‘สแกมเมอร์’ วาระแห่งชาติ กลไกเป็น ‘ง่อย’ เมื่อเจอ ‘ตอ’ ทำได้แค่พิธีกรรมและอีเวนต์
บทความโล่เงิน
หลังจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และรมว.มหาดไทย เป็นประธานแถลงข่าวการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี “รวมพลังคนไทย ต้านภัยสแกมเมอร์” ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เมื่อ 10 พฤศจิกายน
ปรากฏวันรุ่งขึ้น คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) มีมติยึดและอายัดทรัพย์นายชนนพัฒฐ์ นาคสั้ว ส.ส.สงขลา พรรคกล้าธรรม และผู้ที่เกี่ยวข้องกว่า 159 ล้านบาท
เนื่องจาก ปปง.ได้ตรวจสอบ วิเคราะห์รวบรวมหลักฐาน จนเชื่อได้ว่าทรัพย์สินดังกล่าวได้มาจากการจัดให้เล่นพนันออนไลน์
ต้องยอมรับว่ากรณีนี้ถือว่ายกระดับการตรวจสอบ เพราะไม่บ่อยนักจะเห็นนักการเมืองไทยถูกดำเนินการจริงจังตามกฎหมาย
บนเวทีงานแถลงข่าวที่ ตร.วันนั้น นายอนุทินเอ่ยว่า “ทราบดีประชาชนมีคำถามและบางคนอาจตั้งข้อสงสัยว่าในเครือข่ายอาชญากรรมเช่นนี้ มีคนของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องโดยหรือไม่ ขอเรียนให้ทุกท่านได้ทราบว่ารัฐบาลไม่เคยนิ่งนอนใจและรับฟังทุกเสียงสะท้อนที่เกิดขึ้น …”
ก่อนหน้านี้ที่ ปปง.เมื่อ 3 พฤศจิกายน นายกฯ ในฐานะกำกับดูแลหน่วยงานนี้ยอมรับว่า “มีความกดดันจากประชาชนและสังคม ตลอดจนประชาคมนานาชาติสูงมาก เนื่องจากปัญหาอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสแกมเมอร์
ถ้าไม่เฉียบขาด ไม่ใช่เฉพาะถูกตราหน้าว่าไม่มีผลงาน แต่สิ่งที่จะตามมาคือการแซงก์ชั่น (มาตรการลงโทษคว่ำบาตร) และถูกกีดกันจากนานาชาติ”
นั่นคือผู้นำประเทศรู้ดีว่า ขณะนี้ทุกสายตาจับจ้องมาที่ไทย เสมือนไข่แดงล้อมรอบด้วยเพื่อนบ้านเป็นศูนย์กลางอาชญากรรมไชเบอร์โลก
แต่ทำไมปฏิบัติการแก้ปัญหาไทยกลับล่าช้า ต่างตั้งคำถามว่ารัฐบาลมัวทำอะไรอยู่ ทั้งๆ ที่ชูเป็นวาระแห่งชาติ แล้วอายุรัฐบาลมีแค่ 4 เดือน
คนส่วนใหญ่ต่างสะท้อนว่ามีแต่อีเวนต์ปราบสแกมเมอร์ แต่ไร้ผลงาน
จนตั้งแง่ว่ากลัวลูบหน้าปะจมูก เพราะมีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ ทำให้การแก้ปัญหาไม่เห็นเป็นรูปธรรม
คนไทยอยากเห็นรัฐบาลแสดงบทบาทจริงจังลุกขึ้นมาปราบปราม ยึดทรัพย์ผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมฟอกเงินจากธุุรกิจสีเทาสแกมเมอร์ในประเทศเพื่อนบ้านเช่นเดียวกับหลายประเทศที่เดินหน้าไปไกลแล้ว
จนกลายเป็นว่าสถานการณ์โลกกดดันมาที่ไทย
ล่าสุด ฮ่องกงอายัดทรัพย์สิน “ปรินซ์ กรุ๊ป” และเฉิน จื้อ ผู้ก่อตั้ง “ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป” ไป 1.1 หมื่นล้านบาท
ก่อนหน้านี้ สหรัฐอเมริกาคว่ำบาตรผู้ที่เกี่ยวข้อง 146 ราย บริษัทกว่า 100 แห่ง ระบุเป็น “องค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ” ริบบิตคอยน์ 1.5 หมื่นล้านดอลลาร์
รัฐบาลอังกฤษอายัดคฤหาสน์มูลค่า 520 ล้านบาท ในย่านนอร์ทลอนดอน
สิงคโปร์อายัดหลายพันล้านบาท เช่นเดียวกับไต้หวันทั้งอายัดและจับกุมผู้เกี่ยวข้อง รวมทั้งเกาหลีใต้อายัด 2.1 พันล้านบาท
จากข้อมูล ตร. สถานการณ์สแกมเมอร์ในไทยปัจจุบันถึงแม้อยู่ในสถานะทรงตัวแต่ถือว่ายังน่ากังวล
โดยเฉลี่ยมีผู้ตกเป็นเหยื่อวันละ 1,000 ราย ความเสียหายเฉลี่ย 70 ล้านบาท
ส่วนสถานการณ์โลกจาก พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วยผบ.ตร. อ้างอิงสถิติของ Global Anti-Scam Alliance (GASA) พบว่า ทั่วโลกเสียหายขั้นรุนแรงสูงสุด 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
ภูมิภาคเอเชียโดนหนักที่สุด ประมาณ 6.88 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
ส่วนใหญ่เป็นพลเมืองจีนอ่วมที่สุดเพราะมีประชากร 1,400 กว่าล้านคน
แม้ว่าจีนปราบปรามจริงจังในหลายแหล่งสเเกมเมอร์ที่ใหญ่มากๆ อย่างที่เมืองเล่าก์ก่าย เมียนมา ติดกับชายเเดนจีน จับคนจีนได้ 5,000 กว่าคน ในนั้นมีคนไทยประมาณ 500 กว่าคนได้ถูกส่งกลับมา
แต่ปัญหาสแกมเมอร์ของจีนก็ยังอยู่ในสถิติที่สูงมาก
หรืออย่างในสหรัฐอเมริกาเอง ความเสียหายอยู่ที่ประมาณ 1.25 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำเนียบขาวได้สั่งตั้งหน่วยงานพิเศษมาจัดการโดยเฉพาะ
“สำนักงานตำรวจเเห่งชาติไทยได้พูดคุยหน่วยบังคับใช้กฎหมายของสหรัฐฯ อยู่ตลอด ยืนยันว่าเขาไว้ใจเรามากที่สุดเป็นพันธมิตรร่วมกันปราบปรามอาชญากรรมดังกล่าว เราได้เเลกเปลี่ยนข้อมูลกันโดยตลอด ปัญหาดังกล่าวรุนแรงและซับซ้อน”
ขณะที่สิงคโปร์ก็เสียหายถึง 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้หารือผู้เกี่ยวข้องหลายครั้ง ได้ความว่าเขาได้ตั้งกองบังคับการใหม่ขึ้นมาปราบเรื่องนี้เฉพาะตั้งมาประมาณ 5 ปีแต่ยังสาหัสอยู่ถึงปัจจุบัน
สำหรับแนวทางการแก้ปัญหา “ผู้ช่วย ผบ.ตร.” ยืนยันว่าต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือฐานสเเกมเมอร์ใน 3 ประเทศเพื่อนบ้านไทย ถ้าเขาร่วมมือไทยหรือร่วมมือกับนานาประเทศปราบปัญหาจะจบสิ้นโดยเร็ว
แต่หากไม่ให้ความร่วมมือ ต้องมีมาตรการแซงก์ชั่นด้านต่างๆ เช่น ไฟฟ้า อินเตอร์เน็ต เพื่อกดดันให้จัดการบ้านของเขา เพื่อให้คนในสังคมอยู่อย่างสงบสุขได้
เมื่อถึงบรรทัดนี้พอสรุปได้ว่า หน่วยงานราชการที่เป็นกลไกตรวจสอบทั้งหลายมีศักยภาพอยู่ แต่ประเด็นคือเมื่อสาวไปเจอนักการเมือง เหมือนเจอ “ตอ” ไปต่อไม่ได้
เพราะนักการเมืองที่อยู่ในอำนาจมีอิทธิพล ทำให้กลไกตรวจสอบเป็นเป็ดง่อย ไม่สามารถเดินต่อได้ จึงไม่มีความก้าวหน้าเหมือนประเทศอื่นๆ
นายกฯ อนุทินเคยพูดว่า “พวกผมกินเงินเดือน ภาษีจากประชาชน ดังนั้น การที่จะปกป้องหรือคุ้มครอง ทำคุณประโยชน์ให้ ก็คือ คนที่จ่ายภาษี จ่ายเงินเดือนให้กับพวกเรา นั่นคือ ประชาชน ขอให้เลิกกังวล เลิกพยายามคิดว่า กระแสข่าวที่ไปเกี่ยวข้องหรือขัดขวางการปราบเรื่องนี้ ขอให้มั่นใจว่า ทุกท่านที่ยืนอยู่ตรงนี้ขึ้นมาด้วยความสามารถของตนเองทั้งนั้น ไม่ได้ติดใครหรือมีหนี้บุญคุณที่ต้องชำระใคร นอกจากบุญคุณประเทศ และประชาชน”
ฉะนั้นท่านผู้นำต้องพิสูจน์คำพูดนี้ ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อรัฐบาลชู “สแกมเมอร์” เป็นวาระแห่งชาติ ต้องเป็นผู้นำปราบปรามในภูมิภาคนี้ ต้องเดินหน้าเต็มที่เพื่อแสดงให้ถึงความจริงใจแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ไม่ใช่ทำเป็นพิธีกรรมและอีเวนต์
