วิกฤตน้ำมันขาดแคลน ตร.ยาสามัญประจำบ้าน พิสูจน์ศักยภาพ ‘ผู้นำรัฐบาล’
คอลัมน์ โล่เงิน
สํานักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เป็นหนึ่งหน่วยงานในคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ลงนามเพื่อให้แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง อันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
คำสั่งนายกฯ มอบ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ, รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, ปลัดกระทรวงมหาดไทย, อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ และอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เข้าร่วม พร้อมให้เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516
และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำสั่งนี้
ทั้งหมดเกิดขึ้นหลังจากนายกฯ อนุทินการันตีไม่มี “ไอ้โม่ง” กักตุนน้ำมัน มีแต่ประชาชนกักตุนน้ำมัน
พร้อมชี้ให้เห็นว่ามีปริมาณใช้เพิ่มขึ้น จาก 67 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 84 ล้านลิตรต่อวัน
ไล่เลี่ยกัน เหตุการณ์ตำรวจกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เข้าตรวจสอบคลังน้ำมันใน จ.อ่างทอง พบน้ำมันเชื้อเพลิงในสต๊อกกว่า 3 แสนลิตร
จึงปฏิเสธไม่ได้ ที่ประชาชนจะรู้สึกว่า “ท่านผู้นำ” กล่าวหาเป็นต้นเหตุให้น้ำมันขาดแคลน
สําหรับ ตร. พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. ได้มอบ “บิ๊กหวาน” พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร. ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปนม.ตร.) ดูแล
ต่อมา บิ๊กหวาน ได้ประชุมขับเคลื่อนตรวจสอบน้ำมันทั่วประเทศ สั่งให้เจ้าหน้าที่ ศปนม.ตร. สนธิกำลังปูพรมทั่วประเทศ เป้าหมายตรวจสอบ 3 มิติหลัก ได้แก่
1. ซีลตะเข็บชายแดนและคลังน้ำมัน นั่นคือ ชุดปฏิบัติการทั่วประเทศทั้งทางบก ทางทะเล ต้องคุมเข้มด่านชายแดน ไม่ให้มีการลักลอบขนน้ำมันออกนอกประเทศอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะกองทัพมดขนข้ามชายแดน
2. ตรวจสอบป้องกันการกักตุน ได้สั่งทุกพื้นที่ประสานการปฏิบัติร่วมกับกรมการปกครอง สแกนทุกปั๊มที่อ้างว่าปิดให้บริการ หรืออ้างว่าน้ำมันหมด และรายงานผลแบบวันต่อวัน หากพบพฤติกรรมจงใจกักตุน ให้ดำเนินการทันที รวมทั้งให้ระดมตรวจคุณภาพของน้ำมัน ป้องกันไม่ให้นำสารอื่นมาเจือปนทำให้คุณภาพน้ำมันไม่ได้มาตรฐาน
3. ตรวจสอบป้องกันการโก่งราคา ประสานพาณิชย์จังหวัดลงพื้นที่ตรวจสอบ หากพบการโก่งราคา ให้บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบประชาชน
นอกจากนี้ พล.ต.อ.ธัชชัยยังสั่งการให้สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจปูพรมลงพื้นที่สุ่มตรวจปั๊มน้ำมันให้ครอบคลุมและถี่ขึ้น เพื่อป้องกันการปลอมปนสารในน้ำมัน โดยเฉพาะปั๊มหลอดในชุมชน และปั๊มขนาดเล็ก ขนาดกลางทั่วประเทศ
พร้อมสั่งเพิ่มความเข้มข้นตั้งด่านสกัดกั้นตลอด 24 ชั่วโมง และบูรณาการทุกสรรพกำลัง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางพลังงาน
รวมทั้งป้องกันไม่ให้มีใครมาสร้างผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจประเทศโดยรวม
ขณะที่ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้นำทีมกรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมธุรกิจพลังงาน ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังน้ำมัน ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี 8 จุด 4 จังหวัด ระหว่าง 21-22 มีนาคม ไม่พบสิ่งผิดปกติ ทั้งตัวเลขและปริมาณน้ำมันในถัง
โดยเจ้าหน้าที่ปีนขึ้นไปตรวจสอบถึงด้านบนถังน้ำมันว่าคงเหลือหรือไม่ มีเพียงก้นถังไม่สามารถนำขึ้นมาจำหน่ายได้ รวมทั้งขณะนี้ยังไม่พบความผิดปกติจ๊อบเบอร์ และการปั่นราคา
นอกจากนี้ พล.ต.ท.รุทธพล พร้อมรองฯ ธัชชัย ได้ประชุมติดตามการปฏิบัติ ร่วมกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง, กองบังคับการตำรวจน้ำ และผู้เกี่ยวข้อง เพื่อติดตามการป้องปรามการลักลอบขนน้ำมันเถื่อนในน่านน้ำไทย กวาดล้างการลักลอบขนน้ำมันออกนอกประเทศ รวมถึงการกักตุนและโก่งราคา
และยังร่วมกันปล่อยเรือตรวจการณ์ “ปทุมวัน 3” พร้อมกำลังพลชุดปฏิบัติการพิเศษ ออกลาดตระเวนน่านน้ำไทย มุ่งเน้นการป้องปรามการลักลอบขนน้ำมัน และสกัดกั้นการกระทำความผิดในทุกมิติ
ก่อนหน้านี้เมื่อ 11 มีนาคมที่ผ่านมา มีการปล่อยเรือชัยจินดา และเรือตรวจการณ์กว่า 30 ลำ ออกลาดตระเวน สามารถจับกุมผู้ลักลอบจำหน่ายน้ำมันเถื่อนให้แก่เรือประมงกลางทะเล แต่ยังไม่พบการลักลอบขนน้ำมันออกนอกราชอาณาจักรผ่านเรือแท็งเกอร์ ทั้งนี้ ราคาน้ำมันเขียวสูงกว่าหน้าปั๊ม จึงกลายเป็นแรงจูงใจให้เกิดการลักลอบจำหน่ายข้ามชาติได้
‘บิ๊กหวาน’ ยังกำชับตำรวจน้ำ ตรวจสอบการจำหน่ายน้ำมันดีเซลสำหรับเรือประมงให้รัดกุม พร้อมคาดโทษหากปล่อยปละละเลย ต้องรายงานผลการปฏิบัติแบบวันต่อวัน ผู้กระทำผิดต้องดำเนินคดีถึงที่สุดไม่มีข้อยกเว้น
ต่อมารอง ผบ.ตร.ยังได้ออกตรวจสถานีบริการน้ำมันใน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ป้องกันการการกักตุนและโก่งราคา
โดยระบุว่าได้รับมอบหมายจาก ผบ.ตร.ให้ออกมาตรการในการตรวจปั๊มน้ำมันทั่วประเทศที่มีการปิด ไม่ว่าจะปิดทั้งหมดหรือปิดบางเวลา หรือปั๊มที่แจ้งว่าน้ำมันหมด
จึงร่วมกับฝ่ายปกครองอำเภอปากเกร็ดมาสุ่มตรวจ พบว่ามีใบจดทะเบียนถูกต้องครบถ้วน จากการตรวจสอบปริมาณน้ำมันพบว่าน้ำมันดีเซลหมด เนื่องจากประชาชนมาใช้บริการมากขึ้น ความต้องการมากขึ้น ส่วนน้ำมันเบนซินยังคงเพียงพอ ไม่มีผลกระทบ ส่วนการตรวจคุณภาพน้ำมันมีคุณภาพ
แต่ถึงอย่างไร ภาพประชาชนขับรถต่อแถว ขนแกลลอนมาเข้าคิวเติมที่ปั๊มยาวเหยียวยังปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วประเทศ
ต่อมานายพิพัฒน์นั่งหัวโต๊ะประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ร่วมกลุ่มผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่น เร่งแก้ปัญหา
ระบุนายกฯ ได้สั่งการว่า ภายในสัปดาห์นี้ต้องไม่มีสถานีบริการน้ำมันแห่งใดไม่มีน้ำมันจำหน่าย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน
ถัดมาอีกวันนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง เผยว่า วิกฤตพลังงานยืดเยื้อ รัฐบาลจำเป็นต้องปล่อยให้ราคาน้ำมันสะท้อนกลไกตลาด
เพราะถ้ายังคงฝืนตรึงราคาไว้อาจเกิดการกักตุน และการลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศ โดยเฉพาะมาเลเซียที่ขณะนี้ใช้น้ำมันแพงกว่าไทย
แต่ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะไม่ทอดทิ้งประชาชน จะช่วยเหลือแบบเฉพาะกลุ่ม
ทั้งหมดขมวดปม พิสูจน์รูปแบบการแก้ปัญหา ที่ทำพอเป็นพิธี เกาไม่ถูกที่คัน ทำงานแบบแก้ผ้าเอาหน้ารอด ที่มาจาก “ผู้นำ” มือไม่ถึง ไม่สามารถรับมือวิกฤตใหญ่นี้ได้หรือไม่???
