โดย ณิชา พิทยาพงศกร
เข้าใกล้วันเด็กทีไร ฉันมักเห็นเพื่อนฝูงลงรูปถ่ายวัยเด็กในโซเชียลมีเดียกัน หลายคนคงนึกถึงความทรงจำที่อบอุ่นวัยเด็ก แต่สำหรับคนไม่น้อย ความทรงจำวัยเด็กอาจไม่ได้เต็มไปด้วยความรู้สึกดีๆ เช่นนั้น
เนื่องในวันเด็กนี้ ฉันเลยอยากชวนคุณผู้อ่านกลับไปทบทวนวัยเด็กของตัวเอง ว่าก่อนคุณอายุ 18 ปี คุณเคยเจอประสบการณ์ใดบ้างใน 10 ข้อนี้ โดยรวมแล้ว คุณตอบว่า “ใช่” ไปกี่ข้อ
1. ผู้ปกครองหรือผู้ใหญ่ในบ้านเคยด่าคุณ ดูถูกคุณ หรือทำให้คุณรู้สึกกลัวว่าจะถูกทำร้ายบ่อยครั้งหรือไม่
2. ผู้ปกครองหรือผู้ใหญ่ในบ้านเคยผลักคุณ ตบคุณ ตีคุณจนมีรอยช้ำหรือบาดเจ็บหรือไม่
3. ผู้ใหญ่หรือคนที่โตกว่าคุณอย่างน้อย 5 ปี เคยสัมผัสหรือลูบคลำคุณในทางเพศ หรือบังคับให้คุณสัมผัสร่างกายของพวกเขาในทางเพศหรือไม่
4. คุณเคยรู้สึกบ่อยๆ ว่าไม่มีใครในครอบครัวรักหรือรู้สึกว่าคุณสำคัญหรือไม่
5. คุณเคยรู้สึกบ่อยๆ ว่าไม่มีอาหารเพียงพอกิน ต้องใส่เสื้อผ้าสกปรก หรือไม่มีใครปกป้องคุณหรือไม่
6. ผู้ปกครองของคุณเคยหย่าหรือแยกทางกันหรือไม่
7. แม่ (หรือแม่เลี้ยง) ของคุณ เคยถูกผลัก จับ ตบ ขว้างของใส่ หรือถูกทำร้ายร่างกายบ่อยครั้งหรือไม่
8. คุณเคยอยู่กับคนที่มีปัญหาการดื่มเหล้าหรือติดยาเสพติดหรือไม่
9. มีคนในครอบครัวที่เป็นโรคซึมเศร้า มีปัญหาสุขภาพจิต หรือเคยพยายามฆ่าตัวตายหรือไม่
10. มีคนในครอบครัวเคยถูกจำคุกหรือไม่
คำถามเหล่านี้เรียกว่า ACE Questionnaire หรือแบบสอบถามประสบการณ์เลวร้ายในวัยเด็ก (Adverse Childhood Experiences) ไม่ว่าคุณจะได้คะแนนเท่าไร ฉันอยากให้คุณถือมันไว้ในใจก่อน เราจะมาดูกันว่า ที่มาของคำถามเหล่านี้มาจากไหน
จุดกำเนิดของ ACE : จากงานวิจัยลดความอ้วนสู่ความเข้าใจบาดแผลวัยเยาว์
ในปี 1985 ดร.วินเซนต์ เฟลิตติ แพทย์ผู้บุกเบิกโปรแกรมลดน้ำหนักที่โรงพยาบาล Kaiser Permanente ซานดิเอโก พบกับปรากฏการณ์ประหลาด คนไข้ของเขาหลายคนที่ลดน้ำหนักได้มากกลับออกจากโปรแกรมกลางคัน โดยเฉพาะคนไข้ที่อ้วนมากที่สุดและลดน้ำหนักได้มากที่สุด มักจะเลิกเมื่อเข้าใกล้น้ำหนักเป้าหมาย
เขาพยายามซักถามประวัติไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไปเจอข้อเท็จจริงที่น่าตกใจว่า คนไข้เหล่านี้ประมาณครึ่งหนึ่ง เคยถูกล่วงละเมิดทางเพศในวัยเด็ก เมื่อลองสอบประวัติคนไข้อื่นๆ ที่ลดน้ำหนักไม่ลงเช่นกัน ก็พบว่าเคยมีประสบการณ์คล้ายคลึงกัน เขาเริ่มสงสัยว่า เหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นก่อนวัย 18 ปี อาจมีส่วนในการกำหนดชีวิตของคนได้มากกว่าที่คิด
ปี 1990 เมื่อเฟลิตติไปนำเสนอข้อค้นพบนี้ที่งานประชุมเรื่องโรคอ้วน เพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่ไม่เชื่อ บ้างก็กล่าวหาว่าเป็นเรื่องแต่ง แต่มีนักระบาดวิทยาคนหนึ่งจากศูนย์ควบคุมโรคและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐ (CDC) ที่สะดุดใจกับข้อมูล และเสนอให้เฟลิตติทำการศึกษาขนาดใหญ่ เรื่อง ACE ร่วมกันกับ CDC
พวกเขาพัฒนาคำถาม 10 ข้อขึ้นมา เพื่อสำรวจว่ามีคนมากน้อยแค่ไหนที่มีประสบการณ์บาดแผลวัยเด็ก ระหว่างปี 1995-1997 มีคนกว่า 17,000 คนได้ทำแบบประเมินนี้
ยิ่งถูกเท่าไร ยิ่งเสี่ยงเท่านั้น
ผลการสำรวจออกมาน่าตกใจ เพราะความทุกข์ในวัยเด็กชุกกว่าที่คิด มีผู้ใหญ่ถึงเกือบสองในสามคน (64%) ที่เคยประสบ ACE อย่างน้อย 1 ข้อ และ 1 ใน 6 คน (17%) ตอบว่าใช่มากกว่า 4 ข้อ ที่น่าสนใจคือ สถานะทางเศรษฐกิจหรือพื้นเพของครอบครัวไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าจะปลอดภัยจากบาดแผลวัยเด็ก เพราะผู้เข้าร่วมการศึกษาส่วนใหญ่เป็นคนชนชั้นกลาง ผิวขาว 74% จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย มีงานทำและมีประกันสุขภาพที่ดี ผลการสำรวจนี้ยังทำให้นักวิจัยค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างบาดแผลวัยเด็กกับความเสี่ยงด้านสุขภาพตอนโต
คนที่มี ACE score 4 ข้อขึ้นไป มีความเสี่ยงพยายามฆ่าตัวตายสูงขึ้น 12 เท่า เสี่ยงติดเหล้าสูงขึ้น 7 เท่า และเสี่ยงใช้ยาเสพติดสูงขึ้น 10 เท่า คนที่มี ACE score 6 ข้อขึ้นไป มีอายุขัยสั้นลงเกือบ 20 ปี นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงสูงต่อโรคหัวใจ มะเร็ง โรคปอด โรคตับ โรคอ้วน และโรคเบาหวาน
ทำไมบาดแผลวัยเด็กจึงส่งผลระยะยาว?
งานวิจัยด้านประสาทวิทยาอธิบายว่า เมื่อเด็กอยู่ในสภาพแวดล้อมที่คุกคามหรือไม่ปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ระบบตอบสนองความเครียดของร่างกายจะทำงานหนักเกินไป (toxic stress) การสัมผัสกับฮอร์โมนความเครียดระดับสูงเป็นเวลานานส่งผลต่อพัฒนาการของสมอง โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมอารมณ์และการตัดสินใจ สมองของเด็กเหล่านี้ถูก ‘โปรแกรม’ ให้อยู่ในภาวะเตรียมพร้อมรับมือกับอันตรายตลอดเวลา ทำให้ยากที่จะกลับสู่สภาวะสงบได้
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นี่ไม่ใช่คำตัดสินชีวิต หากคุณตอบถูกหลายข้อแต่ยังเติบโตมาได้อย่างดี นั่นแปลว่าคุณอาจมีปัจจัยป้องกันที่ช่วยให้ก้าวผ่านมาได้ ไม่ว่าจะเป็นใครสักคนในครอบครัวที่รักคุณ ครูที่เข้าใจ หรือเพื่อนที่ไว้ใจได้ แต่หากคุณกำลังรู้สึกติดหล่มในชีวิต มีเจ็บป่วยทางกายและทางใจที่หาสาเหตุไม่ได้
นี่อาจเกิดจากบาดแผลวัยเด็กที่ยังไม่ลบเลือนก็เป็นได้
สถานการณ์ในไทย
ฉันยังไม่พบว่ามีการสำรวจ ACE ในวงกว้างในไทย แต่จากที่เคยได้พูดคุย เก็บข้อมูลจากเด็กๆ บางพื้นที่ แล้วทาบกับแบบสอบถามนี้ในใจ ก็ต้องตกใจว่า หากเด็กๆ หลายคนนั่งทำแบบทดสอบนี้ พวกเขาคงตอบว่าใช่ไปเกินครึ่ง นอกจากเด็กๆ ไม่รู้ คุณครูหลายคนก็ไม่รู้ด้วยว่ากำลังทำงานกับเด็กที่มีบาดแผล และพ่อแม่ที่เคยมีบาดแผลในวัยเด็กเอง หากไม่เคยได้รับการเยียวยา ก็มักไม่รู้ตัวว่ากำลังส่งต่อความทุกข์นั้นให้ลูก ผ่านพฤติกรรมที่พวกเขาเรียนรู้มาจากการเลี้ยงดูในอดีต แต่วงจรนี้สามารถตัดได้
ขณะนี้ในต่างประเทศมีการสร้างความรับรู้ มีการอบรมให้นักการศึกษา คนที่ทำงานกับเด็กและเยาวชน ตระหนักรู้ว่าเด็กๆ ที่เราทำงานด้วยอาจมีแผลใจ (trauma) ติดตัวมา และครูจะรับมืออย่างไร โดยไม่เพิ่มความรุนแรงให้บาดแผลเก่า และนำไปสู่การเยียวยา (trauma-informed care) แต่ก็ยังไม่เห็นว่ามีการพูดถึงเรื่องนี้ในแวดวงการศึกษาไทย
สำหรับพ่อแม่ในต่างประเทศ มีการสนับสนุนในหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นโปรแกรมเยี่ยมบ้านสำหรับครอบครัวเปราะบาง การสำรวจความเครียดของพ่อแม่เพื่อให้ความช่วยเหลือทันท่วงที และในประเทศไทยเริ่มมีการทดลองโมเดลที่น่าสนใจ เช่น การดูแลเด็กโดยใช้ชุมชนนำ (เครือข่ายครอบครัวยิ้ม) หรือการแจกกล่องแรกเกิดและเยี่ยมบ้านครอบครัวเปราะบาง แต่ยังทำในพื้นที่จำกัด
คงจะดีไม่น้อย หากมีการใช้แบบสำรวจ ACE ในประเทศไทย และมีข้อมูลสถิติที่ทำให้รู้ว่า สถานการณ์ความเครียดของเด็กและเยาวชนเป็นอย่างไร มีแนวโน้มดีขึ้นหรือแย่ลงเมื่อเทียบกับคนแต่ละรุ่น และควรมีการสำรวจสถานการณ์ความรุนแรงในครัวเรือนอย่างต่อเนื่องเป็นประจำ หากเรามีข้อมูลเหล่านี้ เราอาจบรรเทาสถานการณ์ในบางครอบครัวก่อนที่มันจะกลายเป็นบาดแผล เด็กที่ได้รับความรุนแรงแล้วอาจเข้าสู่กระบวนการเยียวยาได้เร็วขึ้น พ่อแม่ หรือปู่ย่าตายายที่เป็นผู้ดูแล คงได้รับการสนับสนุนให้ดูแลเลี้ยงดูลูกด้วยจิตวิทยาเชิงบวกมากขึ้น อาจเกิดโมเดลนวัตกรรมทางสังคมใหม่ๆ สำหรับเด็กกำพร้า เด็กในครอบครัวที่พ่อแม่ติดยาเสพติด หรืออยู่ในเรือนจำ หรือในครอบครัวเปราะบางที่พ่อแม่มีความเครียดสูงและเสี่ยงที่จะเลี้ยงดูด้วยความรุนแรง
คำขวัญก็ดี แต่ไม่ควรมีแค่คำขวัญ
กลายเป็นธรรมเนียมไปแล้วว่า ทุกปี นายกฯ ก็จะมอบคำขวัญวันเด็กให้กับเด็กๆ และสื่อก็จะรายงานว่าคำขวัญปีนี้คืออะไร แต่ฉันรู้สึกว่านี่เป็นของขวัญที่เล็กน้อยเกินไป และล้าสมัยเหลือเกินในโลกที่คำคมหาง่ายเพียงไถฟีด และหากเด็กต้องการคำขวัญจริง จะให้เอไอเสนอมาให้ทีละเป็นร้อยคำขวัญก็ยังได้ สิ่งที่เด็กต้องการมากกว่า น่าจะเป็นความทรงจำที่ดีในวัยเยาว์ ความอบอุ่นในบ้านและความใส่ใจที่โรงเรียน ซึ่งทำให้เขาพร้อมเติบโตไปอย่างมั่นคงทั้งกายและใจ
ของขวัญที่รัฐบาลจะมอบให้เด็กได้ คือนโยบายที่สนับสนุนครอบครัวให้ดูแลพวกเขาได้อย่างดี ครูและเจ้าหน้ารัฐที่เข้าใจว่าเด็กๆ เผชิญอะไรและมีทักษะการทำงานกับเด็กที่บอบช้ำ และระบบสาธารณสุขที่พร้อมดูแลสุขภาพจิตคนทุกวัยอย่างทั่วถึง และฉันก็อยากเห็นสื่อมวลชนลุกขึ้นมานำเสนอว่า สถานการณ์เด็กและเยาวชนไทยมีพัฒนาการหรือถดถอยลงอย่างไร ยิ่งใกล้เลือกตั้งเช่นนี้ ก็ยิ่งควรวิเคราะห์เจาะลึกด้วยว่า พรรคการเมืองแต่ละพรรคมีนโยบายในด้านนี้อย่างไร
เพราะความเจ็บป่วยทางกายและใจที่ผู้ใหญ่หลายคนกำลังเผชิญอยู่วันนี้ อาจมีที่มาจากบาดแผลในอดีต หากเราบรรเทาทุกข์ของผู้ใหญ่ในปัจจุบัน ควบคู่กับป้องกันบาดแผลในอนาคต เราอาจตัดวงจรอุบาทว์ของการสร้างบาดแผลข้ามรุ่นได้ ไม่ต้องส่งมอบวัยเด็กที่เจ็บปวดให้คนรุ่นต่อไป
แต่จะทำทั้งหมดนี้ได้ แค่คำขวัญวันเด็กคงไม่พอ
