เมนูข้อมูล | นายดาต้า
ช้างตายในใบบัว
บทหนึ่งของ “โคลงโลกนิติ” เขียนไว้
“เบิกทรัพย์วันละบาทซื้อ มังสา
นายหนึ่งเลี้ยงพยัคฆา ไป่อ้วน
สองสามสี่นายมา กำกับ กันแฮ
บังทรัพย์สี่ส่วนถ้วน บาทสิ้นเสือตาย ๚ะ๛”
โคลงโลกนิติ เป็นวรรณกรรมประเภทคำสอน ในลักษณะของโคลงสุภาษิต
โลกนิติ (อ่านว่า โลก-กะ-นิด) แปลว่า ระเบียบแบบแผนแห่งโลก
เป็นบทประพันธ์ที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ไม่ปรากฏนามผู้แต่งที่ชัดเจนเนื่องจากเป็นสุภาษิตเก่าที่ถูกนำมาร้อยเรียงเป็นคำโคลง
ต่อมา เมื่อถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) และมีพระประสงค์ให้มีการนำโคลงโลกนิติมาจารึกลงแผ่นศิลาติดไว้เป็นธรรมทาน เพื่อที่ประชาชนจะได้ศึกษาคติธรรมจากบทประพันธ์
เห็นข่าว สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ได้คะแนน ITA คุณธรรมความโปร่งใส ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในส่วนขององค์กรอิสระ เป็นอันดับ หนึ่ง
คือ สตง. (94.64 คะแนน)
ตามด้วย กกต. (93.47 คะแนน) และ ป.ป.ช. (93.18 คะแนน) ส่วนผู้ตรวจการแผ่นดินและ กสม. ก็ได้คะแนนเกิน 90
แล้วนึกถึงโคลงโบราณบทนี้
โคลงที่ชื่อว่า “บาทสิ้น” ต้องการสอนใจคือ หน่วยงานหนึ่งมีหน้าที่เลี้ยงเสือตัวหนึ่ง ได้งบประมาณวันละ 1 บาท มาซื้อเนื้อเป็นอาหารให้เสือกิน
แต่กินแล้วเสือไม่อ้วน จึงส่งเจ้าหน้าที่อีกคนมาตรวจสอบ พบว่าคนเลี้ยงเสือเบียดบังไป 1 สลึง เหลืองบฯ เลี้ยงเสือแค่ 3 สลึง แต่แทนที่จะลงโทษคนทุจริตกลับขอส่วนแบ่งบ้างอีก 1 สลึง ทำให้เสือยิ่งผอม เพราะเหลือแค่ 2 สลึงที่นำไปซื้อเนื้อให้กิน จึงตั้งคนที่ 3 มาสอบอีก แต่พอรู้ว่ามีคอร์รัปชั่นกลับขอแบ่งบ้าง เหลือเงินเลี้ยงเสือสลึงเดียว ยิ่งผอมไปใหญ่ เลยตั้งอีกคนมาสอบให้รู้แน่
ปรากฏเงิน 1 บาทหมด คนที่ 4 ขอแบ่งสลึงสุดท้ายไป เสือจึงตาย เพราะไม่เหลืองบฯ ซื้ออาหารให้กิน
“บาทสิ้นเสือตาย” สอนเตือนสติไว้แต่โบราณถึงการบริหารราชการที่เอาแต่ตั้งผู้ตรวจสอบการทุจริตซ้ำซาก
ประเทศไทยเราเป็นแบบนี้
เริ่มจากมีข้าราชการทุจริตเบียดบังงบปะมาณ หรือเอื้อประโยชน์ให้เอกชนเข้ามาหากินกับงานราชการโดยมิชอบโดยเรียกรับผลประโยชน์
เมื่อรับรู้ความไม่ชอบมาพากลหน่วยงานจึงตั้งผู้ตรวจสอบขึ้นมา และขยายเป็นตั้งหน่วยงานตรวจสอบในระดับต่างๆ ขึ้นมา
แต่แก้ปัญหาการคอร์รัปชั่นคดโกงของข้าราชการไม่เคยสำเร็จ ที่สุดตั้งเป็นองค์กรอิสระซ้อนขึ้นมามากมายแบบจะทุกขั้นตอนการทำงาน ตั้งแต่ สตง., ป.ป.ช., ตรวจเงินแผ่นดิน และอีกมากมาย
กระทั่งหน่วยงานเหล่านี้กลายเป็นอุปสรรคของการปฏิบัติราชการในหลายมิติ ตั้งแต่เป็นเหตุสำคัญที่ทำให้งานราชการล่าช้า เหตุจากโครงสร้างเทอะทะ และขั้นตอนมากมายเป็นอุปสรรคทำให้เสียเวลา
ยิ่งไปกว่านั้นคือ เมื่อมีการขยายหน่วยงานที่มีหน้าที่จับผิดขึ้นมามากมาย ทำให้ผู้บริหารหน่วยงานราชการ และข้าราชการไม่กล้าตัดสินใจ มุ่งทำงานตามสั่ง แบบเช้าชามเย็นชามซึ่งป้องกันการจับผิดได้ดีกว่า ก่อเกิดสภาวะไร้ประสิทธิภาพ จนมีการเรียกร้องปฏิรูปแต่ไม่เคยทำได้
เพราะต่างหาทางปกป้องกันเอง
ขณะที่อันดับและคะแนน CPI หรือดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชั่นดีขึ้น ซึ่งเป็นการวัดที่แข่งอันดับกันทั้งโลก ประเทศไทยปัจจุบันอยู่ที่อันดับ 109 จาก 180 ประเทศทั่วโลก
และเป็นช่วงที่ สตง.ได้รับการกล่าวขวัญด้วยข้อกังขาความไม่ชอบมาพากลมากมาย เช่นเดียวกับ กกต.ที่มีข้อครหาในเชิงสมคบคิดอย่างมีวาระซ่อนเร้นทางการเมือง
หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบอย่าง ป.ป.ช.กลับมีผลการศึกษาออกมาให้คะแนนคุณธรรม และความโปร่งใส สูงลิบลิ่วเกือบเต็มร้อย ฝืนต่อความรู้สึกนึกคิดของประชาชนทั่วไป เสี่ยงต่อการถูกมองว่าใช้อำนาจเพื่อปกป้องกันเอง อันเป็นวิถีของประเทศที่ไม่ใส่ใจการตรวจสอบโดยอำนาจประชาชน
สถาปนาหน่วยงานขึ้นมามากมายให้มีอำนาจล้นหลามโดยไม่ยึดโยงกับประชาชน
และใช้บทบาทตามอำนาจที่ให้กันเอง ปกป้องกันเองเพื่อปกปิดเรื่องราวที่ก่อความสงสัยว่า ไม่ชอบมาพากล
กล้าหาญถึงขั้นให้คะแนนกันเอง แบบเกือบเต็มร้อย ให้ประชาชนรับรู้ถึงการทำงานและสำนึกที่ยอดเยี่ยม
ทั้งที่ผู้คนทั้งบ้านทั้งเมือง ความสงสัยที่มีอยู่และเป็นไปนั้น
ตรงกันข้ามกับคะแนนความดีเด่น ที่อาศัยสร้างภาพลักษณ์ให้กันและกัน
