สังคมให้ความสนใจ

ภาระงานที่หนักเกินไปนี้ไม่เพียงส่งผลต่อสุขภาพกายและใจของพนักงานสอบสวนเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อคุณภาพของการสอบสวนและความเป็นธรรมที่ประชาชนควรได้รับอีกด้วย

สิ่งที่น่าสนใจจากแนวคิดของ พล.ต.ท.ยิ่งยศคือ การมองเทคโนโลยี AI ในมุมที่ถูกต้องและสมดุล

โดยเน้นย้ำว่า AI จะไม่เข้ามาแทนที่พนักงานสอบสวน แต่จะเข้ามาเป็นผู้ช่วยที่ทรงประสิทธิภาพ ช่วยลดภาระงานที่ซ้ำซ้อน และทำให้พนักงานสอบสวนสามารถทุ่มเทเวลาและความสามารถไปกับงานที่ต้องใช้ดุลยพินิจและความละเอียดอ่อนในการทำงานระดับประณีตมากขึ้น

แนวทางการนำ AI มาใช้ในงานสอบสวนของตำรวจภูธรภาค 2 จะครอบคลุมหลายด้าน อาทิ การใช้ AI ช่วยในการจัดทำเอกสารต่างๆ เช่น การพิมพ์บันทึกคำให้การ การสรุปพยานหลักฐาน การค้นหาข้อมูลทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปกติเป็นงานที่ใช้เวลามากและทำให้พนักงานสอบสวนต้องทำงานล่วงเวลาเป็นประจำ

นอกจากนี้ AI ยังสามารถช่วยในการวิเคราะห์พยานหลักฐานเบื้องต้น เช่น การวิเคราะห์ภาพจากกล้องวงจรปิด การเปรียบเทียบลายนิ้วมือ การวิเคราะห์รูปแบบการก่ออาชญากรรม ซึ่งจะช่วยให้พนักงานสอบสวนสามารถมุ่งเน้นไปที่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์และการสอบสวนเชิงลึกได้มากขึ้น

การนำ AI มาใช้ในงานสอบสวนจะส่งผลดีต่อประชาชนโดยตรงในหลายประการ

ประการแรก คือความรวดเร็วในการดำเนินคดี เมื่อพนักงานสอบสวนสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ระยะเวลาในการสอบสวนคดีจะลดลง ประชาชนจะได้รับความยุติธรรมที่รวดเร็วขึ้น

ประการที่สอง คือคุณภาพของการสอบสวนที่ดีขึ้น เมื่อพนักงานสอบสวนมีเวลามากขึ้นในการทำงานเชิงคุณภาพ การรวบรวมพยานหลักฐานจะรอบคอบและครบถ้วนมากขึ้น ลดโอกาสการผิดพลาดหรือการละเลยพยานหลักฐานสำคัญ

ประการที่สาม คือการเข้าถึงความยุติธรรมที่เท่าเทียมกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นคดีเล็กหรือคดีใหญ่ ทุกคดีจะได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ เพราะ AI จะช่วยจัดการงานประจำที่ซ้ำซ้อน ทำให้พนักงานสอบสวนมีเวลาดูแลทุกคดีอย่างทั่วถึง

การที่ตำรวจภูธรภาค 2 อาสาเป็นองค์กรนำร่องในการใช้ AI แก้ปัญหาพนักงานสอบสวน ถือเป็นการแสดงความกล้าหาญในการเปลี่ยนแปลงและการเปิดรับนวัตกรรมใหม่ๆ ซึ่งหากโครงการนี้ประสบความสำเร็จ จะสามารถเป็นต้นแบบให้กับหน่วยงานตำรวจอื่นๆ ทั่วประเทศได้นำไปปรับใช้ต่อไป

อย่างไรก็ตาม การนำเทคโนโลยีมาใช้ย่อมมีความท้าทายหลายประการ ทั้งในด้านการลงทุน การพัฒนาระบบให้สอดคล้องกับกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง การฝึกอบรมบุคลากรให้สามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ

และที่สำคัญคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าการใช้ AI จะไม่กระทบต่อความเป็นธรรมและความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม

การตัดสินใจของ พล.ต.ท.ยิ่งยศ เทพจำนงค์ ในการนำ AI มาใช้แก้ปัญหาวิกฤตพนักงานสอบสวน สะท้อนให้เห็นถึงภาวะผู้นำที่มีวิสัยทัศน์และกล้าที่จะคิดนอกกรอบ แทนที่จะติดอยู่กับการรอคอยสิ่งที่ควบคุมไม่ได้อย่างการเพิ่มอัตรากำลัง กลับเลือกที่จะใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่มาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของบุคลากรที่มีอยู่

ในยุคที่เทคโนโลยีก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การปรับตัวและการนำนวัตกรรมมาใช้ในภาครัฐเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่ตำรวจภูธรภาค 2 ก้าวออกมาเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ จึงไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเท่านั้น แต่ยังเป็นการวางรากฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาระบบงานตำรวจไทยในระยะยาว

หากโครงการนำร่องนี้ประสบความสำเร็จ เราอาจได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการตำรวจไทย ที่ไม่เพียงแต่จะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากร แต่ยังยกระดับคุณภาพการให้บริการประชาชน สร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

และที่สำคัญคือทำให้พนักงานสอบสวนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถทำงานได้อย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพ ซึ่งในที่สุดแล้ว ผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดก็คือประชาชนทุกคนนั่นเอง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุดารัตน์ จี้อย่าปล่อยให้ 14 กันยา เป็นแค่วัน“จับปลาซิว” ชวนคนไทยจ้องตา กกต.
รัฐประหาร 2557 จุดเปลี่ยนชีวิต ก่อเกียรติ ก่อสูงศักดิ์ จากนักเรียนนอก สู่นักการเมือง ‘สีส้ม’
เทศน์ ‘สนุก’ | ธงทอง จันทรางศุ
เดนตายในผ้าเหลือง ปฏิบัติการลับของทหารญี่ปุ่นในไทยสมัยสงครามโลก (1)
แก๊งคอลฯ ล็อกเป้าใหม่ ‘Gen Z’ เตือนภัยวัยโจ๋ เก่ง ‘TECH’-อ่อนโลก ปีเดียว 2 หมื่นคดี-700 ล้าน
พลิกโฉมงานตุลาการไทย ไม่ต้องมาศาลก็พึ่งศาลได้ ฟังก์ชั่นสุดล้ำคนไทยต้องรู้
ภัยคุกคามกฎหมาย | เหยี่ยวถลาลม
วัดพุทไธศวรรย์ แหล่งซ่องสุมกำลัง ของ “สยาม” ท้าวอู่ทอง | สุจิตต์ วงษ์เทศ
ยิวกร่าง – จีนโกง | สุรชาติ บำรุงสุข
G2, M7 และโลกที่เหลือ (2) : อธิปไตยดิจิทัลและกลไกส่วนต่างอำนาจของ M7
20 ปีก่อน… ยึดอำนาจ นายกฯ ทักษิณ วันนี้…ยึดอำนาจประชาชนทั้งประเทศ (1)
เบื้องลึก ทรัมป์สั่งยึดน้ำมันสำรอง เวเนซุเอลา