bg-single

ลาวปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ แก้ไขรัฐธรรมนูญ-เปลี่ยนผู้นำ

14.11.2025

สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) กำลังย่างเข้าสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทางการเมืองของประเทศ ที่เริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก่อนที่จะลงเอยด้วยการเปลี่ยนแปลงตัวผู้นำประเทศครั้งใหญ่ ซึ่งกำหนดจะมีขึ้นในระหว่างการประชุมสมัชชาพรรคประชาชนปฏิวัติแห่งลาว (The Lao People’s Revolutionary Party หรือ LPRP) ที่เป็นชื่อเรียกอย่างเป็นทางการของพรรคคอมมิวนิสต์ลาว

จุดเริ่มของการปฏิรูปครั้งสำคัญนี้เกิดขึ้นเมื่อเดือนมีนาคม ต้นปีนี้ เมื่อสมัชชาแห่งชาติ องค์กรนิติบัญญัติของลาว ให้ความเห็นชอบต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อันเป็นการแก้ไขครั้งที่ 3 เท่าที่เคยมีมา ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างทางการปกครองของรัฐบาลครั้งใหญ่

แม้จะไม่มีรายละเอียดปรากฏเป็นรายมาตรา แต่ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า การปรับแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ จะช่วยให้องค์การบริหารในส่วนท้องถิ่นมีอำนาจเพิ่มมากขึ้น

สร้างเสริมพลังอำนาจในการเลี้ยงตัวเองในเชิงเศรษฐกิจ

และที่ขาดไม่ได้ก็คือ การขยายและส่งเสริมความพยายามในการปราบปรามคอร์รัปชั่นให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การปรับแก้รัฐธรรมนูญดังกล่าว เท่ากับเป็นการตอกย้ำการก้าวไปตามเส้นทางสู่ความเป็น “รัฐอิสระและเศรษฐกิจที่พึ่งพาตนเอง” ได้ในที่สุด

เป้าหมายดังกล่าวเป็นสโลแกนหลักที่ประธานาธิบดีทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศกำหนดขึ้นไว้ก่อนหน้านี้

วิสัยทัศน์ที่ว่านี้ มีจุดมุ่งหมายสำคัญเพื่อปกป้องอำนาจอธิปไตยของลาวผ่านการบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ และส่งเสริมการพัฒนาที่เป็นการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ซึ่งทั้งหมดนี้ สอดคล้องกับเป้าหมายที่จะทำให้ ลาวหลุดพ้นจากการเป็นหนึ่งในประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด ตามนิยามของสหประชาชาติให้ได้ภายในปี 2026 นี้ ที่จะเป็นสัญลักษณ์อันเป็นหมุดหมายสำคัญในวิวัฒนาการของชาติในช่วยหลายทศวรรษที่ผ่านมา

เช่นเดียวกัน การพัฒนาระบอบการปกครองที่มีประสิทธิภาพ ก็เป็นเป้าหมายสำคัญที่กำหนดไว้ในหลายแผนพัฒนาก่อนหน้านี้ ตั้งแต่ในระหว่างการประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 11 ในปี 2021 หรือใน แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 9 สำหรับช่วงปี 2021-2024 ล้วนกำหนดให้การปรับปรุงการบริหารและกลไกในการปกครองไว้ให้เป็นหนึ่งในสี่ยุทธศาสตร์สำคัญสุดยอด เพื่อ “สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจอย่างทั่วถึงผ่านการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่”

ในเดือนมีนาคม 2025 คณะกรรมการกลางพรรค ผ่านมติปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่ออกมา โดยที่บรรดาสมาชิกสมัชชาลงมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์

การปรับโครงสร้างดังกล่าวแล้วเสร็จสมบูรณ์ไปเมื่อเดือนกรกฎาคมทั้งในระดับส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น โดยมีการรวมเอากระทรวงต่างๆ ที่มีภารกิจทับซ้อนกันอยู่เข้าด้วยกัน

ควบคู่ไปกับการส่งเสริมให้เกิดการเข้ามามีส่วนร่วมของทุกระดับชั้นในพรรคต่อกิจกรรมใดๆ ที่จะเป็นการบูรณาการให้ความเป็นพรรคและรัฐเป็นหนึ่งเดียวกันได้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

กระทรวงนโยบายและการลงทุน ซึ่งแต่ไหนแต่ไร ได้ชื่อว่าเป็นกระทรวงระดับ “ซูเปอร์” ของลาว ถูกรวมเข้ากับกระทรวงการคลัง ตามแบบอย่างที่พบเห็นได้ในประเทศอย่างอินโดนีเซียและอินเดีย เพื่อหลีกเลี่ยงการมีอิทธิพลครอบงำของหน่วยงานด้านการกำหนดนโยบายและแผน

พร้อมกันนั้นก็หวังจะให้เกิดการบูรณาการการบริหารจัดการด้านการเงินในภาคเอกชนเข้ามาร่วมด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงและบรรเทาความเปราะบางทางการเงินการคลังและส่งเสริมประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายด้านการเงินการคลังพร้อมกันไปด้วย

กระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ ถูกหลอมรวมเข้ากับกระทรวงอุตสาหกรรมและพาณิชย์

ในขณะที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ถูกโยกไปรวมเข้ากับกระทรวงเกษตรและป่าไม้ แล้วเปลี่ยนชื่อกระทรวงเสียใหม่เป็น กระทรวงเกษตรกรรมและสิ่งแวดล้อม

ที่น่าสนใจก็คือ กระทรวงกิจการภายใน (มหาดไทย) ถูกยุบ โดยที่นำส่วนงานที่เป็นเชิงการจัดการบุคลากรไปไว้กับคณะกรรมการด้านบุคลากรของพรรค ส่วนงานด้านบริหารนั้น โอนไปให้กับบรรดากระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องในแต่ละด้าน โดยส่วนที่เหลือจะตกอยู่กับสำนักนายกรัฐมนตรี

ทำนองเดียวกับการโยกย้ายภาระรับผิดชอบด้านสื่อออกไปจากกระทรวงข่าวสาร วัฒนธรรมและการท่องเที่ยว นำไปมอบหมายให้อยู่ภายใต้คณะกรรมการการฝึกอบรมและโฆษณาชวนเชื่อของพรรค เพื่อเปิดทางให้กระทรวงรับผิดชอบเฉพาะงานด้านการท่องเที่ยวและวัฒนธรรมนั่นเอง

ในแง่ของการบริหารงานส่วนท้องถิ่นนั้น การปรับโครงสร้างในครั้งนี้ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการบริหารงานส่วนท้องถิ่นในแนวตั้งชึ้นด้วยเช่นกันเพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิรูปของส่วนกลาง

เป็นการก้าวครั้งใหญ่อีกก้าวไปสู่เป้าหมายการส่งเสริมและรังสรรค์ภาวะผู้นำในระดับรากหญ้าขึ้น ตามความที่กำหนดไว้ตั้งแต่ในครั้งการประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 9 เมื่อปี 2011 ซึ่งกำหนดให้มีการกระจายอำนาจการบริหารจากส่วนกลางออกไปเพื่อให้การปกครองส่วนท้องถิ่นมีความเข้มแข็งมากขึ้น

แน่นอน คนในตระกูลอย่าง สีสุลิด สีพันดอน หรือ พมวิหาน รวมทั้งบริวารใกล้ชิด จะยังคงเป็นแกนหลักของพรรค และยังคงมีอำนาจในการควบคุมการบริหารประเทศอยู่ต่อไป

แต่บรรดาเทคโนแครตทั้งหลายมีแนวโน้มว่าจะมีบทบาทและอิทธิพลมากขึ้นในการบริหารจัดการประเทศ โดยเฉพาะทางด้านเศรษฐกิจ เพราะการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในระหว่างการเปลี่ยนผ่านผู้นำในปี 2026 ที่จะถึงนี้

การเปลี่ยนแปลงในปี 2026 มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการนำประเทศที่เป็นไปได้ในสองทาง

หนึ่งคือ บรรดาคนเก่าคนแก่ในขบวนการปฏิวัติประเทศก่อนหน้านี้ อาจจะยังคงรักษาอำนาจและตำแหน่งหน้าที่อยู่ต่อไปได้อีกอย่างน้อย 5 ปี

กระนั้น คนเหล่านี้ก็จะถ่ายโอนอำนาจบางส่วนให้กับบรรดาเทคโนแครตภายในพรรคและภายในรัฐบาลได้รับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น

ไม่เช่นนั้น ก็อาจจะเป็นแนวทางที่สองซึ่งเป็นการเปิดทางให้บรรดาคนเก่าๆ ที่เคยอยู่ในขบวนการปฏิวัติประเทศก่อนหน้านี้ลาออกหรือเกษียณอายุไป และให้บรรดาเทคโนแครตทั้งหลายได้รับความไว้วางใจเข้ามาทำหน้าที่แทนมากขึ้น

ทั้งสองกรณีนั้น ล้วนแต่สะท้อนให้เห็นถึงอิทธิพลของ ทองลุน สีสุลิด ผู้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคและทำหน้าที่เป็นประธานาธิบดีของประเทศอยู่ในเวลานี้

เพราะเป็นผู้ริเริ่มและออกแบบสถาปัตยกรรมการเมืองใหม่นี้ให้กับลาว เพื่อเปลี่ยนผ่านประเทศไปสู่ความเป็นประเทศสมัยใหม่ มีระบบระบอบการปกครองที่ทันสมัย

ซึ่งจะกลายเป็นมรดกที่ตนเองหลงเหลือไว้ให้กับประเทศชาติสืบไป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘ความฝันในหอแดง’ : ความเป็นอนิจจังของระบอบศักดินาจีนที่ยิ่งใหญ่ (จบ)
เก้าสิบสามปีที่รอคอย : เมื่อหลัก 6 ประการของคณะราษฎรยังไม่เสร็จสมบูรณ์ในระบบประกันสังคม
ส่องลึกอิหร่าน: 8) อิหร่านกับอาวุธนิวเคลียร์
บันทึกจากคุก (Prison Notebooks) ของกรัมชี่ : ผลงานแห่งชีวิตที่ยิ่งใหญ่
ฟุตบอล 4 ควอเตอร์ ‘คูลลิ่งเบรก’ ที่ไม่ตอบโจทย์คนลูกหนัง
โมเดลความสำเร็จ ‘ซามูไรบลู’ ต้นแบบการลงมือทำแบบจริงจัง
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 26 มิถุนายน – 2 กรกฎาคม 2569
ผ่านจุดต่ำสุด แต่อย่าวางใจ
เปิดศึกซีดานไฟฟ้า-3 เส้ารถจีน ‘ORA 07-BYD Seal-Deepal L07’
ลาบหมูสับคั่วกรอบ
ฟักแม้ว
2519 เขาถูกหาว่าเป็นคอมมิวนิสต์ (ไม่ใช่ประเทศไทย)