Community Policing หัวใจตำรวจเต้นพร้อมชุมชน ไอเดียไม่หวาน ‘พล.ต.อ.ธัชชัย’
บทความโล่เงิน
Community Policing
หัวใจตำรวจเต้นพร้อมชุมชน
ไอเดียไม่หวาน ‘พล.ต.อ.ธัชชัย’
ด้วยความต้องคุมหน้างานป้องกันปราบปราม ทำให้ “บิ๊กหวาน” พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. นรต.รุ่นที่ 42 ดีกรี “รศ.ดร” จบ ปริญญาโท จาก Public Administration, Kentucky State University และปริญญาเอก Criminal Justice, Sam Houston State University สหรัฐอเมริกา ได้ศึกษาและสนใจไอเดีย ตำรวจของชุมชุน (Community Policing) มานานแล้ว เพราะเห็นว่าเป็นเครื่องมือป้องกันอาชญากรรมที่ทรงพลังที่สุด
แนวคิดนี้เริ่มต้นจาก เซอร์ โรเบิร์ต พีล ผู้ก่อตั้ง ตํารวจมหานครลอนดอน หรือสกอตแลนด์ยาร์ด เจ้าของคําพูดที่ว่า “ตํารวจคือประชาชน ประชาชนคือตํารวจ”
ประเทศแรกที่พัฒนากลยุทธ์ Community policing ขึ้นมาคือสหรัฐอเมริกา ด้วยตระหนักว่า กำลังและกฎหมายไม่เพียงพอที่จะสร้างความสงบสุขให้สังคมได้หากขาดความไว้วางใจจากประชาชน
ต่อมาเริ่มมีการใช้อย่างกว้างขวางในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น อังกฤษ แคนาดา ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เป็นต้น
โดยที่ญี่ปุ่น ริเริ่มมีป้อมตำรวจชุมชน รู้จักในชื่อโคบัง (Koban)
ยึดหลักการเป็นหุ้นส่วนระหว่างตำรวจกับประชาชนร่วมมือร่วมใจ ร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมกันในฐานะเจ้าของพื้นที่ และสร้างกลุ่มสนับสนุน ได้แก่ อาสาสมัคร องค์กรเอกชน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ปฏิบัติงานแบบ เกาะติดพื้นที่ควบคู่กับการกระจายการบริการ และผู้บังคับบัญชาทุกระดับ ต้องถือเป็นนโยบายสาคัญที่ต้องปฏิบัติ
เพราะฉะนั้นแก่นแท้ของ Community Policing คือแนวคิดที่ว่า “ประชาชนคือหุ้นส่วน ไม่ใช่ผู้ถูกควบคุม”
ตำรวจไม่ใช่เพียงผู้สั่งการหรือผู้ใช้กำลัง แต่เป็น “ผู้รับฟัง” “ผู้ร่วมคิด” และ “ผู้ร่วมแก้ปัญหา” กับคนในพื้นที่เดียวกัน
นั่นคือการเปลี่ยนจากภาพตำรวจบนหอคอย มาเป็นตำรวจในลานบ้าน เปลี่ยนจากความกลัว มาเป็นความเข้าใจ และเปลี่ยนจากการเฝ้าระวังแบบกล้องวงจรปิด มาเป็นการเฝ้าระวังแบบหัวใจที่เชื่อมโยงกัน
สําหรับสังคมไทย “Community Policing” มีความเป็นไปได้มากกว่าหลายประเทศในภูมิภาคนี้ เพราะพื้นฐานทางวัฒนธรรมคือ “ความเป็นชุมชน”
เรามีโครงสร้างสังคมแน่นหนา ตั้งแต่ระดับหมู่บ้านจนถึงชุมชนเมือง มีผู้นำชุมชน มีวัด โรงเรียน อสม. และเครือข่ายภาคประชาสังคมที่รู้จักกันและกันดีอยู่แล้ว
ถ้าตำรวจเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายนี้ด้วยความจริงใจ ไม่ใช่ในฐานะผู้มีอำนาจ แต่ในฐานะเพื่อนร่วมพื้นที่
เราจะได้ระบบ “เฝ้าระวังอาชญากรรมแบบธรรมชาติ” ที่มีประสิทธิภาพกว่าระบบเทคโนโลยีราคาแพงใดๆ
การที่ชาวบ้านยอมโทรหาตำรวจก่อนจะเกิดเหตุ แทนที่จะโทรหลังเกิดเหตุ คือสัญญาณว่าความสัมพันธ์เริ่มเกิดผล
เพราะความเชื่อใจไม่สามารถสร้างจากคำขวัญหรือโครงการ แต่ต้องสร้างจาก “การปรากฏตัวซ้ำๆ” ของตำรวจคนเดิม น้ำเสียงเดิม ความตั้งใจเดิม ที่ชาวบ้านเห็นและสัมผัสได้จริง
ปัญหาคือ Community Policing ต้องการเวลาและความต่อเนื่อง
ที่ระบบราชการแบบไทยๆ มักไม่เอื้อ ทั้งจากการโยกย้ายตำแหน่ง การเปลี่ยนพื้นที่ หรือการปรับนโยบายทำให้ตำรวจต้องเริ่มต้นสร้างความไว้วางใจใหม่ซ้ำๆ
ทำให้ความสัมพันธ์ที่เพิ่งเริ่มหยั่งรากจึงมักถูกตัดตอนก่อนออกผล ความต่อเนื่องจึงเป็นทั้งเงื่อนไขและกับดักของทฤษฎีนี้
อีกจุดอ่อนที่ต้องระวังคือ การถูก “ตีความผิด” จนกลายเป็นเพียงกิจกรรมสร้างภาพ เช่น ตำรวจลงพื้นที่ถ่ายรูป แจกของ ถ่ายคลิปโพสต์ลงเพจแล้วจบ
การทำแบบนั้นไม่ใช่ Community Policing แต่คือประชาสัมพันธ์ระยะสั้นที่ไม่ก่อให้เกิดทุนทางสังคมอย่างแท้จริง
สังคมไทยมีความพิเศษตรงที่ชุมชนยังมีความผูกพันในระดับบุคคลสูง ความรู้จักกันเป็นรายชื่อ รายหน้า ทำให้ “การเฝ้าระวังเชิงสังคม” มีประสิทธิภาพสูงหากได้รับการสนับสนุนที่ถูกทาง
ขณะที่อาชญากรรมในศตวรรษที่ 21 ไม่ได้อยู่แค่ในตรอกซอยมืด หรือในมุมอับเมืองใหญ่ได้เคลื่อนเข้าสู่โลกดิจิทัลที่ไร้พรมแดนบนหน้าจอมือถือ อยู่ในห้องแชต อยู่ในแอพพลิเคชั่น
ทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์, โรแมนซ์สแกม หลอกออนไลน์ หรือการฉ้อโกงทางการเงินข้ามพรมแดน หลอกเงินทั้งชีวิตของคนคนหนึ่งได้ในเวลาไม่กี่นาที เป็นปัญหาเกินกว่าที่ชุมชนจะรับมือได้เพียงลำพัง
โลกอาชญากรรมไม่เคยหยุดนิ่ง ถ้าตำรวจยังยึดแนวคิดเดิมๆ ว่าหน้าที่คือจับกุมอาจไม่ทันกับยุคที่สิ่งสำคัญกว่าคือ การป้องกันก่อนเกิดเหตุ
ดังนั้น การผสมผสาน Community Policing เข้ากับ Intelligence-Led Policing จึงเป็นแนวทางที่เหมาะสมที่สุดสำหรับยุคนี้
ให้ข้อมูลและเทคโนโลยีทำหน้าที่เป็น “สมอง” ส่วนหัวใจของชุมชนทำหน้าที่เป็น “มือและเท้า”
เมื่อตำรวจเข้าใจบริบทพื้นที่จากชุมชน และวิเคราะห์ความเสี่ยงจากข้อมูล เราจะได้ทั้ง “ความรู้เชิงพื้นที่” และ “ความรู้เชิงระบบ” ซึ่งเสริมกันอย่างทรงพลัง
ถ้าจะใช้ทฤษฎีเดียวต้องสร้างองค์ประกอบ 3 ประการ คือ
1. ความไว้วางใจ ต้องเป็นสินทรัพย์แรกองค์กรตำรวจ ไม่ใช่สิ่งที่ได้มาทีหลังจากการจับกุม
2. การมีส่วนร่วม ต้องเป็นกระบวนการ ไม่ใช่กิจกรรม ต้องมีเวทีให้ชุมชนร่วมออกแบบการแก้ปัญหาพื้นที่จริง
3. การใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี ต้องอยู่ในมือของตำรวจที่เข้าใจคน เข้าใจพื้นที่ และไม่ลืมว่าข้อมูลคือเครื่องมือ ไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
คำถามสุดท้ายที่สำคัญไม่แพ้กันคือ จะสร้าง “ตำรวจของชุมชน” หรือ “ชุมชนของตำรวจ”
หากตำรวจยังมองตนเองเป็นเจ้าหน้าที่รัฐที่มาปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่หนึ่งๆ เท่านั้น เขาจะไม่มีวันเข้าใจความละเอียดอ่อนของความสัมพันธ์ในชุมชนนั้นได้
แต่ถ้าตำรวจเริ่มมองว่าตัวเองคือส่วนหนึ่งของชุมชน คนที่ต้องอยู่และหายใจร่วมกับประชาชนในพื้นที่นั้น เขาจะเริ่มเห็นภาพของความสงบที่มีชีวิต ไม่ใช่แค่ “ความเงียบที่ถูกบังคับ”
เพราะสุดท้ายแล้วความสงบของสังคมไทยจะไม่เกิดจากการเพิ่มกล้องอีกพันตัว หรือเพิ่มกฎหมายอีกสิบฉบับ แต่จะเกิดจากวันที่ประชาชนรู้สึกว่า “ตำรวจอยู่ข้างเรา” และตำรวจเชื่อมั่นจริงๆ ว่า “ประชาชนคือพวกเรา”
วันนั้นแหละที่หัวใจของตำรวจ จะเต้นพร้อมกับหัวใจของชุมชนอย่างแท้จริง
เพราะฉะนั้นงานนี้ไม่หวาน สำหรับ พล.ต.อ.ธัชชัย ถึงขนาดต้องยกเครื่องงานป้องกันและปราบปรามเลยทีเดียว
