กำเนิดความจน และทำอย่างไรจึงจะสร้างความรู้สึกพอ | ณิชา พิทยาพงศกร
บทความพิเศษ | ณิชา พิทยาพงศกร
ไม่นานนี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินทางไปเรียนรู้การอยู่ร่วมกันแบบพหุวัฒนธรรมในประเทศมาเลเซีย ในวันท้ายๆ เราได้สำรวจย่านต่างๆ ในเมืองกัวลาลัมเปอร์ ทั้งย่านไชน่าทาวน์ ใจกลางเมืองที่เคยเป็นแหล่งค้าขายแต่เดิมของชาวจีน และกำลังแปลงโฉมเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีสีสัน ย่าน Little India ที่ชาวอินเดียมาตั้งรกรากอยู่ท่ามกลางความหลากหลายทางความเชื่อและศาสนา และย่านกำปงบารู ที่ยังรักษารูปแบบของหมู่บ้านแบบเก่าของชาวมาเลย์เอาไว้ ปัจจุบันกลายเป็นย่านที่พักราคาไม่แพงของแรงงานในเมือง
การก่อตัวขึ้นของย่านต่างๆ สัมพันธ์กับประวัติศาสตร์การจัดการเชื้อชาติต่างๆ ในมาเลเซีย เมื่อในสมัยที่มาเลเซียยังเป็นอาณานิคมของอังกฤษ อังกฤษได้จัดวางบทบาทของคนต่างเชื้อชาติไว้แตกต่างกัน ให้ชาวจีนทำการค้าขายในเมืองและเป็นแรงงานในเหมืองแร่ ชาวอินเดียถูกนำมาใช้เป็นแรงงานเพื่อปลูกยางพารา ในขณะที่ชาวมลายูที่อยู่มาเก่าก่อนมักอาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบท ทำการเกษตรและดำรงชีวิตด้วยวิถีชีวิตดั้งเดิมของตน
แม้จะอยู่ในประเทศเดียวกัน แต่แต่ละชุมชนก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมไม่พร้อมกัน ผู้ที่เข้ามาก่อนสะสมความได้เปรียบ (first-mover advantage) ทั้งในรูปแบบของเงินทุน ที่ดิน องค์ความรู้และอำนาจ ที่เพิ่มขึ้นตามเวลา
เมื่อเมืองเจริญขึ้น ชุมชนค้าขายของชาวจีน ยิ่งได้ประโยชน์จากที่ดินในเมือง และการศึกษาในเมืองก็ยิ่งพัฒนาเพื่อสร้างคนมาทำงานในระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ คนที่จบการศึกษาในเมืองยิ่งมีโอกาสหางานทำและใช้ชีวิตในเมืองเพื่อสั่งสมทุนได้มากขึ้น และมีองค์ความรู้ว่าทำอย่างไรให้เงินงอกเงย
ในขณะที่วิถีชีวิตของชุมชนแบบดั้งเดิมพึ่งพาอาศัยคนในชุมชนและธรรมชาติ เจ็บป่วยก็รักษาด้วยหมอพื้นบ้าน สามารถผลิตอาหารได้เอง แรงงานก็อาศัยความร่วมมือกัน ทำให้คนในชุมชนแบบดั้งเดิมไม่ได้ต้องพึ่งพาเงินเป็นเท่ากับคนในเมือง แต่เมื่อคนมาเลย์จากพื้นที่ชนบทจะเข้าไปใกล้ความเจริญในเมืองแล้ว ก็จะพบอุปสรรคมากมาย ทั้งด้านการเดินทาง การศึกษา และที่พักอาศัย ถึงแม้พวกเขาจะเคยมี “ความร่ำรวย” ในแบบดั้งเดิม เช่น มีที่ดินเพาะปลูก มีอาหารที่ผลิตเองได้ไม่ขาดแคลน แต่เมื่อเข้ามาสู่เมืองแล้ว ความร่ำรวยแบบนั้นแทบไม่มีความหมาย
“ความยากจน” ที่หมายถึงการมีเงินน้อยหรือไม่มีเงิน และ “ความร่ำรวย” ที่หมายถึงการมีเงินมาก จึงไม่ได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่เกิดขึ้นจากการเปรียบเทียบ เหมือน “แสง” เกิดขึ้นมาพร้อมกับ “เงา” “ความร่ำรวย” ก็กำเนิดขึ้นมาพร้อมๆ กับ “ความยากจน” ตราบใดโลกถูกขับเคลื่อนโดยระบบทุนนิยมและใช้เงินตราเป็นตัวกลางแลกเปลี่ยนมูลค่า ก็ยากที่จะทำให้ทวิลักษณ์ (duality) นี้หายไป และความเหลื่อมล้ำจึงเป็นผลพลอยได้ที่ไม่อาจปฏิเสธได้
และยิ่งวงจรของการเติบโตของทุนหมุนเร็วเท่าไร ผู้ที่มาก่อนก็ยิ่งวิ่งเร็วขึ้น ทิ้งห่างจากผู้ที่เข้ามาทีหลังไปไกลขึ้น และเมื่อความแตกต่างนี้ฝังแน่นลงไปในอัตลักษณ์ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ผนวกกับอคติที่มีอยู่เดิม ก็มีโอกาสนำไปสู่ความขัดแย้งรุนแรงได้ เช่น เหตุการณ์จลาจลนองเลือดระหว่างชาวมาเลย์และชาวจีนในปี 1969
ในกระบวนทัศน์ทั่วไปที่เกี่ยวกับการพัฒนาประเทศ นักพัฒนามักมองว่า ความร่ำรวยทางเศรษฐกิจคือตัวชี้วัดความก้าวหน้าของสังคมหนึ่งๆ และความเหลื่อมล้ำแก้ไขได้โดยการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของผู้ที่มีรายได้น้อย ให้ได้รับการสงเคราะห์ ไม่ก็ให้แข่งขันได้ในระบบทุนนิยม เช่น การสร้างการมีงานทำ การจัดหาที่อยู่อาศัยเพื่อผู้มีรายได้น้อย การศึกษาภาคบังคับให้ทุกคนต้องเรียน ฯลฯ
ผู้เขียนมองว่า มาตรการเหล่านี้สำคัญและจำเป็น แต่อาจไม่เพียงพอที่จะลดระยะห่างของชนชั้นได้ เหมือนเราให้นักวิ่งที่วิ่งช้าแถมยังออกตัวช้ากว่า ต้องวิ่งไล่ตามทันคนที่วิ่งเร็วแถมออกวิ่งก่อน ยังไงก็คงไม่มีทางวิ่งตามทัน ความเหลื่อมล้ำจึงเพิ่มมากขึ้นอย่างยากที่จะควบคุม ในขณะเดียวกัน ก็คงเป็นเรื่องยากและเสี่ยงที่จะถูกต่อต้านได้มาก หากมีมาตรการที่ลิดรอนสิทธิ์ของคนที่วิ่งนำไปก่อนอย่างโจ่งแจ้ง อย่างเช่น นโยบายภูมิปุตราของมาเลเซียที่เกิดขึ้นหลังเหตุจลาจล มีความพยายามเพิ่มโอกาสด้านการศึกษาและด้านเศรษฐกิจให้ชาวมาเลย์ ควบคู่กับการจำกัดสิทธิ์ของชาวจีนและอินเดียไปด้วย นโยบายนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาโดยตลอด และทำให้มาเลเซียเกิดภาวะสมองไหล เมื่อชาวมาเลเซียเชื้อสายจีนย้ายออกนอกประเทศไปศึกษาและทำงานที่อื่น เพราะรู้สึกว่าไม่ได้รับโอกาสเพียงพอ
อันที่จริง ยังมีอีกหลายวิธีการที่ทำให้วงจรของการสั่งสมทุนนั้นช้าลงและมีความฝืดอยู่บ้าง เช่น การเก็บภาษีมรดก (ที่เคยมีการพูดกันอยู่พักหนึ่งแต่ก็เงียบหายไป) เพื่อไม่ให้มีการสั่งสมทุนข้ามรุ่นที่มากเกินไป และการสร้างระบบรัฐสวัสดิการแบบถ้วนหน้าที่มีคุณภาพ
หลายคนอาจสงสัยว่า สวัสดิการแบบถ้วนหน้า
จะมีผลอะไรกับการลดการสั่งสมทุน
หรืออาจมองว่า เราควรให้สวัสดิการแก่ผู้มีรายได้น้อยเท่านั้น
แต่ผู้เขียนมองว่า สวัสดิการแบบถ้วนหน้า ที่ให้ทั้ง “คนมี” และ “คนไม่มี” นั้นมีอานิสงส์มากกว่าแค่การสงเคราะห์ผู้มีรายได้น้อย เพราะยังสามารถช่วยลด “ความกดดันว่าตัวเองต้องสั่งสมทุน” ของผู้มีรายได้ปานกลางและสูงได้ด้วย
เราจำเป็นอย่างมากที่จะต้องทำงานกับความรู้สึกของคนเหล่านี้ เพราะเมื่อพวกเขาถูกขับเคลื่อนด้วยความกลัวว่าตัวเองมีไม่พอ พวกเขาสามารถปั่นให้วงจรสั่งสมทุนวิ่งไวขึ้น (ในขณะที่คนจนที่กลัวความยากจนเหมือนกัน อาจไม่มีอำนาจพอที่จะไปต่อกรกับระบบที่ทรงพลังได้) ลองจินตนาการถึงเจ้าของบริษัทที่รู้สึกว่าตัวเองกำลังไม่มั่นคง เขาก็จะหาทางทำเงินให้มากขึ้น เช่น กดขี่ลูกน้องให้ทำงานหนักขึ้นแต่ให้ค่าแรงเท่าเดิม จ่ายปันผลบริษัทให้ตนเองมากขึ้น หรือปลดคนออก เอาเทคโนโลยีมาแทน สุดท้ายแล้ว คนที่จะลำบากคือคนทำงานที่อยู่ในห่วงโซ่ชั้นล่างอยู่ดี
ยิ่งสวัสดิการรัฐที่มีปัจจุบัน ไม่ตอบโจทย์ของกลุ่มชนชั้นกลางและสูง พวกเขาก็ยิ่งหนีไปใช้บริการของเอกชนที่มีค่าใช้จ่ายสูง (เช่น ส่งลูกไปเรียนนานาชาติ ไปรักษาตัวในโรงพยาบาลเอกชน) ยิ่งมีเงินมาก ก็ยิ่งใช้มาก ยิ่งรู้ว่ามีไม่พอ พวกเขาก็ยิ่งต้องสั่งสมทุนและหากำไรจากระบบมากขึ้น
ผู้เขียนเคยใช้ชีวิตช่วงหนึ่งในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งถือว่ามีระบบรัฐสวัสดิการที่ดีมากประเทศหนึ่ง สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนสัมผัสได้คือ เพื่อนและครอบครัวของผู้เขียนที่ฝรั่งเศสมีความกังวลและความกดดันที่จะต้องสะสมเงินน้อยกว่าบ้านเรามาก เขาไม่รู้สึกว่าต้องมีเงินกองไว้เผื่อว่าจะส่งลูกเรียน เผื่อใครเจ็บป่วยต้องรักษาพยาบาล หรือเผื่อใช้ชีวิตตอนเกษียณ เพราะระบบรัฐสวัสดิการรองรับทั้งหมดนี้ไว้อยู่แล้ว เหมือนเป็นการดึงข้อดีจากสังคมชนบทแบบดั้งเดิมที่คนพึ่งพาอาศัยกันได้โดยไม่ต้องใช้เงิน มาทำให้เกิดขึ้นใหม่ โดยมีรัฐมาเป็นตัวกลาง
ตัวผู้เขียนเองเมื่อเริ่มทำงานที่ไทยก็รู้สึกประหลาดใจที่เห็นเพื่อนที่มีงานที่มั่นคงอยู่แล้ว ยังพูดถึงความจำเป็นในการลงทุนในหุ้น การออมเงินไว้เผื่อเกษียณ และการซื้อประกันสุขภาพเอกชน แต่เมื่อทำงานไปได้สักพัก ตัวเองก็เริ่มรู้สึกกดดันว่า เราต้องเก็บหอมรอมริบและต้องลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงยเหมือนกัน เพราะหากเกิดอะไรขึ้นในประเทศนี้ เรามีแต่จะต้องพึ่งพาตัวเองและเงินเก็บที่เรามี
มันก็น่าคิดว่า สังคมเราเดินมาถึงจุดนี้ได้อย่างไร จุดที่คนมีเงินแต่ยังรู้สึกขาดแคลน คนเริ่มรวยกลับรู้สึกจน
ดูเหมือนว่า “ความร่ำรวย” จะไม่ใช่แค่ตัวเลขในบัญชีธนาคาร แต่มันคือความรู้สึกมั่นคงและและรู้สึกว่ามีเพียงพอในจิตใจด้วย
หากเช่นนั้นแล้ว “ความร่ำรวย” ของประเทศก็ไม่ควรวัดได้ด้วยตัวเลขทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ควรพิจารณาด้วยว่า ประเทศนั้นสามารถทำให้ประชาชนทุกคน ไม่ว่าพวกเขาจะมีเงินมากหรือน้อย รู้สึกมั่นคงและรู้สึกว่ามีเพียงพอ แล้วหรือยัง
