bg-single

เจ้าอาวาสกับอำนาจเหนือพื้นที่วัด : โครงสร้างที่ต้องสังคายนาใหม่ (1)

17.07.2025

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

เจ้าอาวาสกับอำนาจเหนือพื้นที่วัด

: โครงสร้างที่ต้องสังคายนาใหม่ (1)

ภายใต้กระแสพระชั้นผู้ใหญ่หลายรูปทยอยสึกเพราะมีเรื่องพัวพันเรื่องชู้สาวและเงินทองกับสีกา คงไม่เกินไปนักหากจะบอกว่า ปรากฏการณ์นี้เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็งของปัญหาในวงการสงฆ์ที่โผล่พ้นน้ำมาให้เราเห็นอีกครั้งเท่านั้น เหมือนที่เคยโผล่ให้เราเห็นมาโดยตลอดเป็นระยะๆ และชวนให้น่าเชื่อว่าอาจจะยังมีอะไรซ่อนอยู่อีกมากมายที่อาจสร้างความสะเทือนใจแก่ชาวพุทธยิ่งไปกว่านี้

แต่น่าแปลกนะครับ ทุกครั้งที่เกิดปัญหาเรามักจะพบความเห็นและข้อเสนอหลักอยู่เพียง 2 แบบซ้ำๆ วนๆ อยู่เรื่อยไป

หนึ่ง การใช้อำนาจรัฐเข้าไปควบคุมและลงโทษพระที่ประพฤติผิดพระธรรมวินัย และเพียงไม่กี่วันหลังเกิดเหตุการณ์ล่าสุด ก็เกิดข่าวตามสูตรสำเร็จ คือ สำนักงานพระพุทธศาสนาจะผลักดันกฎหมายคุ้มครองศาสนาที่สามารถเอาผิดพระและผู้ที่เข้ามาเกี่ยวข้องทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมเสีย โดยมีโทษทั้งจำและปรับ เช่น หากเสพเมถุนจะมีโทษจำคุก 1-7 ปี (ดูเพิ่มใน https://www.thaipbs.or.th/news/content/354155)

สอง การส่งต่อความเห็นกันในหมู่ชาวพุทธ ประมาณว่า ขอให้แยกแยะระหว่างพระดีที่ยังมีอยู่ไม่น้อย ออกจากพระปลอมที่เข้ามาฉวยโอกาสหาประโยชน์ใต้ผ้าเหลือง โดยเฉพาะการอ้างถึงบทสนทนายอดนิยมระหว่าง หลวงปู่ไดโนเสาร์กับลูกศิษย์ เนื้อความประมาณว่า

“…หลวงปู่ : บักหล่าเอ้ย เวลาเขาเอาทองคำนั้น เขาไปหามาจากที่ไหน… โยม : ไปขุดดินแล้วร่อนเอาทองมาครับ… หลวงปู่ : ดินมากหรือทองมาก… โยม : ดินมากครับผม ร่อนทองจากดินมาก แล้วจะได้ทองนิดเดียว… หลวงปู่ : มันก็เหมือนพระสงฆ์นั้นล่ะ พระสงฆ์ก็ร่อนมาจากลูกชาวบ้าน ลูกสมมติสงฆ์ ไม่ใช่เป็นพระอรหันต์แล้วมาบวชเมื่อไหร่ มันก็มีดีบ้าง เสียบ้าง จะให้ดีหมดมันก็ทำไม่ได้ จะให้มันเสียหมดก็ทำไม่ได้ ส่วนที่มันเป็นดินก็อย่าเอา เอาส่วนที่มันเป็นทองสิ ถ้าเชื่อถ้าเคารพหลวงปู่ ก็จงเชื่อว่าพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบยังมี อย่าเหมาว่าไม่ดีทั้งหมด…” (อ้างถึงใน https://www.komchadluek.net/entertainment/604594)

ความคิดทั้ง 2 แบบ เอาเข้าจริงแล้วเป็นเพียงการแสดงออกเพื่อปิดกลบปัญหาเฉพาะหน้ามากกว่าการมุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างของคณะสงฆ์

แบบแรก คือการแก้ปัญหาแบบอำนาจนิยมที่หวังพึ่งพาอำนาจรัฐให้เข้ามาจัดการปัญหา

แต่คำถามคือ รัฐเป็นเครื่องมือควบคุมคณะสงฆ์ที่มีประสิทธิภาพได้จริงหรือ?

หรือเป็นเพียงแค่การเปลี่ยนคณะสงฆ์ให้กลายเป็นข้าราชการมีตำแหน่งบังคับบัญชาควบคุมพระไปตามลำดับชั้น เหมือนกระทรวงหนึ่งในระบบราชการ ตลอดจนความพยายามตีความพระวินัยโดยรัฐส่วนกลางให้เอื้อต่อผลประโยชน์ของรัฐ

นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยอธิบายประเด็นไว้น่าสนใจว่า

“…ปัญหาของพุทธศาสนาไทยเวลานี้มีมากกว่าความเคร่งครัดหรือไม่เคร่งครัดของพระภิกษุ การไปฝากความหวังไว้กับมหาเถรสมาคมหรือสำนักพุทธฯ ก็คือการฝากความอยู่รอดปลอดภัยของศาสนาไว้กับรัฐ ทั้งๆ ที่การณ์ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นมานานแล้วว่า รัฐไม่มีสมรรถนะจะทำภารกิจนี้ได้ เพราะรัฐต้องการแต่อำนาจในการควบคุมองค์กรสงฆ์เท่านั้น เนื่องจากพระสงฆ์มีศักยภาพที่จะมีอำนาจทางการเมืองได้มาก จึงอาจเป็นอันตรายต่อรัฐได้…”

(ดูเพิ่มใน https://www.matichon.co.th/weekly/column/article_557274)

แบบสอง ก็มิได้นำมาสู่การแก้ปัญหาอะไร เป็นเพียงการพูดเพื่อปลอบประโลมจิตใจกันเองว่าทุกอย่างยังคงดีเหมือนเดิม เป็นแต่เพียงมีมารศาสนาเข้ามาก่อกวนเป็นระยะๆ เท่านั้น และดังนั้น เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมารศาสนาทั้งหลาย เราทุกคนควรเชื่อมั่นในระบบและโครงสร้างที่เป็นอยู่ และผลักปัญหาทุกอย่างให้กลายเป็นเพียงเรื่องข้อผิดพลาดของปัจเจกบุคคลเท่านั้นก็พอ แล้วทุกอย่างก็จะกลับมาดีเหมือนเดิมในไม่ช้า

ย้อนกลับไปดูข่าวฉาวในวงการสงฆ์ที่ผ่านมาได้ เราจะพบแนวทางการรับมือวิกฤตไปในทิศทางนี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นตั้งแต่สมัยพระยันตระ, พระอิสระมุนี, นายเนยยักยอกเงินวัดบวรฯ, พระอาจารย์คม วัดป่าธรรมคีรี, เจ้าคุณแย้มวัดไร่ขิง, มาจนถึงล่าสุด กรณีพระชั้นผู้ใหญ่ทั่วประเทศเกือบ 10 รูปกับสีกา ซึ่งการพร่ำพรรณนาถึงแต่การมีอยู่ของพระดีไปเรื่อยๆ ไม่น่าจะเพียงพอต่อวิกฤตที่นับวันจะเพิ่มมากขึ้น

น่าจะถึงเวลาแล้วนะครับที่จะต้องมีการสังคายนาใหญ่ในเชิงโครงสร้างของการบริหารจัดการคณะสงฆ์ เพื่อให้องค์ประกอบหนึ่งในสามของพระรัตนตรัย อันเป็นหัวใจของพุทธศาสนา สามารถที่จะปรับตัวและรับมือกับปัญหาในโลกสมัยใหม่อย่างเท่าทัน มิใช่เพียงแค่การโยนทุกปัญหาให้เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลเท่านั้น

เมื่อพูดถึงประเด็นนี้ทำให้ผมนึกไปถึงเหตุการณ์สำคัญในคริสต์ศาสนาในช่วง ค.ศ.1962-1965 ที่รู้จักกันในชื่อว่า “การสังคายนาวาติกันครั้งที่สอง” (Second Vatican Council) โดยพระดำริของ สมเด็จพระสันตะปาปายอห์นที่ 23 (Pope John XXIII) ที่ทรงปรารถนาให้ศาสนจักร “ปรับปรุงตนเองให้ทันสมัย” (aggiornamento) และ “เปิดหน้าต่างรับลมหายใจใหม่” (let some fresh air into the Church) ตลอดจนเกิดการทบทวนภายในอย่างลึกซึ้ง ปรับปรุงธรรมเนียมและโครงสร้างการบริหารแบบดั้งเดิมที่ล้าสมัย

ผลลัพธ์ของการสังคายนานำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญหลายด้าน ทั้งในแง่พิธีกรรม โครงสร้างการบริหารจัดการภายใน การศึกษา ไปจนถึงความสัมพันธ์กับศาสนาอื่นๆ และสังคมโลก (ดูรายละเอียดเพิ่มใน Bosschaert, Dries. 2025. ‘History of the Second Vatican Council’, St Andrews Encyclopaedia of Theology. Edited by Brendan N. Wolfe et al.)

ในธรรมเนียมพุทธศาสนาเองก็ใช่ว่าจะไม่มี เรามีการสังคายนาหลายครั้งตลอดประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนา

สมัยรัตนโกสินทร์เองเมื่อแรกตั้งกรุงก็มีการสังคายนาครั้งใหญ่เช่นกัน

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไรเลย หากสังคมไทยพร้อมใจกันเห็นว่า พุทธศาสนาไทยน่าจะถึงเวลาแล้วสำหรับการทบทวนตนเองอย่างลึกซึ้ง

หากทำได้จริง การสังคายนาครั้งนี้ต้องไม่จำกัดอยู่เพียงแค่การทบทวนในเชิงหลักธรรมคำสอน แต่จำเป็นต้องรวมถึงโครงสร้างการบริหารจัดการภายใน อำนาจของพระ บทบาทหน้าที่ของคณะสงฆ์ ไปจนถึงทัศนะที่พึงมีต่อประเด็นทางสังคมสมัยใหม่ในโลกร่วมสมัย

ข้อเสนอนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร (แม้อาจจะไม่ได้เรียกร้องในระดับการสังคายนาใหญ่ก็ตาม) มีการพูดถึงเรื่องนี้มากมายในรอบหลายสิบปีที่ผ่านมา และมีการเสนอทางออกที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การทบทวนเรื่องยศถาบรรดาศักดิ์และการมอบพัดยศ ซึ่งนอกจากจะไม่ได้ช่วยในเรื่องการบริหารจัดการคณะสงฆ์ให้ดีสักเท่าไรแล้ว ยังเป็นส่วนสำคัญที่อาจทำให้พระทั้งหลายยึดติดในลาภยศสรรเสริญและอำนาจบารมีที่ถูกสมมุติขึ้น

การสร้างระยะห่างที่มากขึ้นระหว่างรัฐกับพุทธศาสนา และการเพิ่มความใกล้ชิดตลอดจนบทบาทในการดูแล ตรวจสอบ และควบคุมคณะสงฆ์โดยพุทธศาสนานิกชนที่เป็นฆราวาส

กล่าวให้ชัดคือ ลดอำนาจและโครงสร้างบริหารแบบราชการของรัฐที่แทรกตัวอยู่ในคณะสงฆ์ลง โดยเพิ่มอำนาจให้ผู้อุปถัมภ์วัดและชาวบ้านที่เป็นผู้ใช้บริการพิธีกรรมจากวัดเป็นผู้มีอำนาจกำกับควบคุมพระภิกษุได้โดยตรงมากขึ้น

การเรียกร้องการปฏิรูปเชิงโครงสร้างการบริหารคณะสงฆ์ที่มีการถ่วงดุลอำนาจและมีการออกแบบระบบการตรวจสอบความโปร่งใสต่างๆ ที่รอบคอบรัดกุมมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการเงินภายในวัดซึ่งมีเม็ดเงินหมุนเวียนเป็นจำนวนมหาศาลที่ไม่ควรปล่อยให้เป็นอำนาจตัดสินใจของเจ้าอาวาสเป็นหลักอีกต่อไป เพราะจะว่าไป เรื่องการเงินซึ่งเป็นเรื่องทางโลก ก็ไม่ควรอยู่แล้วที่พระภิกษุ (ซึ่งหากว่าตามอุดมคติแล้วต้องเป็นผู้แสวงหาการหลุดพ้น) ต้องเข้ามายุ่งเกี่ยว

ดังนั้น การมอบอำนาจนี้ให้แก่เจ้าอาวาสอย่างล้นเกินในแบบที่ผ่านมา น่าจะถึงเวลาที่ต้องทบทวนกันอย่างจริงจังเช่นเดียวกัน

ในบรรดาโครงสร้างที่ต้องสังคายนาใหม่ การกำหนดอำนาจของเจ้าอาวาสในการบริหารจัดการพื้นที่วัดเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่ต้องรีบปฏิรูปโดยเร่งด่วน

อำนาจในส่วนนี้เป็นที่มาของทรัพย์สินเงินทองมหาศาล อำนาจในส่วนนี้ฉุดรั้งให้พระภิกษุต้องมาข้องเกี่ยวกับเรื่องทางโลก ต้องมาทำหน้าที่เหมือนนักธุรกิจ นักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ นักลงทุน ไปจนถึงผู้ปล่อยเช่าที่ดิน อำนาจในส่วนนี้หอมหวนและเย้ายวนฆราวาสให้เข้าหาพระภิกษุ มิใช่เพื่อแสวงหาทางหลุดพ้นแต่แสวงหารายได้และผลประโยชน์ส่วนตัว

หากย้อนกลับไปหาคำกล่าวของหลวงปู่ไดโนเสาร์ที่เปรียบเปรยการหาพระแท้เหมือนการร่อนทองออกจากดิน การสังคายนาอำนาจของเจ้าอาวาสเหนือที่วัดก็เปรียบได้ดังการสร้างเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการร่อนแยกทอง (พระแท้) ออกจากดิน (อลัชชี) นั่นเอง

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024


เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน