bg-single

ถอดบทเรียนสกัดคนคลุ้มคลั่ง ปรับรุกงานป้องกันปราบปราม ทบทวนระงับเหตุ-สกัดจุดอ่อน

20.02.2026

คอลัมน์ โล่เงิน

ผ่านไป 1 สัปดาห์เหตุการณ์ วัยรุ่นชายย่าง 19 ปี คลุ้มคลั่งถือมีดพร้าได้ไล่ฟันตำรวจและผู้ใหญ่บ้าน ในพื้นที่ สภ.ทุ่งลุง จ.สงขลา

            ตำรวจโดนฟันแต่โชคดีคมมีดพร้าโดนเสื้อเกราะ วิ่งหาที่กำบังทัน

            ชายคลั่งจึงเข้าไปเอาปืนตำรวจในรถยิงแล้วขี่จักรยานยนต์หลบหนีไปที่โรงเรียนพะตงประธานคีรีวัฒน์

            ระหว่างนั้น ยิงปืนพร้อมจับนักเรียนเป็นตัวประกันไว้

            ก่อนที่นางศศิพัชร สินสโมสร ผอ.โรงเรียน ยอมเป็นตัวประกัน

            แต่ที่สุด ผอ.ถูกยิงเสียชีวิตในเวลาต่อมา นักเรียน 5 คน บาดเจ็บ

            สถานการณ์เศร้าสลดไม่ต่างเหตุกราดยิงศูนย์พัฒนาเด็กเล็กใน จ.หนองบัวลำภู มีผู้เสียชีวิต 36 คน เมื่อ 6 ตุลาคม 2565

            ล่าสุด โรงเรียนย่านลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี หลายโรงหวาดผวาพากันปิดเรียน

            หลังเกิดเหตุมีชายทะเลาะภรรยา แล้วทำร้ายพ่อตา ยิงรถกู้ภัย ตำรวจต้องเร่งติดตามจับกุมตัว

เหตุการณ์ทำนองนี้ไม่สามารถรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดซ้ำรอยอีก

            สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ได้มีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุดังกล่าวในอนาคต

            มีการพัฒนางานสายตรวจ โดยแก้ไขข้อบกพร่องจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น

            โดยถือว่าบุคคลมีพฤติกรรมรุนแรงเป็นเหตุอุกฉกรรจ์สะเทือนขวัญต้องให้ความสำคัญเร่งด่วน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นประชาชน

พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. (ปป.5)

            พล.ต.ท.กฤษฎา กาญจนอลงกรณ์ ผู้ช่วย ผบ.ตร. (ปป.5) บอกว่า ที่สำคัญสิ่งแรก คือแนวความคิดการแก้ไขจุดอ่อนการปฏิบัติ รวมถึงเหตุซับซ้อน ปรับเป็นการป้องกันเหตุเชิงรุก วางแผนจากข้อมูลอาชญากรรมพื้นที่ ฝึกทบทวน ซักซ้อมแผนเผชิญเหตุอย่างสม่ำเสมอ ก่อน หลัง ขณะเกิดเหตุ ต้องทำอะไร

            วิเคราะห์ข้อมูลอาชญากรรมในพื้นที่ การรับแจ้ง เพื่อจัดกำลังสายตรวจให้สอดคล้องสภาพอาชญากรรม ทบทวนถอดบทเรียนผลการปฏิบัติ

            ภายหลังเกิดเหตุสำคัญทุกครั้ง นำข้อบกพร่องมาปรับปรุงแก้ไข

            กรณีเหตุซับซ้อน เช่น เหตุใช้อาวุธ เหตุคนคลุ้มคลั่ง เหตุจับตัวประกัน ให้มีความชัดเจนและเข้าใจง่าย

            เช็กลิสต์ ก่อน-ระหว่าง-หลังเหตุ กำหนดผู้สั่งการในพื้นที่ชัดเจน

            ฝึกทบทวนแผนเผชิญเหตุ กำหนดสถานการณ์จำลอง เพื่อเพิ่มความพร้อมในการตัดสินใจภายใต้สถานการณ์กดดัน

ในส่วนกรุงเทพมหานคร กองบัญชาการนครบาล พล.ต.ต.ชรินทร์ โกพัฒน์ตา รอง ผบช.น. ได้คัดเลือกตำรวจสายตรวจชุดละ 5 นายไปฝึกอบรม MPB SWAT ที่ค่ายนเรศวรกับหน่วยอรินทราช สังกัดกองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (บก.สปพ.) ทั้งการระงับเหตุบุคคลวิกลจริต การสร้างไม้ง่ามรักษาระยะห่างไม่ใช้ตี ทั้ง 88 สน. รวม 1,020 นาย

            ปัจจุบันออกปฏิบัติหน้าที่แล้ว หากมีเหตุการณ์เข้าควบคุมได้ทันที

            และหากเหตุการณ์เริ่มบานปลายจะประสานสายตรวจ สน.ใกล้เคียงสมทบ ก่อนหน่วยอรินทราชเข้ามา

            พล.ต.ท.กฤษฎาอธิบายแนวคิดว่า การฝึกทบทวนยุทธวิธีระงับเหตุเข้มข้นใช้กำลังตามหลักความจำเป็น

            คำนึงความปลอดภัยประชาชนและตำรวจเป็นลำดับแรก ให้เข้าใจยุทธวิธีตามขอบเขตหน้าที่

            การระงับเหตุต้องเป็นคู่บัดดี้ ไม่ไปคนเดียว อุปกรณ์ต้องพร้อม

            ปิดล้อม-กันพื้นที่-คุ้มครองประชาชน ใช้กำลังตามลำดับขั้น เริ่มจากเบาไปหนัก

            หัวหน้าสายตรวจต้องมีความรู้ก่อนจึงนำไปถ่ายทอดและฝึกทุกวัน

            แยกประเภทเหตุ แต่ละประเภทต้องมี SOP (Standard Operating Procedure) เฉพาะผู้ก่อเหตุทั่วไป ผู้ก่อเหตุมีอาวุธ ผู้ป่วยจิตเวช คลุ้มคลั่ง เน้นลดความรุนแรง จำกัดวง ใช้การเจรจา ลดความตึงเครียด เว้นระยะปลอดภัย ประเมินสถานการณ์ว่าควรรอสนับสนุนแทนการเข้าระงับเหตุทันที

ผู้ช่วย ผบ.ตร.กล่าวว่า พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. (ปป) ได้ให้นโยบายว่า การบูรณาการกำลังเพื่อดำเนินการตามยุทธวิธีเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็น เหตุที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน “ซับซ้อนหลายมิติ” กำลังหน่วยใดหน่วยเดียว อาจไม่เพียงพอ

            หน่วยระดับ ภ.จว.ต้องเป็นหน่วยหลักบูรณาการหน่วยในพื้นที่ ทั้งตำรวจท่องเที่ยว ตม. สันติบาล ตชด. และ บช.ก. เป็นต้น

            กำหนดแผนการตรวจให้ทุกหน่วยปฏิบัติ ออกแผนการตรวจ ตั้งจุดตรวจเป็นโครงข่ายการระงับเหตุ หน่วยงานต่างๆ ต้องเข้าไปช่วยแบบ Full Option ทำให้เห็นถึงความเข้มแข็ง แสดงกำลัง เปิดไฟวับวาบ เป็นการ “ทำคนน้อยเป็นคนมาก” กำลังตำรวจสายตรวจ-สืบสวน-จราจร ทำงานเป็นทีมเดียว ประสานฝ่ายปกครอง สาธารณสุข ท้องถิ่น มีการประสานข้อมูลการปฏิบัติเป็นศูนย์กลางเพื่อให้การวางแผน ป้องกันเหตุ ระงับเหตุมีประสิทธิภาพ

            ซักซ้อมแผนร่วมอย่างสม่ำเสมอ

พล.ต.ท.กฤษฎาสะท้อนถึงแนวทางปฏิบัติต่อผู้ป่วยจิตเวชจากยาเสพติดและบุคคลไร้บ้านว่า แนวคิดต้องแยก “ผู้กระทำผิด” ออกจาก “ผู้ป่วยที่ต้องได้รับการดูแล”

            กำหนดแนวทางค้นหาคัดกรอง ประสานงานหน่วยงานสาธารณสุข ปรับข้อมูลผู้ป่วยจิตเวช จัดทำฐานข้อมูลผู้มีพฤติกรรมเสี่ยงในพื้นที่

            แยกกลุ่มเสี่ยงอาชญากรรมกับกลุ่มเปราะบาง ประสานหน่วยงานสาธารณสุขเมื่อพบผู้มีภาวะจิตเวชส่งตัวบำบัดรักษา ส่งเสริมให้ครอบครัวช่วยดูแล หาแนวทางไม่ให้ก่อเหตุซ้ำ เชื่อมโยงระบบเทคโนโลยีใช้ป้องกันเหตุ

            สำคัญคือ สร้างความเข้าใจให้ผู้ปฏิบัติงานป้องกันปราบปราม บนพื้นฐานงาน “ต้องรู้ข้อมูล X-Ray พื้นที่ และสร้างเครือข่าย”

            รู้ว่าพื้นที่ตำบลใดมีปัญหา รู้ว่าชุมชนต้องการแก้ไขปัญหาเรื่องใด วิเคราะห์พื้นที่ จัดกำลังตามสภาพอาชญากรรม ไม่ใช่ตามความเคยชิน

            ระดมจับกุมผู้กระทำความผิดอย่างต่อเนื่อง คือคนไม่ดีต้องอยู่ลำบาก

            สร้างเครือข่ายภาคประชาชน ให้ความสำคัญตำรวจชุมชนสัมพันธ์ สร้างชุมชนให้ช่วยเหลือตัวเองได้ในเบื้องต้น “ทำคนน้อยเป็นคนมาก”

            ทั้งหมดคือการถอดบทเรียน วางมาตรการป้องกันมิให้เกิดเหตุซ้ำ สร้างความเชื่อมั่นความปลอดภัยให้แก่ประชาชน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘กลอน’ ของประชาชน
ระบำวิวาห์เสี่ยงตาย : เต้นให้รัก เต้นให้รอด
ดันดาดัน (3) เลี้ยงเด็กคนหนึ่งใช้ทั้งหมู่บ้าน
เมื่อ ‘อภิชาติพงศ์’ ได้รับอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของ ‘ฝรั่งเศส’
‘หมาก’ ไม่ใช่ ‘หมาก’
สองทศวรรษของชีววิทยาสังเคราะห์ (5)
ฟุตบอลโลก 2026 กับการ ‘ลาป่วยทิพย์’
Georg Baselitz ศิลปินเยอรมันเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่เพิ่งจากโลกนี้ไป
บทเรียนเอสซีจี วิกฤติ และโอกาส (5)
‘เปลือก’
ลูทวิช บ็อลทซ์มันน์ นักฟิสิกส์ผู้เชื่อมโลกมหภาค กับโลกจุลภาค (1)
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (จบ)