bg-single

กยศ. ควรเป็นอะไร และใครควรต้องจ่าย

20.03.2026

โดย ณิชา พิทยาพงศกร

เมื่อไม่นานมานี้ ฉันได้รับจดหมายจากกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา หรือ กยศ. แจ้งว่า ในบริษัทมีพนักงานที่เคยกู้ยืมเงินกองทุนไป และนับจากนี้ บริษัทฉันต้องทำหน้าที่หักเงินเดือนพนักงานคนนั้นเพื่อนำส่งสรรพากรทุกเดือน หากไม่ทำ นายจ้างต้องชำระค่าปรับเพิ่มเติมอีกด้วย

ในฐานะผู้ประกอบการรายย่อยหน้าใหม่ ฉันรู้สึกแปลกใจที่ได้รับจดหมาย เพราะไม่รู้มาก่อนว่าตัวเองมีหน้าที่นี้ แต่เมื่อถามคนรอบข้างที่ทำธุรกิจ ก็ได้ยินเสียงบ่นว่าต้องทำเช่นเดียวกัน แถมช่วงนี้ที่ กยศ.กำลังปรับวิธีคำนวณเงิน ยอดที่ต้องหักก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาจนต้องคอยแก้เอกสารอยู่เรื่อย

ฉันเคยตีโพยตีพาย ว่านี่มันคือการโยนภาระการทวงหนี้ที่เป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐให้นายจ้าง แต่เมื่อศึกษาลงลึกขึ้น ได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญที่เคยทำงานใกล้ชิด กยศ.มาหลายท่าน ก็พบว่าปัญหาที่นายจ้างต้องทวงหนี้แทนกองทุนนั้น เป็นเพียงยอดเล็กๆ ของภูเขาน้ำแข็งที่ใหญ่มาก และลึกลงไป ยังมีปัญหาที่เร่งด่วนและซับซ้อน ทั้งในเชิงระบบและเชิงวิธีคิด

กองทุนช่วยคนกู้เรียน แล้วใครช่วยกองทุน?

กยศ.กำลังเผชิญกับวิกฤตสภาพคล่องอย่างรุนแรงและมีการคาดการณ์ว่าจะ “ถังแตก” มาตั้งแต่ปี 2567

ศูนย์ความรู้นโยบายสาธารณะเพื่อการเปลี่ยนแปลง (101PUB) เคยวิเคราะห์ไว้ว่า กยศ.กำลังขาดทุนจากปล่อยกู้ ปีละ 11,240 ล้านบาท หากต้องการประคองกองทุนนี้ไว้ รัฐจะต้องอัดฉีดเงินเพิ่มเติมปีละ 1-2 หมื่นล้าน แต่ในปีงบประมาณ 2568 กองทุนเขียนของบประมาณจากรัฐไป 19,000 ล้านบาท แต่ได้รับการจัดสรรเพียง 4,573 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอที่จะประคองกองทุนนี้ได้

เมื่อพูดถึงสาเหตุของการขาดสภาพคล่องของ กยศ. คนส่วนมากจะเพ่งโทษไปที่ผู้กู้ที่ไม่ชำระหนี้ ซึ่งก็เป็นความจริงส่วนหนึ่ง เพราะปัจจุบันราว 2 ใน 3 ผู้กู้ไม่ยอมชำระหนี้ตามกำหนด แต่หากพิจารณาแนวโน้มการขาดสภาพคล่องของกองทุน จะพบว่าเริ่มมีเงินสดสะสมลดลงตั้งแต่ปี 2565 และลดลงอย่างต่อเนื่อง หลังมีการปรับเงื่อนไขการกู้ยืมในปี 2566 ทั้งลดอัตราดอกเบี้ยเหลือต่ำกว่า 1% และลดเบี้ยปรับลูกหนี้ผิดชำระจากไม่เกิน 7.5% ต่อปี เหลือไม่เกิน 0.5% ต่อปี เป็นต้น

ดอกเบี้ยที่ถูกกำหนดไว้ให้ต่ำเพียง 1% ต่อปี และค่าปรับที่ลดลงเพื่อช่วยเหลือผู้กู้ กลายเป็นดาบสองคมที่ลดแรงจูงใจในการรีบชำระหนี้ และอาจนำไปสู่การกู้ที่ไม่จำเป็น หรือกู้เพื่อไปใช้ในกิจการอื่นที่ไม่ใช่เพื่อการเล่าเรียน อีกทั้งวงเงินที่กู้ยืมไปแล้วก็ไม่ปรากฏอยู่ในระบบเครดิตบูโร ผู้กู้ยังสามารถไปกู้บัตรเครดิต หรือบัตรกดเงินสดที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าและถูกเร่งรัดมากกว่า เมื่อถึงเวลา ก็ต้องจ่ายวงเงินเหล่านั้นก่อน กยศ.

ปัญหาเชิงโครงสร้าง
: เร่งรัดหนี้เองไม่ได้ ต้องให้นายจ้างช่วย

นอกจากปัญหาเชิงพฤติกรรมของผู้กู้เองและเงื่อนไขการกู้ยืมแล้ว กองทุนนี้ยังมี “ปัญหาเชิงโครงสร้าง” ตั้งแต่ต้น นั่นคือ กองทุนถูกตั้งมาในฐานะหน่วยงานกองทุนของรัฐ ไม่ใช่สถาบันทางการเงิน จึงขาดอำนาจทางกฎหมายในการเร่งรัดหนี้

ถึงแม้จะมีการปรับเปลี่ยนกฎหมายในปี 2560 บังคับให้นายจ้างหักเงินเดือนส่งกองทุน โดยดัดแปลงมาจากระบบ Higher Education Contribution Scheme (HECS-HELP) ของออสเตรเลียที่ใช้วิธีหักรายได้ของผู้กู้ผ่านระบบจัดเก็บภาษี แต่โมเดลนี้อาจยังมีข้อจำกัดเมื่อใช้ในไทย เพราะไทยมีแรงงานนอกระบบสูงถึง 52.3% หรือกว่า 21 ล้านคน (ข้อมูลสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2566) เมื่อไม่ได้ขึ้นกับนายจ้าง จึงติดตามตัวไม่ได้อยู่ดี อย่างไรก็ดี วิธีการนี้ก็มีประสิทธิภาพสูงกว่าให้กองทุนไปไล่ฟ้องร้องลูกหนี้ยังที่เคยเป็นมาในอดีต

นอกจากนี้ยังมีปัญหาของระบบการศึกษาไทยเอง ที่ยังผลิตบัณฑิตในสาขาที่ไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงานออกมาจำนวนมาก ผู้กู้ที่ไม่มีข้อมูลเพียงพอ อาจเลือกเรียนโดยไม่รู้ แล้วกลับพบว่าตัวเองไม่สามารถหารายได้เพียงพอสำหรับการชำระหนี้ได้ แม้ กยศ.จะมีคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการอนุมัติสินเชื่อตามสาขา แต่กระบวนการนั้นก็นำมาซึ่งปัญหาเชิงจริยธรรม เพราะหากไม่อนุมัติ ผู้ขอกู้ซึ่งส่วนใหญ่มาจากครัวเรือนรายได้น้อยก็อาจหมดโอกาสทางการศึกษา

ปัญหาเชิง Paradigm
: กยศ. ควรเป็นอะไรกันแน่?

ในที่สุด ฉันคิดว่าปัญหาลึกที่สุดของ กยศ. ไม่ใช่เรื่องระบบหรือกฎหมาย แต่เป็นเรื่องของความไม่ชัดเจนในเชิง paradigm ว่าสังคมต้องการให้กองทุนนี้เป็นอะไร และคนกู้มองเงินก้อนนี้เป็นอะไร มองเป็น “ทุน” ให้เปล่า หรือเป็นเงินให้ “กู้ยืม” กันแน่

ถ้ามองว่า กยศ. คือ “กลไกสงเคราะห์” ที่มีหน้าที่ให้โอกาสทางการศึกษาแก่ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เราก็ต้องยอมรับว่ากองทุนนี้จะขาดทุนโดยธรรมชาติ และรัฐต้องอัดฉีดงบประมาณเข้าไปอย่างสม่ำเสมอ เหมือนสวัสดิการอื่นๆ ในลักษณะนั้น ก็ไม่ต้องสนใจว่าผู้กู้จะเลือกเรียนสาขาอะไร ใครขาดแคลนก็ให้ทั้งหมด

แต่ถ้ามองว่า กยศ.ต้องเป็น “กองทุนหมุนเวียนที่พึ่งตนเองได้” กองทุนก็จำเป็นต้องมีประสิทธิภาพเชิงธุรกิจ ต้องติดตามหนี้ได้ เกณฑ์ปล่อยกู้ต้องเน้นสาขาที่มีโอกาสจ้างงาน และดอกเบี้ยต้องสูงพอที่จะเลี้ยงตัวเองได้

ปัญหาคือ ตอนนี้สังคมและนักการเมืองคาดหวังให้ กยศ.ทำทั้งสองอย่างพร้อมกัน ทั้งปล่อยกู้ให้คนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์อย่างกว้างขวาง และอยู่ได้โดยไม่ต้องพึ่งงบประมาณรัฐ ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ขัดแย้งกันในตัวเอง

เปรียบเหมือนการสร้างธุรกิจเพื่อสังคม (social enterprise) ทั้งมีกำไรพอเลี้ยงตัวเองและให้บริการฟรีแก่คนที่ยากที่สุดในสังคมพร้อมกัน ซึ่งเป็นเรื่องยากโหดหิน

ใครควรต้องจ่าย?

ฉันยอมรับว่าการอาศัยนายจ้างช่วยหักส่งหนี้ให้กองทุนเป็นสิ่งที่มีเหตุผลอยู่ แม้จะมีข้อน่ากังวลหลายประการ (เช่น การปกป้องข้อมูลส่วนตัวของลูกจ้าง ความเสี่ยงที่จะเกิดการเลือกปฏิบัติในการจ้างงาน และที่สำคัญกว่านั้นคือ จะทำอย่างไรกับลูกหนี้กว่าครึ่งที่อยู่ในแรงงานนอกระบบ) และในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ก็ไม่อยากให้กองทุนล่ม ฉันก็จำยอมที่จะทำตามหน้าที่นี้

แต่กองทุนและผู้กำหนดนโยบายควรจะต้องคำนึงถึงผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้น ทั้งการที่รัฐสร้างกองทุนขึ้นมาแล้วไม่สามารถบริหารให้มีประสิทธิภาพ แล้วโยนต้นทุนบางส่วนมาให้ภาคเอกชนแบกรับ หรือปรับเงื่อนไขการกู้จนลิดรอนสภาพคล่องของกองทุนแต่ก็ไม่อัดฉีดเงินเพิ่มให้สมน้ำสมเนื้อ จนเกิดผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ต้องมาร่วมรับผิดชอบ และต่อเยาวชนในอนาคตที่อาจสูญเสียโอกาสเข้าถึงสินเชื่อการศึกษา หากกองทุนล่มไปเสียก่อน

ในที่สุดแล้ว คำถามที่เราต้องตอบให้ชัด คงไม่ใช่ว่า “ใครเป็นคนทำให้กองทุนถังแตก” แต่คือ “สังคมไทยต้องการให้รัฐสนับสนุนการศึกษาระดับอุดมศึกษาแค่ไหน” และ “ประสิทธิภาพของหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบและสถานะทางการคลังของประเทศเราพร้อมแค่ไหน”

ถ้ายังตอบคำถามนี้ไม่ได้ กยศ.ก็จะยังคงเป็นสิ่งที่ทุกคนอยากได้ แต่ไม่มีใครพร้อมจะจ่ายเพื่อให้มันอยู่ได้จริงๆ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ล็อกเป้าเช็กบิลย้อน 7 ปีโกงสอบ ลุ้น! ป.ป.ช.ลงดาบล้างบาง บช.ก.หอบสำนวน 3,000 หน้าเอาผิด
“พิชัย” เตือน อย่าสะเปะสะปะในการเจรจาสหรัฐ หวั่นยิ่งล้มเหลว ชี้ อย่านำ “คอบร้าโกลด์” มาต่อรองเรื่องภาษี หวั่นไทยเสียหาย แนะปัญหาอาจอยู่ที่ทีมเจรจา ควรพิจารณาปรับทีม
เด็ก บาดแผลที่มองไม่เห็น และหนทางสู่การเยียวยา
ย้อน โศกนาฏกรรมช็อกประเทศ ด.ช. 14 กราดยิงสยอง 9 ศพ ปมกดดัน-เสพสื่อรุนแรง เซฟโรงเรียน-วาระชาติ
ความสัมพันธ์เมียนมา-ไทยวันนี้และอนาคต ไทยจะได้อะไร
ไซเบอร์ สแกมเมอร์ อาชญากรรมคุกคามโลก
ปฏิรูประบบราชการ หรือปฏิรูปรัฐ?
มหาอำนาจต้องการอะไรจากเมียนมา
เปิดแผนเกาหลีใต้ สู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมชิป
‘ความโลภ’ เป็นโรคระบาดร้ายแรง กำลังทำลายสังคมมนุษย์ให้ล่มจม
เสื่อมจนกองเชียร์เริ่มแบกไม่ไหว?
กำแพง มี ‘หนู’ ประตู มี ‘เน’