บทความพิเศษ | สุภา ปัทมานันท์
ฐบาลญี่ปุ่นชุดปัจจุบันภายใต้การนำของ นางซานาเอะ ทาคาอิชิ(高市早苗)นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก เพิ่งเริ่มต้นเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2025 ที่ผ่านมา
หลังจากได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคแอลดีพี(自民党)เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม โดยต้องวิ่งวุ่นหาเสียงสนับสนุนในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี จากการที่พรรคแอลดีพีเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยอยู่แล้ว มิหนำซ้ำพรรคโคเม(公明党)พรรคร่วมรัฐบาลมา 26 ปีขอถอนตัวและไม่โหวตให้
จนในที่สุดได้พรรคอิชิน(日本維新の会)พรรคฝ่ายค้านอันดับสองมาเป็นพรรคร่วมในนาทีสุดท้ายก่อนวันโหวตเพียงหนึ่งวัน โล่งอกไปได้ ทุกอย่างผ่านไปด้วยดี
ไม่เพียงตลาดหุ้นนิคเคอิพุ่งขึ้นหลายวันเท่านั้น แต่คะแนนนิยมในรัฐบาลใหม่นี้ก็พุ่งพรวดสูงขึ้นกว่ารัฐบาลนายชิเงรุ อิชิบะ อย่างชัดเจน (อ่าน สุภา ปัทมานันท์ “นายกรัฐมนตรีหญิงญี่ปุ่นผงาดบนเวทีโลก” มติชนสุดสัปดาห์ 7 พฤศจิกายน 2568)
รับตำแหน่งยังไม่ครบสัปดาห์ นายกฯ ก็เดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดผู้นำ ASEAN ที่มาเลเซียเป็นงานแรกวันที่ 26 ตุลาคม ผู้นำชาติต่างๆ ต้อนรับผู้นำหญิงของญี่ปุ่นอย่างอบอุ่น
วันที่ 28 ตุลาคม ต้อนรับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิดีสหรัฐอเมริกาที่เยือนญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการในรอบ 6 ปี มีภาพสองผู้นำพูดคุยทักทายกันอย่างกันเอง
วันที่ 30 ร่วมประชุมสุดยอดผู้นำเอเปคที่เกาหลีใต้ พบกับนายอี แจ มยอง ประธานาธิบดีเกาหลีใต้เป็นครั้งแรก สองผู้นำทักทายกันอย่างมีมิตรภาพ
และวันที่ 31พบกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง มีภาพทั้งสองจับมือทักทายอย่างเป็นทางการและเคร่งขรึม
ภารกิจต่างประเทศเป็นจังหวะให้มีโอกาสเปิดตัวบนสองเวทีใหญ่ คือ การประชุมอาเซียน และการประชุมเอเปค การพบกับผู้นำมหาอำนาจสหรัฐอเมริกา นายโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อกลับมาญี่ปุ่น นางทาคาอิชิ จึงเริ่มต้นงานในประเทศ
สำนักข่าว JNN ของญี่ปุ่นสำรวจคะแนนนิยมรัฐบาลช่วงวันที่ 1-2 พฤศจิกายน หลังกลับมาถึงญี่ปุ่น คะแนนนิยมรัฐบาลที่เพิ่งเริ่มงานพุ่งสูงขึ้นเป็น 82% นับเป็นคะแนนสูงเป็นอันดับที่ 2 รองจากรัฐบาลนายจุนอิชิโร โคอิสุมิ(小泉純一郎)(88%) เมื่อปี 2001
หรืออีกนัยหนึ่งคือ สูงกว่านายกรัฐมนตรีชายคนก่อนๆ อย่างมาก
สังเกตว่าเป็นคะแนนนิยมจากคนหนุ่มสาววัยต่ำกว่า 30 ปีที่เพิ่มขึ้นอย่างผิดหูผิดตา และคะแนนของกลุ่มไม่นิยมพรรคใด ได้หวนกลับมาสนับสนุนนายกฯ หญิงผู้นี้
นักข่าวการเมืองสายทำเนียบฯ นายทาคุซาคุ มุโรอิ ได้สรุปให้เห็นกระแสความนิยมในรัฐบาลว่า ภายหลังรับตำแหน่งหัวหน้าพรรคแอลดีพีเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ประชาชน 66% ตอบ “สามารถคาดหวังในตัวนางทาคาอิชิได้” ผู้ตอบวัย 30 ปีสนับสนุนกว่า 82% ส่วนคุณลุงคุณป้าอยู่ที่ 52% และภายหลังรับตำแหน่งนายกฯ รวมเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน คะแนนนิยมรัฐบาลก็พุ่งขึ้นอีก 16% เป็นสิ่งที่พบเห็นไม่ง่ายเลย?
นายมุโรอิ ให้ความเห็นว่าเป็นเพราะการดึงพรรคอิชินมาร่วมรัฐบาล ผู้สนับสนุนของทั้งสองพรรคต่างก็เห็นด้วยเกิน 70%
และการทูตต่างประเทศของนายกฯ หญิงที่มีโอกาสเปิดตัวทันทีหลังรับตำแหน่งและทำได้ดีมากทำให้ได้คะแนนนิยมถึง 83% จึงยิ่งเป็นแรงเสริมดันคะแนนนิยมรัฐบาลให้เพิ่มขึ้นอีก และคะแนนเป็นไปในทางเดียวกันทั้งหญิงและชายด้วย
ท่าทีของนายกฯ หญิง ขณะเข้าหาและพูดคุยกับผู้นำประเทศต่างๆ มีความเป็นมิตร ผิดจากผู้นำชายคนก่อนๆ ที่ต้องรักษาท่าทีเคร่งขรึมและเป็นทางการ
แต่ถ้าดูคะแนนนิยมเฉพาะพรรคแอลดีพีเมื่อเปรียบกับช่วงเดือนสิงหาคมหลังการเลือกตั้งวุฒิสมาชิกสมัยนายอิชิบะ มีคะแนน 20% ขณะนี้มีคะแนนเพิ่มเป็น 28% ไม่ได้เพิ่มขึ้นจนวางใจได้ แต่น่าสนใจตรงที่เพิ่มขึ้นในประชาชนทุกช่วงวัย
ส่วนพรรคฝ่ายค้านทั้งพรรคอันดับหนึ่งและสาม คือพรรครัฐธรรมนูญเพื่อประชาธิปไตย(立憲民主党)และพรรคประชาธิปไตยเพื่อประชาชน(国民民主党)ต่างก็มีคะแนนลดลง
ส่วนพรรคอิชินที่เข้าร่วมรัฐบาล มีคะแนนเพิ่มขึ้น
ที่น่าสังเกตคือ พรรคซันเซ(参政党)พรรคน้องใหม่มาแรงที่ได้วุฒิสมาชิกถึง 13 ที่นั่งเป็นที่ฮือฮาเมื่อหลายเดือนก่อนกลับมีคะแนนในหมู่หนุ่มสาววัยต่ำกว่า 30 ปีลดลงจาก 23% เหลือเพียง 9% เท่านั้น ใดๆ ล้วนไม่จีรัง!
เกี่ยวกับความหวังเรื่องเศรษฐกิจ ปากท้อง 58% ตอบ “มีความหวังว่าจะดีขึ้น” ภายใต้รัฐบาลนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คนวัยทำงานช่วงวัย 30 ปีมีความคาดหวังสูงถึง 81% ส่วนที่คิดว่า “ไม่ดีขึ้น” มีราว 23% ล้วนเป็นคนวัยเกิน 40 ปี
หลังกลับจากต่างประเทศแล้ว วันที่ 4-6 พฤศจิกายน นายกฯ ต้องตอบกระทู้พรรคฝ่ายค้านแต่ละพรรคในการประชุมสมัยวิสามัญของรัฐสภา ส่วนใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับนโยบายด้านค่าครองชีพที่สูงขึ้น ตารางการทำงานที่แน่นมากถึงขนาดมีข่าวว่านายกฯ เรียกประชุมคณะทำงานกลางดึกตีสาม
ฝ่ายค้านถือเป็นประเด็นโจมตีว่าข้าราชการก็ต้องมีเวลาพักผ่อนส่วนตัว
นายกฯ ตอบว่าเรื่องนี้ต้องขออภัยชุดรักษาความปลอดภัยและคนขับรถประจำตำแหน่ง เห็นได้ว่านายกฯ รักษาคำพูดว่าจะ “ทำงาน ทำงาน และทำงาน” เมื่อได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคฯ อย่างนี้ก็ได้ใจผู้สนับสนุนไปอีก
ภารกิจสำคัญของนายกฯ ต่อจากนี้ ราวปลายเดือนพฤศจิกายนต้องจัดทำนโยบายด้านเศรษฐกิจให้สมบูรณ์ ไปร่วมประชุมสุดยอดผู้นำ G 20 ที่แอฟริกาใต้วันที่ 22-23 นี้ และราวต้นเดือนธันวาคม ต้องเสนอร่างแก้ไขเพิ่มเติมงบประมาณประจำปี 2026
วันที่ 17 ธันวาคมจะเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญมีเรื่องสำคัญคือ นโยบายเศรษฐกิจ การแก้ปัญหาค่าครองชีพ อาทิ การลดภาษีน้ำมัน การให้เงินช่วยค่าไฟฟ้าและแก๊สสำหรับฤดูหนาวนี้ การลดภาษีผู้บริโภคเหลือ 0% สำหรับอาหาร ซึ่งพรรคฝ่ายค้านเสนอให้ลดลงอย่างน้อย 2 ปี การขยับเพดานยอดรวมรายได้ในส่วนที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ของผู้มีรายได้ให้สูงขึ้น(年収の壁)
การเพิ่มงบประมาณด้านการป้องกันประเทศและแหล่งที่มาของงบประมาณส่วนนี้
กฎหมายเกี่ยวกับเงินสนับสนุนพรรคการเมือง การลดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การลดจำนวนชั่วโมงการทำงานสูงสุดให้ต่ำลง เป็นต้น
แต่ที่สำคัญคือต้องผ่านร่างงบประมาณประจำปี 2026 ภายในสิ้นเดือนธันวาคมนี้
มีเสียงสนับสนุนให้นายกฯ รีบยุบสภาในเร็วๆ นี้(早期解散)ขณะที่มีคะแนนนิยมสูงมาก แต่เสียงจากวงในคนใกล้ชิดนายกฯ เห็นว่าควรผ่านงบประมาณประจำปีให้ได้ก่อน หลังจากนั้นราวเดือนมกราคมน่าจะเป็นเวลาเหมาะสมให้มีการเลือกตั้งทั่วไป
เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายกฯ ให้สัมภาษณ์ผู้สื่อข่าวเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายนขณะอยู่ที่ประเทศเกาหลีว่า จะรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้เมื่อเข้ารับตำแหน่งว่าจะแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจ ค่าครองชีพของประชาชน ถือเป็นนโยบายเร่งด่วนที่สุดให้สำเร็จ จึงไม่มีเวลาแม้แต่จะคิดเรื่องยุบสภาเลย
นโยบายแต่ละเรื่องที่ต้องผลักดันให้สำเร็จ ล้วนไม่ใช่เรื่องเล็กๆ
จับตาดูความคาดหวังต่อนายกฯ หญิงนับจากนี้!
