| การศึกษา
หลากวงการเริ่มออกมาส่งเสริม เสนอข้อเรียกร้อง โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ ไม่ว่าจะเป็น วิกฤตน้ำมันแพง สินค้าอุปโภคบริโภคเตรียมพาเหรดขึ้นราคา เพราะกระทบกับการใช้ชีวิตของประชาชน
ขณะที่แวดวงการศึกษา หลายเรื่องมีการปรับเปลี่ยน ตามข้อเสนอของครูและบุคลากรทางการศึกษาที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการคืนครูให้ห้องเรียน ลดภาระงานเอกสารลดงานที่ไม่จำเป็น เช่น งานการเงิน พัสดุ งานอื่นๆ เพื่อให้ครูมีเวลาสอนและพัฒนาผู้เรียน, การปรับปรุงระบบการย้ายครูออนไลน์ (TRS) พัฒนาระบบให้แสดงตำแหน่งแบบ Real-time เพื่อความรวดเร็วและแม่นยำ, เพิ่มความหลากหลายในการประเมินวิทยฐานะให้เลือกวิธีประเมิน
และล่าสุด คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) อนุมัติหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษาใหม่ ซึ่งที่ประชุมมีมติให้มีการขยายเวลาขึ้นบัญชี จากเดิมไม่น้อยกว่า 1 ปี เป็น 2 ปี และเพิ่มจำนวนการขึ้นบัญชีผู้สอบผ่านเกณฑ์ขึ้นบัญชีไว้จากเดิม 2 เท่า เป็น 4 เท่า และให้นำผลการปฏิบัติงานในภาค ค มาประกอบการพิจารณาในภาค ก ได้ และเกณฑ์ตาม ว.22 เกี่ยวกับการสอบคัดเลือกข้าราชการ 38 ค. (2) เปิดโอกาสให้ลูกจ้างหรือพนักงานราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ว่าจะอยู่ส่วนราชการใด สามารถสอบคัดเลือกเป็นข้าราชการ 38 ค. (2) ข้ามแท่งในสังกัดใดก็ได้
ทั้งหมดนี้ถือเป็นความคืบหน้าการดำเนินงานของรัฐบาลที่ผ่านมา ในเรื่องงานบุคลากรที่ต้องพัฒนาให้เหมาะสม และสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน
ในช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง สมาคมผู้บริหารโรงเรียนมัธยมศึกษาแห่งประเทศไทย (ส.บ.ม.ท.) หนึ่งในองค์กรสำคัญ ที่เป็นเหมือนตัวแทนผู้บริหาร สถานศึกษาระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศ จึงจัดทำข้อเสนอแนวทางการปฏิรูปการศึกษาเร่งด่วนและจําเป็นต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของประเทศ เพื่อเสนอให้รัฐมนตรีว่าการ ศธ.คนใหม่ พิจารณาดังนี้
1. การปรับการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่นและเชื่อมโยงกับโลกจริง ซึ่งหลักสูตรในปัจจุบันยังมีลักษณะท่องจํามากกว่าใช้ความคิด หลักสูตรใหม่จึงควรจะเป็นการเน้นการใช้ทักษะชีวิต เน้นการคิดวิเคราะห์ ความรู้ทางด้านดิจิทัลและเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง
2. สร้างโรงเรียนแห่งความสุข ให้มีความปลอดภัยกับทุกชีวิตในโรงเรียน ควรจะมีระบบที่ไม่กดดันนักเรียน ให้ครูเป็นที่ปรึกษาโดยแท้จริง โดยอาจจะมีนักจิตวิทยาประจําสถานศึกษาเพื่อสร้างความปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจ
3. คืนครูให้ห้องเรียน ลดงานที่เป็นภาระรวมถึงงานเอกสารต่างๆ ที่ไม่จําเป็น มีความซับซ้อน เพื่อให้ครูมีเวลาเตรียมการสอนอย่างเต็มที่ และทําหน้าที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับนักเรียน ส่วนหน้าที่ที่เกินขอบเขตของครูก็ควรจะจ้างบุคลากรอื่นเข้ามาทดแทน เช่น การเงิน พัสดุ ต้องมีผู้ที่เชี่ยวชาญโดยตรงเข้ามาทํางานในส่วนนี้ เพราะครูส่วนใหญ่ไม่ได้มีความชํานาญในเรื่องเหล่านี้
4. ยกเลิกระบบการวัดผลประเมินผล โครงการที่โรงเรียนต้องนําไปประกวด และปรับเปลี่ยนเป็นการบูรณาการโดยให้ครูใช้การวัดผลตามสมรรถนะ ตามความก้าวหน้าของผู้เรียน เน้นเรื่องความคิดสร้างสรรค์ เปลี่ยนจากการบ้านที่ฝึกการท่องจําเป็นการสะท้อนความคิดของผู้เรียนเพื่อนํามาบูรณาการกับชีวิตจริง
5. สร้างโอกาสทางการศึกษาให้มีความเท่าเทียม ซึ่งเป็นเรื่องที่ยาก เสนอให้มีแนวทางในการจัดสรรทรัพยากร เนื่องจากทรัพยากรของแต่ละโรงเรียนมีความแตกต่างกัน
6.การนําเทคโนโลยีเข้ามาใช้ให้เกิดประโยชน์ ทั้งในเรื่องการเรียนการสอน และการบริหารสํานักงานและสถานศึกษา
7. การแก้ไขหนี้สินครู ซึ่งมาจากหลายปัจจัย ทั้งภาระค่าใช้จ่ายส่วนตัว การกู้ยืมเพื่อการศึกษาต่อการซื้อที่ อยู่อาศัย หรือการใช้จ่ายที่เกินความจําเป็น รวมถึงปัญหาโครงสร้างหนี้ที่ไม่เหมาะสม
8. การแก้ไขปัญหาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ถูกฟ้องล้มละลาย ในปัจจุบันมีครูผู้สอนรวมถึง ผู้อํานวยการสถานศึกษา ประมาณ 17,000 คน ที่เผชิญปัญหาการถูกฟ้องล้มละลายเนื่องจากหนี้สินหลายช่องทาง ขอเสนอให้แก้ไขกฎหมายให้ครูที่ล้มละลายไม่ต้องออกจากราชการ ตามมาตรา 30 ของ พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา และจัดมาตรการช่วยเหลือด้วยวิธีต่างๆ
9. การปรับปรุงระบบการย้ายครูออนไลน์ ระบบการย้ายครูออนไลน์ (TRS) ปัจจุบันยังขาดความยืดหยุ่น ซึ่งการใช้งานจําเป็นต้องได้รับการพัฒนาให้สามารถอัพเดตข้อมูลตําแหน่งว่างแบบ Real-time เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ทันสมัยและตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วและแม่นยํายิ่งขึ้น
10. การปรับปรุงมาตรฐานตําแหน่ง และคุณสมบัติการสอบผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา ปัจจุบันผู้อํานวยการสถานศึกษาที่มีวิทยฐานะเชี่ยวชาญไม่สามารถสมัครสอบตําแหน่งผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาได้ ขอเสนอให้ปรับปรุงเกณฑ์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้อํานวยการสถานศึกษาที่มีความรู้ความสามารถและมีวิทยฐานะเชี่ยวชาญ ได้เข้าสู่ตําแหน่งผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษา
11. เห็นควรจัดตั้งสํานักบริหารการมัธยมศึกษา (สบม.) ในปัจจุบันสํานักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานมีสถานศึกษาในสังกัดจํานวนทั้งสิ้นประมาณสามหมื่นโรงเรียน และดูแลนักเรียนจํานวนมาก ทําให้เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการที่ใหญ่โตและขาดความคล่องตัวในการบริหารงาน อีกทั้งโรงเรียนในสังกัดส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนประถมศึกษา ทําให้น้ำหนักของภาระงานเป็นการพัฒนาแบบองค์รวม จึงเห็นควรให้มีการจัดตั้งหน่วยงานเพื่อดูแลระดับมัธยมศึกษาโดยเฉพาะ ซึ่งที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีมีมติรับทราบผลการพิจารณารายงานพิจารณาศึกษาเรื่อง การปรับปรุงโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพื่อจัดตั้งสํานักบริหารการมัธยมศึกษา (สบม.) ของคณะกรรมาธิการการศึกษา วุฒิสภา ตามที่กระทรวงศึกษาธิการเสนอไปในเบื้องต้นแล้ว
12. เสนอให้เพิ่มรูปแบบการประเมินวิทยฐานะให้มีความหลากหลาย เนื่องจากสถานศึกษาในแต่ละพื้นที่มีความแตกต่างกันตามบริบท อีกทั้งครูและผู้บริหารมีความรู้ความสามารถที่แตกต่างกันควรให้ครูและผู้บริหารสถานศึกษาได้เลือกประเมิน ตามบริบท ความถนัด และความเหมาะสม เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาสถานศึกษา
13. เร่งดำเนินการ พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติซึ่งมีเป้าหมายเพื่อสร้างระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ โปร่งใส และสามารถพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนได้อย่างเต็มที่ อันจะนำไปสู่การพัฒนากำลังคนที่มีคุณภาพ และเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับสังคมและประเทศชาติในระยะยาว
14. ส่งเสริมการกระจายอำนาจ การกระจายอำนาจด้านการบริหารบุคคล เช่น การดำเนินการสอบบรรจุและแต่งตั้งครูผู้ช่วย รวมถึงการสอบคัดเลือกตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ได้แก่ ผู้อำนวยการและรองผู้อำนวยการสถานศึกษา เป็นต้น ซึ่งจะช่วยให้การคัดเลือกบุคลากรเป็นไปอย่างรวดเร็ว โปร่งใส และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของสถานศึกษาและชุมชนในพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม
15. แก้ไขปรับปรุงหลักเกณฑ์การย้ายบริหารบางตัวชี้วัดช่วยให้การจัดสรรและโยกย้ายผู้บริหารสถานศึกษาเป็นไปอย่างเหมาะสมกับขนาดและบริบทของโรงเรียน ลดความเหลื่อมล้ำในการบริหารจัดการ
16. การปรับปรุงหลังคาอาคารเรียนทั้งอาคารใหม่และอาคารเดิมให้สามารถติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) เป็นแนวทางในการพัฒนาสถานศึกษาให้ก้าวสู่การเป็นโรงเรียนที่ใช้พลังงานสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงหนึ่งในข้อเสนอด้านการศึกษา เป็นอีกหนึ่งบททดสอบสำคัญของรัฐมนตรีว่าการ ศธ.คนใหม่ ในการเลือกหยิบประเด็นต่างๆ ไปขับเคลื่อน ขณะเดียวกันอาจต้องรอดูมุมมองการศึกษาในบริบทอื่นให้รอบด้านยิ่งขึ้น
เพราะท้ายที่สุด “การศึกษา” ไม่ใช่แค่เรื่องของเด็กหรือครู แต่คือเรื่องของทั้งสังคม และเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนยาวนานที่สุด
