กาแฟดำ สุทธิชัย หยุ่น
ขว้างปริญญาทิ้งไป
เรียนปรัชญาดีกว่า!
ใครยังอยากมี “ด๊อกเตอร์” ห้อยท้ายชื่ออยู่บ้างครับ?
วันก่อนมีวัยรุ่นข้างบ้านคนหนึ่งถามผมว่า ทุกวันนี้เวลาเราเห็นคนเขียนชื่อว่า “ดร. …” ข้างหน้า เราตื่นเต้นเหมือนสมัยก่อนอยู่หรือเปล่า
ผมชักงงกับคำถาม แกไม่รอช้า รีบเสริมต่อเลยว่า
“ผมแค่แอบยักไหล่ครับ อ๋อ…แค่ด๊อกเตอร์เองเหรอ”
อ้าวทำไมคนรุ่นนี้คิดอย่างนี้?
แกให้ความรู้ผมเพิ่มเติมว่า “เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่าในเมืองไทย ปริญญาบางใบมันไม่ได้มาจากการนั่งหามรุ่งหามค่ำทำวิจัยหรอก แต่มาจากบัตรเครดิต บัญชีธนาคาร หรือเส้นสายทางสังคมต่างหาก”
ก็จริงของเด็กรุ่นใหม่ สมัยก่อนการได้ปริญญาเอกถือเป็นความภูมิใจระดับ “ขึ้นหิ้ง”
แต่ตอนนี้ในยุคที่ AI เขียนวิทยานิพนธ์ได้เร็วกว่าคนกดไมโครเวฟอุ่นข้าว
ปริญญากำลังจะกลายเป็น “ของสะสม” ที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมมากกว่าทางวิชาการ คล้ายๆ โทรศัพท์โนเกีย 3310 ที่เคยเจ๋งมาก
แต่วันนี้เอามาโชว์ได้แค่ในพิพิธภัณฑ์หรือกลุ่มแซวๆ ในโซเชียลเท่านั้น
วันนี้ค่านิยมสังคมไทยทำให้คำนำหน้า “ดร.” บางครั้งทำงานคล้ายโลโก้หรูบนกระเป๋าแบรนด์เนม ไม่ได้ซื้อมาเพื่อใช้งาน แต่ซื้อมาเพื่อโชว์
คนเห็นแล้วต้องร้อง “โอ้โห ดร.นะจ๊ะ!”
ทั้งที่บางทีเจ้าตัวอาจไม่เคยใช้ความรู้เหล่านั้นทำอะไรจริงๆ เลย
ฟังไปฟังมา ผมชักจะเห็นคล้อยกับเจ้าหนุ่มคนนั้นขึ้นมา
เพราะเราเห็นนักการเมือง นักธุรกิจ ยันดารา ยิ้มกว้างรับปริญญา
แต่เกิดคำถามว่า “ความรู้” ที่อ้างว่าเรียนมานั้นถูกนำไปใช้แก้ปัญหาสังคมหรือเศรษฐกิจสักแค่ไหน?
หรือเอาไว้แค่เป็นบัตรผ่านขึ้นเวทีดีเบตและติดนามบัตรเท่ๆ เท่านั้น
อยากได้ปริญญาแต่ไม่อยากเรียน? มีให้เลือกเป็นแพ็กเกจครบชุด!
“ทำวิทยานิพนธ์ให้”
“จ่ายเงินแล้วจบ”
หรือแบบแพ็กเกจสุดพิเศษ : “ซื้อยกเซ็ตตรี-โท-เอก”
เหมือนซื้อทัวร์ยุโรปพร้อมไกด์
แค่คุณจ่ายครบ ก็ได้ปริญญามาประดับบ้าน ไม่ต้องนั่งเรียน ไม่ต้องเครียดสอบ
และที่สำคัญ…ไม่ต้องปวดหัวกับการเขียนวิทยานิพนธ์ใดๆ ทั้งสิ้น!
ปัญหาคือเมื่อโลกเข้าสู่ยุค AI ที่ตรวจสอบได้หมด ใครเรียนจริง ใครซื้อ ใครลอก ปริญญาแบบนี้จะไม่ต่างจาก “ตั๋วหนังปลอม” ที่เอามาอวดเพื่อนว่าดูรอบพรีเมียร์มาแล้ว
ทั้งที่จริงๆ แค่โหลดจากเว็บเถื่อน
อีกหนึ่ง “เส้นทาง ดร.” ในเมืองไทยคือปริญญากิตติมศักดิ์
มหาวิทยาลัยแจกให้เป็น “ของขวัญ” มากกว่าจะเป็น “หลักฐานทางวิชาการ”
ไม่ต้องเรียน ไม่ต้องวิจัย ไม่ต้องอดหลับอดนอน เพียงแค่มีชื่อเสียง มีอำนาจ หรือมีเงินบริจาคหนาๆ คุณก็เดินขึ้นเวทีรับปริญญาได้อย่างสง่างาม
พร้อมกล้องสื่อมวลชนที่ถ่ายทอดสดเสียงพากย์อวยยศกันให้ล้นจอ
คนรุ่นใหม่คนนี้ท้าทายผมต่อว่า
ลองคิดดูสิครับ…ในยุคที่ AI เช็กข้อมูลได้ในไม่กี่วินาที มันก็จะบอกทันทีว่า “ดร.คนนี้แท้หรือกิตติมศักดิ์”
งานนี้ไม่ต้องกลัวเกรงใจอำนาจหรือสถาบัน เพราะ AI ไม่รู้จักคำว่า “เกรงใจ”
ลองสมมุติว่าเด็ก ม.5 อยากทำวิจัยเรื่องพลังงาน เขาแค่ถาม AI :
“ช่วยสรุปปัญหาพลังงานไทยใน 10 ปี พร้อมแนวโน้มอนาคต 20 ปี และเสนอโครงการที่เหมาะกับอีสานให้หน่อย”
ไม่ถึง 2 นาที AI ก็ปั่นรายงานพร้อมกราฟสีสวยๆ
ขณะที่อาจารย์มหาวิทยาลัยบางท่านอาจยังนั่งเปิด PowerPoint หาตัวอักษร Font Angsana อยู่เลย!
นั่นแปลว่าต่อไประบบ “ท่องตำราเพื่อสอบ” อาจหมดความหมาย
เพราะเด็กที่ใช้ AI เก่งๆ จะฉลาดกว่าและเร็วกว่า ดร. ที่ยังมัวแต่รำพึงรำพันว่า “ตอนสมัยข้าเรียนนะ…”
ผมเจอเพื่อนคนหนึ่งเมื่อเร็วๆ นี้ถามว่าลูกโตแล้วจะให้เรียนอะไร
แกตอบอย่างไม่ลังเลว่าลูกไม่สนใจปริญญาแล้ว แต่จะหันมาเรียนวิชาปรัชญาแทน
ผมนึกว่าฟังผิด ถามย้ำว่าจะให้ลูกเรียนปรัชญา ไม่เอาปริญญาเอกแล้วจริงๆ หรือ
แกเริ่มด้วยการบอกว่าสังคมทุกวันนี้ทุกอย่างถูกวัดด้วย “เงินเดือน” “รายได้” หรือ “ตำแหน่ง”
แม้วิชาปรัชญามักถูกมองว่าไร้สาระ เรียนไปก็ไม่สร้างงานตรงสาย จะเรียนไปทำไม?
แต่ความจริงคือปรัชญาสอนสิ่งที่ไม่เคยล้าสมัย – สอนให้ตั้งคำถามลึกๆ สอนให้คิดอย่างมีเหตุผล และสอนให้ถกเถียงโดยไม่จำเป็นต้องหาผู้ชนะผู้แพ้เสมอไป
ทำให้ผมจำได้ว่าเพิ่งอ่านพบงานวิจัยของ Michael Prinzing และ Michael Vazquez ในสหรัฐ ที่เก็บข้อมูลจากนักศึกษากว่า 649,000 คน ใน 804 มหาวิทยาลัย ระหว่างปี 1990-2019
ที่ผมว่าเจ๋งคือนักวิชาการคณะนี้ไม่ได้แค่ดูผลลัพธ์ตอนปีสี่ แต่เปรียบเทียบตั้งแต่ปีหนึ่ง โดยควบคุมปัจจัยพื้นฐานทั้งคะแนน SAT และนิสัยทางปัญญา (เช่น ความอยากรู้อยากเห็น ความถ่อมตนทางความคิด ความเข้มงวดเชิงเหตุผล และการเปิดใจกว้าง)
งานวิจัยนี้พบว่านักศึกษาปรัชญา GRE Verbal สูงกว่าค่าเฉลี่ย 33 คะแนน
คะแนน LSAT ก็ดีกว่าสาขาอื่น
และพวกเขามี Habits of Mind กับ Pluralistic Orientation ที่เด่นชัด – แปลว่าคิดลึก เปิดใจ ฟังต่างมุม และถกอย่างสร้างสรรค์
พูดอีกอย่างคือ เด็กปรัชญาไม่ได้เก่งตั้งแต่แรก แต่การเรียนปรัชญาทำให้เก่งขึ้นจริง
หลายคนหัวเราะว่า “เรียนปรัชญาไม่ practical” เอาไปใช้ทำอะไรในชีวิตจริงได้เล่า?
แต่เมื่อโลกที่ซับซ้อนขึ้นทุกวัน อาจจะตรงข้าม – เพราะปรัชญาสอนให้ตั้งคำถามกับสูตรสำเร็จที่สังคมเชื่อแบบไม่เคยคิด
AI อาจช่วยทำวิจัยได้ แต่ AI ไม่สอนให้คุณตั้งคำถามว่า “เราควรถามอะไร”
AI อาจให้คำตอบได้เร็ว แต่ปรัชญาสอนให้คุณแยกได้ว่า “คำตอบไหนสมเหตุสมผล”
AI อาจเขียนได้ทุกอย่าง แต่ปรัชญาสอนให้เราตั้งคำถามต่อว่า
“แล้วเราจะใช้มันยังไงให้เป็นประโยชน์จริงๆ”
สังคมที่เลิกถามคำถาม
ถ้าสังคมเลิกเรียนปรัชญาเพราะมัน “ไม่ทำเงิน” หรือ “ไม่ตรงสายงาน” เราก็กำลังตัดเครื่องมือที่ช่วยให้คนรุ่นใหม่กล้าคิด กล้าถาม และกล้าท้าทายสิ่งที่ไม่ถูกต้องออกไป
แล้วพอไม่มีใครถูกฝึกให้ถามคำถามลึกๆ อีกต่อไป…ใครจะเป็นคนกล้าถามคำถามที่สังคมไม่อยากได้ยิน?
เช่น : นโยบายนี้มันแฟร์จริงหรือเปล่า?
ปริญญานี้เรียนเองหรือซื้อมา?
หรือแม้กระทั่ง…สังคมเราต้องการ “ดร.” ไว้โชว์ หรือ “นักคิด” ไว้แก้ปัญหากันแน่?
ที่คนรุ่นผมน่าจะกลัวที่สุดคือในวันข้างหน้าจากนี้อีกไม่นาน (หรือมันอาจจะเกิดขึ้นแล้วในวันนี้) คำนำหน้า “ดร.” อาจไม่ใช่เครื่องหมายความน่าเชื่อถืออีกต่อไป
แต่จะกลายเป็นมีมที่คนรุ่นใหม่เอามาแซวว่า “ของสะสมราคาแพง”
เหมือนที่เราเคยพูดกันว่า “เธอยังใช้โนเกีย 3310 อยู่เหรอ เจ๋งดีนะ!”
ทั้งที่ตอนนี้มันกลายเป็นของเล่นในตู้โชว์ไปแล้ว
ตรงกันข้าม ปรัชญาอาจ practical หรือใช้ในชีวิตจริงมากกว่าที่เคยถูกมอง – เพราะมันสอนทักษะที่ไม่เคยตกยุค
คิดอย่างมีเหตุผล
ถกเถียงอย่างสร้างสรรค์
เปิดใจรับความต่าง
และสำคัญที่สุดคือมันทำให้เรากล้าตั้งคำถามกับสิ่งที่สังคมไม่อยากตอบ
บางทีสิ่งที่ถูกมองว่า “ไร้ประโยชน์ที่สุด” อาจกลายเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุดสำหรับอนาคตของสังคมประชาธิปไตย
ปริญญาอาจกลายเป็นกระดาษแพงๆ เอาไว้โชว์ลูกหลานว่า “สมัยนั้นพ่อเรียน 8 ปีเพื่อได้กระดาษใบเดียว”
แต่ปรัชญาอาจเป็นสิ่งที่ทำให้ลูกหลานรุ่นใหม่รอดในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลมั่วๆ และ AI ทุกทิศทาง
เพราะในขณะที่ปริญญากลายเป็น ของสะสม
ปรัชญากำลังจะกลายเป็นอาวุธลับของคนรุ่นใหม่
(กราบขออภัยเพื่อนๆ ที่เป็นด๊อกเตอร์ทั้งหลายไว้ในโอกาสนี้ด้วย…แต่ถ้าหลวมตัวอ่านถึงตอนจบก็อย่าไล่เตะผมนะครับ)
