bg-single

ศัพท์สามคำในปีขวาสุดโต่ง : การอพยพออก (1)

07.03.2026

คอลัมน์ การเมืองวัฒนธรรม
โดย เกษียร เตชะพีระ

เมื่อเดือนตุลาคม 2025 กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิสหรัฐ ภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ศัพท์คำเดียวโดดๆ ลงบนโซเชียลมีเดีย X ของกระทรวงว่า “การอพยพออก” (Remigrate ภาพบนซ้าย)

โพสต์นี้เป็นสัญญาณบ่งชี้ผลลัพธ์ของกระบวนการที่ศัพท์คำหนึ่งสามารถแปลงตัวมันเองจากแนวคิดอุดมการณ์ของพวกขวาจัดกลายเป็นนโยบายสาธารณะรูปธรรม, และเปลี่ยนผ่านจากวาทกรรมชายขอบไปเป็นนโยบายทางการของรัฐบาลได้

ฝ่ายขวาจัดกับกลุ่มนีโอฟาสซิสต์ทั้งหลายในระดับสากลถือว่า “การอพยพออก” กับศักยภาพของมันที่จะผนึกกำลังฝ่ายต่างๆ ให้เป็นปึกแผ่นเอกภาพนั้นเป็นเชื้อมูลสำคัญในการระดมพลังเคลื่อนไหวจนถึงขั้นที่จัดให้มีการประชุมสัมมนาสุดยอดหัวข้อนี้ขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 ที่เมืองกัลลาราเตในอิตาลี

การประชุมครั้งนี้ได้รวมเอาเหล่าสมาชิกกลุ่มขวาจัดหรือนีโอฟาสซิสต์มากมายตั้งแต่พรรค AfD ของเยอรมนี ไปจนถึงพรรค Vlaams Belang ของเบลเยียม, องค์การนีโอนาซีอย่าง Deport Them Now ของสเปนไปจนถึงผู้นำขบวนการเอกลักษณ์ออสเตรีย นายมาร์ติน แซเนอ และอดีตนายพลทหารบกอิตาลี โรแบร์โต วันนาชี ผู้ดำรงตำแหน่งรองเลขาธิการและผู้แทนสภายุโรปสังกัดสันนิบาตซัลวีนีในขณะนั้น

นายพลวันนาชีอธิบายขยายความว่าการอพยพออกไม่ได้เป็นแค่คำขวัญ หากเป็นข้อเสนอรูปธรรม มันตั้งอยู่บนสามัญสำนึก หาใช่บนความเกลียดชังไม่ และเป้าหมายของมันคือการสถาปนาระเบียบที่เสียหายไปขึ้นมาใหม่และปกป้องชุมชนละแวกบ้านต่างๆ รวมทั้งอธิปไตยแห่งชาติไว้ โดยอาศัยการเนรเทศขนานใหญ่เป็นตัวกลาง (https://www.ansa.it/lombardia/notizie/2025/05/17/vannacci-a-remigration-summit-vi-do-il-mio-pieno-sostegno_f6ca5350-dcfe-4315-a615-b4b85fb9836d.html)


หากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์นับแต่ช่วงต่อระหว่างสงครามโลกสองครั้งเป็นต้นมา ฝ่ายขวาจัดกับกลุ่มฟาสซิสต์จำนวนมากในยุโรปปรารถนาอย่างแน่วแน่มั่นคงที่จะให้ธำรงรักษาความเป็นแบบเดียวกันทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม (ethnic and cultural homogeneity) ของ “เชื้อชาติผิวขาว” เอาไว้

ร้อยปีผ่านไป ความปรารถนาดังกล่าวก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงตราบเท่าทุกวันนี้ ดังที่อีลอน มัสก์ อภิมหาเศรษฐีซีอีโอแห่งบริษัท Tesla โพสต์ลงบนโซเชียลมีเดีย X ที่เขาเป็นเจ้าของเมื่อเดือนธันวาคม 2025 ว่า :

“การอพยพออกเป็นจุดยืนปกติ” (ดูภาพโพสต์ของอีลอน มัสก์)

ก็แล้วที่มาของมันเป็นอย่างไร?


นักอุดมการณ์ของกลุ่มขวาจัดส่วนใหญ่ทั้งที่เป็นสถาบันพรรคการเมืองหรือกลุ่ม/องค์การประท้วงบนท้องถนนพากันตั้งฐานคิดอยู่บนการส่งเสริมวาทกรรมปัญหาการอพยพ

โดยทั่วไป พวกเขาเสนอทางออกสุดโต่งแก่ปัญหาประดามีที่แจกแจงออกมาโดยกำหนดเป้าให้บรรลุ “ความเป็นแบบเดียวกันทางชาติพันธุ์” เพื่อสงวนรักษาไว้ซึ่ง “เชื้อชาติ” ของพวกตน

หนึ่งในบรรดามาตรการทางแก้ซึ่งแพร่หลายออกไปทุกทีได้แก่ “การอพยพออก” ดังที่กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของอเมริกาภายใต้ทรัมป์เสนอนั่นเอง

ถึงจุดนี้ ควรที่เราจะลองใคร่ครวญถึงลักษณะวิธีการที่ทำให้ผู้คนสามารถพูดถึงและนำเสนอความคิดที่บ่งชี้ชัดว่า เป็นปฏิบัติการอุกฉกรรจ์ร้ายกาจอย่าง “การกวาดล้างชาติพันธุ์” (ethnic cleansing) ได้หน้าตาเฉยโดยไม่กลายเป็นเรื่องฮือฮาอื้อฉาวทางสังคมแต่อย่างใด


ก่อนหน้านี้ รายงานมากมายหลายฉบับของคณะกรรมาธิการชุดต่างๆ แห่งสหประชาชาติได้อธิบายขยายความปฏิบัติการ “กวาดล้างชาติพันธุ์” (ที่เกือบจะถือเป็นการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์หรือ genocide แต่ยังไม่ใช่ ดู https://opil.ouplaw.com/display/10.1093/law:epil/9780199231690/law-9780199231690-e789) ไว้อย่างพิสดารนับแต่สงครามยูโกสลาเวียในหมู่ชาติพันธุ์ต่างๆ บนคาบสมุทรบอลข่านของยุโรปเมื่อทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา

เพียงไม่กี่ปีก่อน การบังคับขับไล่กวาดต้อนผู้คนออกไปขนานใหญ่ – ซึ่งก็คือความหมายรูปธรรมของแนวคิด “การอพยพออก” นั้น – ยังถือว่าเป็นเรื่องต้องห้ามในหมู่สาธารณชนวงกว้าง ทว่ามาถึงทุกวันนี้ มันกลับกลายเป็นสิ่งที่พรรคขวาจัดทุกพรรคทั่วโลกพากันปกป้องอย่างออกหน้าออกตาตั้งแต่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐ ไปจนถึงนายกฯ หญิง ซานาเอะ ทากาอิจิ แห่งญี่ปุ่น (https://www.asahi.com/ajw/articles/16128090)

อาจกล่าวได้ว่า หลังอุตสาหะลงแรงตรากตรำไถถากพลิกฟื้นผืนดินมานานปี บัดนี้ฝ่ายขวาจัดพร้อมจะเก็บเกี่ยวดอกผลจากเมล็ดพันธุ์ความเกลียดชัง (ต่างชาติ) ที่หว่านเพาะไว้แล้ว

เมล็ดพันธุ์ดังกล่าวถูกหว่านเพาะขึ้นในช่วงอันยาวนานของการยิงกระหน่ำซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยเรื่องเล่าซึ่งพวกเขานำเสนอภาพอย่างไม่ลดละว่า การอพยพเข้าเมืองของคนต่างชาตินี่แหละที่เป็นต้นตอบ่อเกิดเบ็ดเสร็จสัมบูรณ์ของเหล่าความชั่วร้ายและปัญหาสังคมประดามี


วาทกรรมสุดโต่งที่ว่าทำงานของมันอยู่มิไยว่าเรื่องเล่านั้นจะประสบพบเสพได้ในรูปแบบใด ตั้งแต่หนังสือ หนังซีรีส์ ไปจนถึงหนังเรื่องยอดฮิต อาทิ หนังแอ๊กชั่นเรื่อง Rambo : Last Blood (2019), Brother (1997), หนังซีรีส์สายลับอังกฤษเรื่อง Slow Horses : Series 5 (2025 https://en.wikipedia.org/wiki/Slow_Horses https://www.youtube.com/watch?v=naI09DnHcAs) โดยมีปัจจัยหลัก ได้แก่ ตัวพระเอก ผู้ร้าย ปัญหาที่ต้องแก้ไขและทางแก้ไขปัญหา กล่าวคือ :

พระเอก : เป็นตัวแทนพลังการเมืองขวาจัด โดยทั่วไปจะนิยามตัวเองว่าเป็น “ผู้รักชาติ” อันเป็นแนวคิดที่หมุนเวียนอยู่ในขบวนการเอกลักษณ์หลายหลากมากมายในระดับโลก

ผู้ร้าย : กลับตาลปัตรกับตัวพระเอก ผู้ร้ายจะมีความหลากหลายและครอบคลุมกลุ่ม/ภาคส่วนสังคมและการเมืองต่างๆ นานา ตั้งแต่คอมมิวนิสต์ไปจนถึงเฟมินิสต์และผู้อพยพ

ปัญหาที่ต้องแก้ไข : ด้วยการรวมศูนย์เพ่งเล็งไปที่ปัญหาการอพยพและเรื่องราวที่ถักทอสืบเนื่องกัน พวกขวาจัดประสบความสำเร็จก่อนอื่นในการเชื่อมโยงผู้อพยพเข้ากับปัญหาแรงงานอพยพค่าจ้างต่ำแย่งงานคนในชาติไป ถัดจากนั้นก็เป็นปัญหาภัยคุกคามทางวัฒนธรรมและชาติพันธุ์ที่ผสมผเสเข้ากับการวางแผนร้ายสมคบคิดที่มโนกันไปเอง


เหมือนเช่นในทฤษฎีการแทนที่ครั้งใหญ่ (Grand Remplacement) ของเรอโนด์ คามูส์ (1946 – ปัจจุบัน) นักเขียนนิยายชาวฝรั่งเศส อันเป็นทฤษฎีสมคมคิดของพวกชาตินิยมผิวขาวขวาจัดที่เสนอว่าประชากรชาวยุโรปกำลังถูกเข้าแทนที่โดยจงใจด้วยผู้อพยพเข้าเมืองผิวคล้ำ โดยเฉพาะจากประเทศที่คนส่วนใหญ่เป็นมุสลิม พวกชนชั้นนำ “นักแทนที่” กำลังประสานงานให้เกิดการเข้าแทนที่ดังกล่าวโดยผ่านการอพยพและอัตราการเกิดที่ต่ำลง ทฤษฎีนี้ถูกผูกเป็นเรื่องเล่าที่มักนำไปสู่อารมณ์ความรู้สึกต่อต้านผู้อพยพเข้าเมืองและความรุนแรง (https://www.washingtonpost.com/history/2022/05/17/renaud-camus-great-replacement-history/)

ทฤษฎีของคามูส์สะท้อนข้อเสนอของพวกนีโอฟาสซิสต์บางคน เช่น เรอเน บิเนต์ (1913-1957) ผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นบิดาแห่งชาตินิยมผิวขาวของฝรั่งเศส  ในทศวรรษ 1950 บิเนต์ก็เริ่มออกมาปกป้องความจำเป็นที่จะต้องพิทักษ์รักษาวัฒนธรรมกับเชื้อชาติผิวขาวไว้จากความพยายามที่จะผสมพันธุ์ข้ามเชื้อชาติ ด้วยฝีมือของพวกที่เขาเห็นว่าเป็นชนชั้นนำนิยมโลกาภิวัตน์แล้ว โดยเขาเสนอระบบแบ่งแยกผิวอย่างเข้มงวดในระดับโลกเพื่อประโยชน์ของวัฒนธรรม กับเชื้อชาติต่างๆ ทั้งปวง (https://www.illiberalism.org/rene-binet-the-french-father-of-white-nationalism/)

ทางแก้ไขปัญหา : พวกขวาจัดถือว่าภัยคุกคามทางวัฒนธรรมดังที่บรรยายไว้ในวาทกรรมนิยมเชื้อชาติและเกลียดกลัวต่างชาติเป็นภารกิจสู้รบหลักของตน และในบรรดาทางออกที่ถูกแจกแจงออกมา พวกเขาเสนอให้ใช้ “การอพยพออก” มาทำหมัน “ภยันตรายทางชาติพันธุ์” เสีย

ส่วนวิธีการที่พวกขวาจัดทำให้ “การอพยพออก” เป็นที่ยอมรับได้ของสาธารณชนส่วนใหญ่นั้นก็โดยการนำเสนอปัญหาต่างๆ ข้างต้นว่าร้ายแรงในระดับเป็นภัยคุกคามต่อการดำรงอยู่สืบไปของชนเชื้อชาติผิวขาวและวัฒนธรรมของตัว ซึ่งหากไม่แก้ไขให้เด็ดขาดทันกาลแล้วก็จะนำมาซึ่งการสูญสลายของเหล่าพระเอกผู้รักชาติ

กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ มันเป็นภัยคุกคามคับขันขั้นวิกฤตในขอบเขตอารยธรรม ซึ่งต้องแก้ไขให้ตกไปเพื่อหลีกเลี่ยงการเซาะกร่อนบ่อนเบียนชาติ, สังคม และประเทศให้อ่อนแอลงอย่างเบ็ดเสร็จ!

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

คุณธรรมสอนกันได้หรือไม่?
ยาใจคนเจ็บ: 4) แสงดาวแห่งศรัทธา
คิดต่อจาก 6 ตุลา (2) : ความชั่วร้ายเกิดขึ้นได้เพราะเราเฉยเมยต่อมันมาก่อน
‘อนาคตสังคมไทยในความชอบธรรมที่ล่มสลาย’ : ประวัติศาสตร์ของ ‘กำแพง’ ที่เพิ่งลบ
ทุนนิยม : จาก 2 ศตวรรษที่แล้วถึงโลกวันนี้ (1)
ไทยปฏิเสธสหรัฐ เรื่องความร่วมมือทางทหาร ทำไมตอนนี้
E-DUANG | ในความหยุดนิ่ง มีการเคลื่อนไหว ในการเคลื่อนไหว มีความหยุดนิ่ง
บทเรียนปฏิรูปราชการ บ้านอื่น : อะไรสำเร็จ? อะไรล้มเหลว?
ปฏิรูปปืนไทย ให้ตรงเป้า
ระบบยุติธรรมพัฒนาเกิน 120 ปี…วันนี้ยังถูกแทรกแซง
เลกเชอร์บาร์ : ความรู้ที่ปรุงให้เข้ากับวัฒนธรรมป๊อป
อสังหาฯ เริ่มมีเชิงรุก