การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ
‘อำนาจพิเรนทร์’
อาจารย์พิรงรอง รามสูต กรรมการ กสทช. ได้แสดงความวิตกไว้ในที่ประชุมร่วมกับองค์กรวิชาชีพสื่อและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อ 12 กันยายน ศกนี้ ตอนหนึ่งว่า :
“จากกรณีเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 มีพิธีกรรายการโทรทัศน์ระดับชาติได้จัดรายการผ่านสื่อสังคมออนไลน์ กล่าวคำหยาบคาย ลบหลู่ดูหมิ่น เหยียดหยาม ล้อเลียน ตีตรา สร้างอคติและภาพเหมารวมแก่กลุ่มเปราะบาง ในกรณีนี้คือผู้ป่วยซึมเศร้าและผู้มีความหลากหลายทางเพศและสตรี…
“ความรุนแรงเป็นเรื่องที่ กสทช. ชุดนี้ให้ความสำคัญอย่างมาก ความรุนแรงที่ปรากฏในเนื้อหาสื่อ โดยเฉพาะในปัจจุบันที่สื่อลดต้นทุนการผลิตและไปเอาเนื้อหามาจากออนไลน์ ซึ่งมักเน้นความรุนแรง มีการเหยียด ตีตรา ไปจนถึงการสร้างความเกลียดชัง มานำเสนอต่อ…” (https://www.thairath.co.th/news/governmentpolicy/2882517)
ผมคิดว่าปรากฏการณ์ผิดแปลกปกติทางสื่อดังกล่าวอาจทำความเข้าใจได้โดยประยุกต์ใช้แนวคิดเรื่อง “อำนาจพิเรนทร์” (le pouvoir grotesque) ของ มิเชล ฟูโกต์ นักประวัติศาสตร์ระบบความคิดชาวฝรั่งเศสชื่อดังผู้ล่วงลับ (1926-1984)

(มิเชล ฟูโกต์ & ฉากละครเวทีเรื่อง Ubu Roi ที่ดลใจแนวคิดอำนาจพิเรนทร์ของเขา)
ฟูโกต์แนะนำแนวคิดนี้ไว้ในชุดคำบรรยาย ณ Coll?ge de France กรุงปารีสเมื่อปี 1975 เขาอธิบาย “อำนาจพิเรนทร์” ไว้โดยสังเขปว่ามันคือ :
“การเพิ่มผลลัพธ์แห่งอำนาจให้สูงสุดบนพื้นฐานแห่งการขาดคุณสมบัติของผู้ผลิตผลลัพธ์เหล่านั้นเอง” (“la maximalisation des effets de pouvoir ? partir de la disqualification de celui qui les produit” อ้างอิงจาก Michel Foucault, ” Le?on du 8 janvier 1975 “, les Anormaux. Cours au Coll?ge de France, 1974-1975, Paris, Ehess/Gallimard/Seuil, 1999)
อำนาจพิเรนทร์นับเป็นเทคโนโลยีทางอำนาจชนิดหนึ่งที่บ่งชี้ถึงวาทกรรมหรือการใช้อำนาจของบุคคลอย่างมิได้สัดส่วนกับคุณสมบัติหรือตำแหน่งฐานะที่เป็นจริงของเขา/เธอ ถึงแม้บุคคลนั้นจะดูดาดๆ พื้นเพธรรมดา หรือกระทั่งน่าหัวเราะเยาะด้วยซ้ำไป แต่กระนั้นเขา/เธอก็สามารถสำแดงผลลัพธ์แห่งอำนาจออกมาได้อย่างทะลวงลึก
มันสำแดงให้เห็นเป็นดรามาซึ่งการที่ใครก็หลีกหนีอำนาจไปไม่พ้น, ว่าแม้แต่บุคคลผู้น่าหัวเราะเย้ยหยันที่สุดก็ยังคงสามารถบังคับใช้กฎเกณฑ์ กำหนดวาทกรรมและลงโทษการเห็นต่างได้
อำนาจจึงไม่สูญเสียประสิทธิผลของมันไปแม้เมื่อผู้ใช้มันเป็นใครสักคนที่น่าหัวเราะเยาะ งี่เง่าหรือล้มละลาย ทางศีลธรรมแล้วก็ตาม ท่าทางของเขา/เธออาจดูเหมือนตัวตลกจำอวด แต่กลับยึดกุมสิทธิอำนาจไว้มหาศาล
อำนาจพิเรนทร์ไม่ใช่ภาวะวิปริตผิดปกติ หากเป็นอาการแห่งการทำงานของอำนาจ ซึ่งยังทำหน้าที่ได้เต็ม กำลังแม้เมื่อร่างทรงของอำนาจเป็นคนงี่เง่าไม่น่าเชื่อถือก็ตาม

ซินเธีย เฟลอรี & ตัวอย่างอำนาจพิเรนทร์ของผู้นำร่วมสมัยนานาชาติ : ประธานาธิบดีทรัมป์เต้นรำ, ประธานาธิบดีมิลเลแห่งอาร์เจนตินากวัดแกว่งเลื่อยไฟฟ้า, ประธานาธิบดีปราโบโวแห่งอินโดนีเซียเต้นรำ, นายกฯ ประยุทธ์โยนเปลือกกล้วยใส่สื่อ https://www.facebook.com/watch/?ref=saved&v=767569122818737)
ฟูโกต์ได้แรงดลใจเรื่องอำนาจพิเรนทร์นี้มาจากตัวเอกในละครเวทีเรื่อง Ubu Roi หรือพระราชาอูบู ประพันธ์ โดย Alfred Jarry (1873-1907) นักเขียนเรื่องเชิงสัญลักษณ์ชาวฝรั่งเศส ผู้เขียนละครตลกล้อเลียนเรื่องนี้ขึ้นและนำออกแสดงเมื่อปี 1896 ปรากฏว่ามันจัดแสดงได้ครั้งเดียวแล้วก็เลิก ค่าที่ผู้ชมขัดเคืองต่อความโกลาหลอลหม่านและลามกอนาจารของมัน ด้วยเนื้อหาที่คลุ้มคลั่งพิลึกพิเรนทร์ พลิกคว่ำกฎเกณฑ์ปทัสถานธรรมเนียมประเพณีทางวัฒนธรรม ทว่า ผู้เขียนและละครเรื่องนี้ได้รับยกย่องในกาลต่อมาว่าบุกเบิกถางทางให้แก่ละครแปลกวิสัย (Theatre of the Absurd) ในศตวรรษที่ยี่สิบ (https://www.britannica.com/biography/Alfred-Jarry)
Cynthia Fleury ศาสตราจารย์ด้านปรัชญาและจิตวิเคราะห์ชาวฝรั่งเศสได้ประยุกต์แนวคิดอำนาจพิเรนทร์ มาอธิบายปรากฏการณ์การเมืองปัจจุบันไว้ทางทีวี France Culture เมื่อเร็วๆ นี้ ในหัวข้อ “Se dirige-t-on vers un pouvoir grotesque?” (เรากำลังบ่ายหน้าไปสู่อำนาจพิเรนทร์กระนั้นหรือ?) ว่า :

อํานาจพิเรนทร์คือพลังในการแสดงมหรสพ (spectacle) ออกมาต่อสาธารณชน โดยผันแปรไปไม่หยุด หย่อนให้เป็นละคร เป็นดราม่า หยาบคายลามกอนาจารในความหมายตรงตัวตามศัพท์ กล่าวคือ จัดฉากให้มันเว่อร์ เกินเลย ไม่ชอบไม่ควร หยาบช้าลามก ดูหมิ่นเหยียดหยาม
ทุกวันนี้อำนาจพิเรนทร์ผลิตความบันเทิงเริงร่ารูปแบบหนึ่งออกมาเพราะมันประกบคู่เข้ากับสิ่งที่น่าเย้ยหยัน ก็แลสิ่งที่น่าเย้ยหยันนั้นทำให้ผู้คนยิ้มร่าหัวเราะเสมอ ค่าที่มันกระทบโดนแนวโน้ม/สันดานใฝ่ต่ำถ่อยเถื่อนในตัวผู้คน
อำนาจพิเรนทร์เป็นปรากฏการณ์ในสังคมมหรสพ มันเซาะกร่อนบ่อนเบียนสมาธิใส่ใจของคนเรา ให้เรากลายเป็นแค่ผู้ชม คนดู กระตุ้นพฤติกรรมแอบส่องจ้องมองของคนเรา
ของพิเรนทร์คือสิ่งที่ล่วงล้ำข้ามเส้นจำกัด บ่อนทำลายปทัสถานร่วมกันในสังคม รวมเลยไปถึงกระทั่งกฎหมายบ้านเมืองหรือสัญญาข้อตกลงระหว่างประเทศ
เหนืออื่นใด อำนาจพิเรนทร์ปลดปล่อยความพิลึกพิเรนทร์ในตัวเราแต่ละคนออกมา มันผลิตใบอนุญาตให้ เราทำตามแรงกระตุ้น/ความอยากโดยไม่ต้องหักห้ามไตร่ตรอง คล้อยตามแรงยั่วยวนอันเลวร้ายต่างๆ
ในฐานะนักเรียนรัฐศาสตร์ ผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่าแล้วอำนาจพิเรนทร์มันต่างจากอำนาจอธิปไตยแบบที่เรารู้จักมักคุ้น และอำนาจเชิงวินัยของระบบการลงทัณฑ์สมัยใหม่ที่ฟูโกต์พูดถึงในงานอีกชิ้นหนึ่งตรงไหนอย่างไร? (Michel Foucault, Surveiller et punir : Naissance de la prison, 1975)
ทำไงได้….ก็ลองถาม เอไอ (Google Gemini) ดูล่ะครับ ปรากฏอากู๋ตอบมาในรูปตารางเปรียบเทียบอย่างเป็นระบบเลยว่าดังนี้ : (Google Gemini@14 September 2025) ดูตารางเปรียบ
