bg-single

นักเรียนญี่ปุ่นที่จบมัธยมปลาย หางานได้ง่ายๆ

30.09.2025

บทความพิเศษ | สุภา ปัทมานันท์

นักเรียนญี่ปุ่นที่จบมัธยมปลาย

หางานได้ง่ายๆ

หลายคนไปเที่ยวงานเอ็กซ์โปญี่ปุ่น(関西万博)ที่โอซากาแล้วแวะกินอาหารที่ร้านซูชิโร่(スシロー)ได้พบกับผู้จัดการร้านสาวคอยต้อนรับลูกค้าด้วยสีหน้ายิ้มแย้มเป็นกันเอง พร้อมๆ กับพนักงานร้านที่ทำงานอย่างกระฉับกระเฉงเป็นที่ประทับใจ

เธอชื่อ เอรินา โอตะ(太田映梨奈)วัย 24 ปี ที่น่าสนใจคือ เธอเริ่มทำงานพาร์ตไทม์ที่ร้านซูชิโร่ตั้งแต่เรียนชั้นมัธยม 4 รู้สึกสนุกและชอบงานที่นี่ เมื่อจบชั้นมัธยมปลายเธอตัดสินใจไม่เรียนต่อมหาวิทยาลัยเพราะว่ายังไม่มีจุดหมายที่แน่ชัดว่าอยากเรียนอะไร แต่งานพาร์ตไทม์ที่ทำมาตลอดกลับทำให้รู้สึกว่าเป็นงานที่มีคุณค่า จึงสมัครเข้าเป็นพนักงานของร้าน

หลังจากทำงานได้ 6 ปี เธอได้เลื่อนขั้นขึ้นเป็นผู้จัดการร้านที่งานเอ็กซ์โป โอซากา

แปลกมากที่พนักงานร้านหลายคนอายุมากกว่าผู้จัดการร้าน แต่นั่นไม่เป็นปัญหา ทุกคนบอกว่าเธอรับผิดชอบและมอบหมายงานให้แต่ละคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทุกคนสบายใจและดีใจที่มีหัวหน้างานอย่างคุณโอตะ

เป็นที่ทราบกันดีว่า ปัจจุบันญี่ปุ่นขาดแคลนแรงงานอย่างมาก มีการนำเข้าแรงงานต่างชาติ แต่มีคนญี่ปุ่นจำนวนมากไม่อยากทำงานร่วมกับคนต่างชาติ จะสื่อสารอย่างไรก็ไม่เข้าใจกันเท่ากับคนชาติเดียวกัน นอกจากนี้ ยังมีความต่างทางด้านวัฒนธรรมอีก อยากทำงานกับคนญี่ปุ่นด้วยกันมากกว่า

ขณะนี้จึงมีความต้องการแรงงานของคนที่จบการศึกษาระดับมัธยมปลายมากขึ้น กล่าวได้ว่าเป็น “สงครามแย่งชิง” กันเลยทีเดียว

มีข้อมูลอัตราความต้องการแรงงานที่จบชั้นมัธยมปลายทั่วประเทศเมื่อเดือนมีนาคม 2025 ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นถึง 4.1 เท่า สูงที่สุดเท่าที่เคยผ่านมา เปรียบเทียบกับอัตราความต้องการนักศึกษาจบมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้น 1.75 เท่า ตลาดแรงงานขณะนี้จึงกลายเป็นของนักเรียนที่จบชั้นมัธยมปลายไปเสียแล้ว

นั่นหมายความว่า แต่ละคนไม่ต้องเสียเวลาเรียนอีก 4 ปีในมหาวิทยาลัย แล้วยังต้องรีบเร่งเตรียมตัวหางานทำตั้งแต่กำลังเรียนชั้นปีที่ 2 หรือชั้นปีที่ 3 ผ่านการสัมภาษณ์หลายบริษัท และยังต้องขับเคี่ยวกับผู้สมัครอื่นๆ อีก กว่าจะได้รับการพิจารณาเข้าทำงาน สำหรับคนเก่งก็ราวปลายชั้นปีที่ 3 แต่พอทำงานได้ไม่นาน ก็เริ่มรู้สึกว่าไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ไม่อยากอดทน คนที่ตัดสินใจลาออกตั้งแต่ยังอยู่ไม่ครบปีก็มีมากขึ้น

(อ่าน สุภา ปัทมานันท์ “โรคเดือนห้า(五月病)กับคนญี่ปุ่น” มติชนสุดสัปดาห์ 23 พฤษภาคม 2025)

ถ้าสถานการณ์เป็นเช่นนี้ เข้าทำงานตั้งแต่เรียนจบชั้นมัธยมปลาย ตอนอายุราว 18 ปี ใช้เวลาฝึกฝนและเรียนรู้การงานสัก 4 ปี ย่อมเข้าใจและคุ้นเคยกับระบบต่างๆ ในองค์กรได้ดีกว่าเพื่อนวัยเดียวกันที่เพิ่งเข้าทำงานตอนเรียนจบมหาวิทยาลัยไม่ดีกว่าหรือ?

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ระดับการศึกษาไม่ได้เป็นตัวกำหนดความสามารถในการทำงาน นอกจากนี้ ในด้านการเงินยังสามารถยืนบนลำแข้งของตัวเองได้เร็วขึ้น ไม่ต้องรบกวนพ่อแม่ และวางแผนเก็บเงินสำหรับอนาคตได้เร็วขึ้นอีกด้วย

ทางฝ่ายนายจ้าง ในสถานการณ์ขาดแคลนแรงงานอย่างมาก อยากได้แรงงานมาช่วยงานโดยเร็ว ไม่อยากรออีก 4 ปีจนแต่ละคนเรียนจบมหาวิทยาลัย ซึ่งก็ไม่มีอะไรรับรองว่าจะมีคุณภาพมากกว่าคนเรียนจบชั้นมัธยมปลายที่รับเข้ามาฝึกฝนจนชำนาญแล้ว

ในงานแฟร์หางานสำหรับนักเรียนมัธยมปลาย จัดขึ้นที่โอซากา เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา มีบริษัทต่างๆ ทั่วประเทศเข้าร่วมเกือบ 80 แห่ง อาทิ บริษัทผลิตรถยนต์ บริษัทด้านไอที บริษัทโลจิสติกส์ บริษัทรักษาความปลอดภัย เป็นต้น ต่างให้ความเห็นว่า มีนักเรียนจำนวนมากที่เรียนจบชั้นมัธยมแล้ว อยากเป็นผู้ใหญ่ อยากฝึกฝนความชำนาญติดตัวโดยเร็ว มีความกระตือรือร้น และอยากหาเงินด้วยตัวเอง เป็นความภูมิใจของคนวัยนี้

ข้อดีอีกประการหนึ่งคือ ไม่ต้องใช้เวลาอีก 4 ปีในมหาวิทยาลัยเพื่อค้นหาตัวเอง ซึ่งก็ยังไม่แน่ว่าจะหาเจอ ต่างก็คิดว่า “เริ่มเร็วกว่าก็รู้เร็วกว่า”

แต่ละบริษัทในงานแฟร์นี้จึงแข่งกันเสนอแพ็กเกจจูงใจมากมาย เช่น ออกค่าสมัครสอบใบประกอบวิชาชีพให้ โบนัสงามปีละ 2 ครั้ง ปีที่ผ่านมา 3.65 เดือน ไม่มีโอเวอร์ไทม์ ถ้ามีก็ไม่เกิน 3-5 ชั่วโมง สวัสดิการดี เงินเดือนขึ้นมากกว่า 2.5% ให้ดูเน็ตฟลิกซ์ฟรี ฯลฯ

ตอนนี้นักเรียนมัธยมปลายจึงเปรียบเสมือน “ไข่ทองคำ”(金の卵)ที่บริษัทจำนวนมากอยากได้มาทำงานโดยเร็ว

ระบบการรับสมัครงานสำหรับนักเรียนมัธยมปลายกับนักศึกษามหาวิทยาลัยในญี่ปุ่นแตกต่างกัน บริษัทติดต่อโรงเรียนเพื่อแจ้งตำแหน่งงานที่ต้องการ นักเรียนสามารถสมัครได้คนละ 1 บริษัทเท่านั้น ไม่เหมือนนักศึกษามหาวิทยาลัยที่ต้องส่งใบสมัครไปหลายบริษัทพร้อมๆ กัน การทำเช่นนี้มีข้อเสียคือ นักเรียนมัธยมอาจพลาดโอกาสเปรียบเทียบงานที่ตัวเองสนใจ

การรับน้องใหม่วัยรุ่นเข้ามาทำงานร่วมกับพนักงานรุ่นพี่ในบริษัท ก็ใช่ว่าจะราบรื่นเสมอไป หลายคนบอกว่าด้วยวัยที่ห่างกันเกินไป ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างวัย กว่าจะทำงานเข้ากันได้ก็ต้องใช้เวลาทำความคุ้นเคย บางคนยังไม่เคยทำงานพาร์ตไทม์ซึ่งต่างจากนักศึกษามหาวิทยาลัยแทบทุกคนมีประสบการณ์จากงานพาร์ตไทม์กันมากบ้างน้อยบ้างแล้ว ก็จะไม่ค่อยเข้าใจระบบการทำงาน รุ่นพี่ต้องเหนื่อยสอนงานกันตั้งแต่เริ่มต้น แต่ในทางตรงข้ามที่หลายคนคาดไม่ถึงคือ น้องใหม่ไฟแรงอยากรู้อยากเรียน สนใจซักถาม ก็เป็นแรงกระตุ้นบรรดารุ่นพี่ในที่ทำงานที่กำลังจะหมดไฟให้มีแรงฮึดได้

นักเรียนไม่น้อยที่มีความจำเป็นทางครอบครัวทำให้ต้องเบนเข็มมาทำงาน ไม่เรียนต่อมหาวิทยาลัย หากเป็นคนรักความก้าวหน้า ก็ตั้งใจเรียนรู้ ไต่เต้าสู่ตำแหน่งสูงขึ้นในที่ทำงานได้ เช่นเดียวกับคุณโอตะ ผู้จัดการร้านซูชิโร่ เป็นข้อพิสูจน์ได้ว่าความสามารถของคนไม่ได้ถูกกำหนดโดยระดับการศึกษา คนรอบข้างจึงไม่ควรมีอคติเกี่ยวกับระดับการศึกษา

ตลาดงานในญี่ปุ่นจึงมาถึงจุดเปลี่ยนแปลงความนิยมแบบเดิมๆ เปิดกว้างมากขึ้น ให้โอกาสคนตัวเล็กที่มีข้อจำกัดได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้สามารถไต่เต้าสู่เป้าหมายที่สูงขึ้นได้

ใครๆ ก็อยากทำงานในองค์กรที่เห็นคุณค่าของความพยายาม…

มากกว่าดูแค่เปลือก…



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“วรวงศ์” ห่วง FTA ไทย–ยูเออี “ได้ไม่คุ้มเสีย” ทำร้ายอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเตือนอย่าใช้ FTA เป็นเครื่องมือการเมืองช่วงซักฟอก
อดีต ปลัด มท.สุทธิพงษ์ ชี้แจงข้อเท็จจริงและข้อสังเกต ผลการตรวจสอบโครงการถังขยะเปียก ลดโลกร้อนฯ
อนุรักษนิยมไทยภายใต้ระบอบสีน้ำเงิน ?
กระทรวงเกษตรฯ ขอ ปชช.อย่าเพิ่งกังวล “UPOV1991” ยืนยันยังอยู่ระหว่างการศึกษาข้อดี-ข้อเสียอย่างรอบด้าน ลั่น! ต้องปกป้องผลประโยชน์เกษตรกร-คนไทยเป็นหลัก
จาก IoT ถึง AIoT ก้าวสู่โลก AI เต็มรูปแบบ
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (24) สาร วิถี และมิตรใหม่
เมนูแฟรงเก้นสไตน์ ทำตามได้แต่อาจพัง
รู้จัก ‘หนู’ ผ่านเพลง King Rat สิ่งมีชีวิตที่ทำให้เรืออับปางได้ ในมหาสมุทรแห่งความโลภ
นาฬิกา เวลา ความหรูหรา และราคาที่นักการเมืองต้องจ่าย
‘ศูนย์ศิลปะการแสดงแห่งชาติ’ ก็ไม่เว้น นามนั้น สำคัญไฉน ทรัมป์วางชื่อ ‘ทาบ’ JFK แต่ไม่สำเร็จ
ความลับของ ‘ความลับ’ กับการนิยามของศาลรัฐธรรมนูญ (1)
รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร เดาฉากทัศน์ ทศวรรษ 2570 ‘พลังคนเดือนตุลา คือพลังของคนตาย’