bg-single

การปลูกถ่ายโอนย้ายกฎหมายกับการปฏิรูปกฎหมายในสยาม

18.04.2026

โดย ธงชัย วินิจจะกูล


ประวัติศาสตร์กฎหมายไทยที่ผ่านมาอธิบายด้วยกรอบแนวคิดที่เรียกว่าการทำระบบกฎหมายให้ทันสมัย (modernization)

กรอบวิเคราะห์นี้เป็นทำนองเดียวกับประวัติศาสตร์ตามแบบฉบับในเรื่องอื่นๆ จำนวนมาก กล่าวคือ

การปฏิรูปให้ทันสมัยอย่างทั่วด้านในสมัยรัชกาลที่ 5 (บ้างเห็นว่าเริ่มมาตั้งแต่รัชกาลที่ 4 และสืบต่อมาจนรัชกาลที่ 6) นั้น เกิดขึ้นในบริบทที่สยามถูกคุกคามจากจักรวรรดินิยมตะวันตก เสี่ยงจะเสียเอกราชได้ การปฏิรูปทุกอย่างจึงล้วนเพื่อรักษาเอกราชของชาติทั้งนั้น

เพื่อทำให้สยามเป็นปึกแผ่นเข้มแข็งขึ้น เช่น การปฏิรูปการบริหารราชการ ปฏิรูปการปกครองหัวเมือง ฯลฯ และเพื่อทำให้ฝรั่งยอมรับ เช่น ยกเลิกการลงโทษแบบโหดร้ายทารุณ การเลิกทาส ฯลฯ

หากสรุปให้ง่าย ก็คงได้ดังนี้

บริบท “จักรวรรดินิยมตะวันตกคุกคาม” ความเปลี่ยนแปลงในช่วงนั้นแทบทุกอย่างเพื่อช่วยรักษาเอกราช

กระบวนการ การปฏิรูปเป็นไปอย่างรอบคอบ เลือกรับสิ่งที่ดีคัดสิ่งที่ไม่เหมาะกับสังคมไทยออกไป

ผลลัพธ์ ความเปลี่ยนแปลงสำคัญที่วางรากฐานให้สยาม/ประเทศไทยเจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยประเทศ แม้ว่าระยะต่อมาอาจจะลุ่มๆ ดอนๆ ก็มักอธิบายว่าเป็นเพราะกำลังพัฒนา ขาดเทคโนโลยี ขาดทุนทรัพย์ ขาดบุคลากร หรือเป็นเพราะคนทุจริตฉ้อโกง (โดยเฉพาะนักการเมือง)

ประวัติศาสตร์กฎหมายไทยก็อธิบายทำนองเดียวกัน กล่าวคือ เนื่องจากภัยคุกคามของต่างชาติ พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 จึงทรงปฏิรูปกฎหมายครั้งใหญ่ทั้งระบบ จนทำให้สยาม/ไทยอยู่บนหนทางที่จะพัฒนาไปสู่นิติรัฐนิติธรรมนับแต่นั้นมา

เหตุที่ยังไม่เจริญเท่าที่ควร ก็เป็นเพราะเรากำลังพัฒนา ขาดบุคลากร ขาดทุนทรัพย์ ขาดเทคโนโลยี หรือยังต้องแก้ปัญหาคนทุจริตเท่านั้นเอง


หลายปีก่อนผมเคยอธิบายถึงปัญหาของประวัติศาสตร์ตามขนบดังกล่าว (ดูปาฐกถาป๋วย อึ๊งภากรณ์ ครั้งที่ 17 ปี 2563)

ประเด็นที่เน้นในครั้งนั้นคือ Rule of Law (ROL)* เป็นผลผลิตของประวัติศาสตร์ยุโรป เกิดจากการต่อสู้ระหว่างชนชั้นกลางสามัญชนกับชนชั้นสูงทั้งเจ้าและศาสนจักร จึงวางหลักการพื้นฐานของ ROL ว่าต้องจำกัดอำนาจรัฐ ไม่ให้มาละเมิดสิทธิของเอกชน ทั้งสิทธิในทรัพย์สินและสิทธิอื่นๆ

แต่กำเนิดระบบกฎหมายสมัยใหม่ในสยามต่างกันลิบลับ ต่อให้อธิบายอย่างประวติศาสตร์ตามขนบดังที่กล่าวมา ก็ต่างกันมาก จนไม่น่าจะเป็นก้าวแรกของการพัฒนาไปสู่ ROLได้

ผมขอเพิ่มเติมในบทความนี้ว่า ทั้งบริบท กระบวนการ และผลลัพธ์ของการปฏิรูป ก็ซับซ้อนกว่าและไม่ใช่อย่างที่ประวัติศาสตร์ตามขนบมักอธิบายไว้อย่างง่ายๆ


บริบท หลายปีที่ผ่านมา ความรู้ประวัติศาสตร์สยามในช่วงที่เผชิญกับฝรั่งล่าอาณานิคมได้เปลี่ยนไปอย่างสำคัญ กล่าวคือ สยามอยู่ในภาวะ “กึ่งอาณานิคม” ทำนองเดียวกับอีกหลายประเทศที่ไม่ตกเป็นอาณานิคมอย่างเป็นทางการ

สยามมิได้เป็นลูกแกะในอุ้งตีนของหมาป่า หรือเป็นเหยื่อที่ต้องทำตามฝรั่งอย่างจำยอม ชนชั้นนำ “กึ่งอาณานิคม” เป็น “ตัวการ” (agency) ที่มีบทบาทแข็งขันในการกำหนดว่าจะทำอย่างไรในภาวะเช่นนั้น

การเลือกรับสิ่งที่ดีหรือเลือกทิ้งสิ่งไม่ดีย่อมเป็นไปตามความคิดของชนชั้นนำ จากจุดยืนของชนชั้นนำ เพื่อรับใช้ผลประโยชน์ของชนชั้นนำ แม้ว่าอาจจะเจตนาดีคิดว่าตนทำเพื่อชาติก็ตาม การผนวกประเทศราชแต่เดิมให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของแผ่นดินสยามเป็นผลงานของชนชั้นนำสยามเองเช่นกัน

แต่สยามหลีกเลี่ยงอิทธิพลโดยตรงโดยอ้อมจากฝรั่งไม่ได้แล้ว แถมชนชั้นนำ “กึ่งอาณานิคม” โดยมากมักพยายามปรับตัวเปลี่ยนแปลงสู่ความ “ศิวิไลซ์” อย่างกระตือรือร้น ชนชั้นนำสยามก็เช่นกัน


กระบวนการ ชนชั้นนำของสยามเชื่อว่าตนก็ “ศิวิไลซ์” ไม่น้อยไปกว่าชนชั้นนำในพระราชวังต่างๆ ของยุโรป นำไปสู่ความพยายามทำตัวให้ “ศิวิไลซ์” อย่างเร่งด่วน

ทั้งเพื่อ “แสดง” ต่อฝรั่ง และเพื่อยืนยันต่อผู้คนใต้อำนาจของตน ทั้งต่อหัวเมืองประเทศราช ต่อเพื่อนบ้าน และต่อราษฎรสยามว่าตนยังมีอำนาจและบุญบารมีสูงสุดอยู่

การทำตัวให้ศิวิไลซ์อย่างเร่งด่วน หมายถึงการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในเวลาสั้นๆ โดยมากด้วยการนำเข้าสิ่งที่ไปเห็นมาจากการ “ดูงาน” เอามาปลูกถ่าย (transplant) ในสังคมไทยแบบรวบรัด

บางคนเชื่อในเชิงบวกว่ารับแต่ความก้าวหน้าทางวัตถุ ซึ่งเป็นสิ่งนอกกาย ส่วนเนื้อแท้และจิตวิญญาณยังเป็นไทยเช่นเดิม ซึ่งหากกล่าวให้เป็นลบก็คงได้ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงแค่เปลือก เนื้อแท้ยังเป็นก่อนสมัยใหม่ตามเดิม

แต่เราอาจกล่าวอีกอย่างก็ได้ว่า ชนชั้นนำสยามแห่กันกระทำอย่างที่พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 เองเคยเตือนไว้ว่า เอาข้าวสาลีมาปลูกในเนื้อดินที่เหมาะกับข้าวเจ้า ย่อมไม่ได้ผลอย่างเดียวกัน (หรืออาจจะไม่งอกเลยก็ได้)


ผลลัพธ์ อะไรก็ตามที่ปลูกถ่ายแล้วไม่ถูกปฏิเสธ ไม่เฉาตายและกลับอยู่รอดต่อมาได้ ส่วนใหญ่จะกลายพันธุ์หรือเป็นลูกผสม “พันทาง” เพราะเป็นผลของการปะทะ ประสาน ต่อรอง ปรับแปร ระหว่างคุณสมบัติต้นทางกับสภาวะที่เป็นอยู่เดิมในสังคมปลายทางของผู้รับ

ไม่ใช่คงเดิมอย่างต้นทางซึ่งพัฒนาขึ้นในสังคมตะวันตก และไม่ใช่ของดั้งเดิมของไทยๆ อีกต่อไป กลายเป็นลูกผสมหรือกลายพันธุ์ในสภาพแวดล้อมของไทย หรือกลายเป็น “อย่างไทยๆ” นั่นเอง

ชุด “ราชปะแตน” ซึ่งมาจากคำว่า “Raj” (ระบอบปกครองของอังกฤษในอาณานิคมอินเดีย) + คำว่า “pattern” (หมายความว่าเป็นชุดตามแบบแผนของการปกครองอาณานิคม) จึงเป็นเครื่องแต่งกายอย่างเป็นทางการของไทย

หากเราดูสถาบันสำคัญๆ ทั้งหลายของไทยที่เพิ่งเกิดหรือเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสมัยรัชกาลที่ 5-7 จะพบกระบวนการปลูกถ่ายซึ่งออกผลลัพธ์เป็นลูกผสมหรือพันทางทำนองนี้แทบทั้งนั้น

ไม่ว่าการบริหารราชการแผ่นดิน ระบบการเมือง (ทั้งประชาธิปไตยและอื่นๆ) รัฐธรรมนูญ ระบบการศึกษา อุดมศึกษาและมหาวิทยาลัย การรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ไปจนถึงสวนสัตว์และพิพิธภัณฑ์ ฯลฯ ล้วนแต่เป็นลูกผสมพันทาง “อย่างไทยๆ” ทั้งนั้น

กล่าวได้ว่า ความเป็นลูกผสมหรือพันทางอย่างไทยๆ เป็นคุณสมบัติของภาวะ “สมัยใหม่” ของไทย

กล่าวเช่นนี้มิใช่การดูถูกดูแคลนแต่อย่างใด เพราะภาวะ “สมัยใหม่” ของสังคมนอกตะวันตก (ซึ่งหมายถึงส่วนข้างมากของอารยธรรมโลก) ส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนี้


การปฏิรูปกฎหมายในสยามสมัยรัชกาลที่ 5 อยู่ในบริบทกึ่งสมัยใหม่ กระบวนการปลูกถ่ายเร่งด่วน และเกิดผลลัพธ์อย่างไทยๆ เช่นกัน ทั้งตัวบทกฎหมาย สถาบันและการผลิตบุคลากรของศาล อัยการ ทนาย และราชทัณฑ์

เป็นกระบวนการที่นักนิติศาสตร์เรียกในเวลาต่อมาว่า “การโอนย้าย/ปลูกถ่ายกฎหมาย” (Legal Transfer / Legal Transplantation) นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม การศึกษาเรื่องนี้มักสนใจการปลูกถ่ายโอนย้ายกฎหมายเอกชนเป็นหลัก ทั้งระหว่างประเทศพัฒนาด้วยกัน และระหว่างสังคมตะวันตกกับนอกตะวันตกซึ่งทำกันมากขึ้นไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา

แต่การโอนย้ายหรือปลูกถ่ายกฎหมายในภาวะ (กึ่ง) อาณานิคม ซึ่งมักเกิดการปลูกถ่ายทั้งระบบ ทั้งกฎหมายแพ่งและอาญา ทั้งเอกชนและมหาชน ล้วนยังต้องบุกเบิกศึกษากันอีกมาก

กฎหมายที่กำหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน มีที่มาจากแหล่งต้นรากในระบบ ROL และระบอบการเมืองเสรีประชาธิปไตย เมื่อมาปลูกถ่ายลงไปในสังคมสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของไทย จะถูกปะทะ ประสาน ต่อรอง ปรับแปร ทดแทนด้วยเงื่อนไขทางการเมืองและวัฒนธรรมกฎหมายของสังคมไทยขนาดไหน อย่างไรบ้าง การกลายพันธุ์ปรากฏตัวออกมาอย่างไรบ้าง

ตัวอย่างเช่น กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ.127 ระบุชัดเจนว่าขอไม่กล่าวถึงสิทธิพลเมือง สิทธิการเป็นลูกขุน เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่มีในสังคมสยาม

กฎหมายที่ยืนยงยาวนาน มีการแก้ไขเพียงเล็กน้อยในร้อยกว่าปี กลายมาเป็นประมวลกฎหมายอาญาในเวลาต่อมานั้น กลับเดินก้าวแรกออกนอกลู่ทางที่เป็นหัวใจของ ROL ไปแล้ว นั่นคือ การจำกัดอำนาจรัฐไม่ให้ละเมิดสิทธิของเอกชน

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นสำคัญอื่นที่ชนชั้นนำสยามยืนยันว่าไม่ยอมเปลี่ยนง่ายๆ เช่น ระบอบชายหลายเมีย (polygamy) และสาระสำคัญของกฎมณเฑียรบาล เป็นต้น


หากมองเลยออกไปจากประเทศไทย สังคมอื่นในเอเชียที่มีการโอนย้ายปลูกถ่ายกฎหมายในภาวะอาณานิคม กึ่งและหลังอาณานิคม ล้วนเผชิญภาวะทำนองเดียวกัน

แถมมีวัฒนธรรมกฎหมายแต่เดิมคล้ายๆ กันที่เป็นตัวปะทะประสานกับวัฒนธรรมกฎหมายจากโลกตะวันตก (ซึ่งผมจะพยายามอธิบายในบทความสัปดาห์อื่น)

ประวัติศาสตร์กฎหมายของสยาม/ไทย คล้ายคลึงกับพัฒนาการในสังคมนอกตะวันตกที่เคยเป็นอาณานิคมและกึ่งอาณานิคมยิ่งกว่าจะคล้ายกับประวัติศาสตร์กฎหมายในสังคมยุโรป

ถึงเวลาแล้วที่ควรขบคิดถึงบริบท กระบวนการ และผลลัพธ์ของการปฏิรูปกฎหมายสมัยรัชกาลที่ 5 เสียใหม่

และอย่าคิดว่าระบบกฎหมายที่เป็นลูกผสมพันทางอย่างไทยๆ จะนำไปสู่นิติรัฐนิติธรรม เพราะระบบกฎหมายสมัยใหม่ของสยามไม่ได้อยู่บนถนนที่จะพัฒนาไปสู่ ROL โดยปริยายมาตั้งแต่ต้น

ถ้าหากสังคมไทยต้องการจะไปสู่ ROL ต้องมีเจตจำนงจะผลักดันให้หันเหไปตามเป้าหมายนั้น ความรู้ประวัติศาสตร์กฎหมายอย่างใหม่ น่าจะช่วยให้เราแสวงหาหนทางที่เหมาะสมกับเงื่อนไขของเราเองได้

หนทางที่ว่านั้น น่าจะคล้ายกับสังคมที่เคยเป็นอาณานิคมหรือกึ่งอาณานิคมอย่างประเทศนอกตะวันตกส่วนใหญ่ในโลก ประวัติศาสตร์กฎหมายไทยอย่างใหม่จึงควรจะเรียนรู้และแลกเปลี่ยนกับการศึกษาถึงพัฒนาการของระบบกฎหมายในสังคมนอกตะวันตกมากกว่าที่เป็นอยู่

* ขออนุญาตไม่แปลคำว่า Rule of Law ว่า “นิติธรรม” ในภาษาไทย เพราะผมเห็นว่าเป็นคำแปลที่ซ่อนความหมายที่ขัดแย้งกับ Rule of Law ไว้ ทั้งโดยอักขระและโดยนัย ตามปกติคำว่า Rule of Law ก็ไม่ชัดเจนอยู่แล้ว แต่คำว่า “นิติธรรม” ยิ่งก่อความสับสนผิดหลักการของ Rule of Law ไปกันใหญ่



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“โนรา” มาจากละครสมัยอยุธยา
‘ดิว อริสรา’ เปิดตัวหวานใจ สวีต ‘วู้ดดี้ ล่ำซำ’ ฟ้องด้วยภาพ
โผนายพลผ่านฉลุยแต่ส่อไม่สงบ จับตาเอฟเฟ็กต์ ‘อาวุโสข้ามหัว’ เป็นกับระเบิดเวลา ก.พ.ค.ตร.?
วิธีการเลือกรัฐมนตรี แบบมาเคียเวลลี
เหยี่ยวถลาลม | ทิ้งมันไว้ข้างหลัง
วิกฤตการณ์ข่าวกรอง ‘บึ้ม-เผา’ ป่วนร้อยจุด! แนะเปิดใจฟังคนพื้นที่ ไข ‘กุญแจ’ สันติสุขใต้
ยื่นฟ้องเอาผิด “ศิลปินแห่งชาติชื่อดัง” ยักยอกผลงานไปขายให้หน่วยงานรัฐ มูลค่า 8 แสนบาท
คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’๓๕ ยื่นหนังสือถึงประธานกรรมาธิการต่างประเทศ ให้ตรวจสอบดีลต่อรองฝึกซ้อม ‘คอบร้าโกลด์’ แลกลดภาษีสหรัฐ
อดีต รมว.คลัง ชี้ เศรษ​กิจจะเจริญรุ่งเรืองด้วยการสร้างผลผลิต ไม่ใช่การกู้เงินมาแจกเพื่อการบริโภค
ใจแผ่นดิน | เรื่องสั้น : พิเชษฐ์ เบญจมาศ
‘มิคสัญญีกลียุค’ | กวีกระวาด : ชิตะวา มุนินโท
โปรดใจดีกับรากหญ้าเถิดพายุ | กวีกระวาด : โฎยวิที ไฎกัน