จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร

ถ้าถามว่า ‘ลักษณนาม’ คืออะไร ตอบสั้นๆ กำปั้นทุบดินก็คือ คำนามบอกลักษณะของสิ่งต่างๆ

มีทำไม มีไว้ใช้ประกอบคำนามอื่นๆ เพื่อแสดงลักษณะ รูปพรรณสัณฐาน ขนาด หรือปริมาณของสิ่งต่างๆ นั้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

มักวางอยู่หลังจำนวนนับ เช่น เรือ 1 ลำ หรืออยู่หน้าคำขยาย เช่น เรือลำนั้น ลักษณนามบางคำอาจซ้ำกับคำข้างหน้าก็ได้ เช่น คน 3 คน เมือง 4 เมือง ฯลฯ

สมัยนี้ลักษณนามว่า ‘อัน’ ใช้กับสิ่งที่มีลักษณะแบนๆ ยาวๆ หรือเป็นชิ้นเป็นแผ่น เช่น ไม้เท้า 1 อัน กิ๊บ 2 อัน ยางลบ 5 อัน เป็นต้น

น่าสังเกตว่า คำว่า ‘อัน’ ในสมัยสุโขทัยดูจะใช้ได้หลากหลายกว่าสมัยนี้

ลองพิจารณาคำว่า ‘อัน’ จากวรรณคดีสมัยสุโขทัยเรื่อง “ไตรภูมิพระร่วง” ใช้ได้ไม่จำกัดขนาดและสภาพที่เป็นอยู่

เริ่มจากธรรมชาติในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ กวีเล่าถึงลมพัดดอกปาริชาตที่ร้อยปีจะบานสักครั้งโดยใช้ลักษณนามว่า ‘อัน’

“ผิว่าดอกไม้นั้นแลบานล้วนทุกกิ่งทุกก้านแล้ว แลมีแสงอันรุ่งเรืองงามนักหนา รัศมีดอกปาฤกชาตนั้นเรืองไปไกลได้ ๘๐๐,๐๐๐ วา ถ้าแลว่าลมรำพายพัดไปข้างใด หอมกลิ่นดอกไม้นั้นฟุ้งไปไกลได้ละ ๘ แสนวาหอมไป ฝูงเทพยดาทั้งหลายบ่ห่อนพักขึ้นเอาดอกไม้นั้นเลยสักคาบ เทวดาผู้ใดๆ จะใคร่เอาดอกไม้นั้น ผิแลว่าเอาผ้าไปห่อเอาก็ดี เอาประอบ (ผอบ) ไปใส่ก็ดี ยังมีลมอันหนึ่งพัดให้ดอกไม้นั้นหล่นตกลงสู่ที่อันจะใส่นั้นเองแล”

(อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

นอกจากจะใช้ลักษณนาม ‘อัน’ กับลมแล้ว ยังใช้กับป่า ภูเขา สระน้ำในมหาสมุทร แผ่นดิน ไปจนถึงดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ ดังบางตอนจาก “ไตรภูมิพระร่วง” ที่คัดมานี้

“จะกล่าวเถิงนิทานมนุษย์เกิดในอัณฑชโยนิ เมื่อนั้นยังมีพราหมณ์ผู้หนึ่งอยู่ในเมืองใหญ่เมืองหนึ่งแลเมืองนี้ชื่อว่า ปาตลีบุตรมหานคร แลพราหมณ์ผู้นั้นออกไปจากพระนครสัญจรเข้าไปสู่ป่าใหญ่อันหนึ่ง”

“ใต้เขาพระสุเมรุราชนั้นยังมีพิภพอสูรอยู่ กว้างได้ ๑๐,๐๐๐ โยชน์ แลมีเขา ๓ อันประดุจก้อนเส้าแต่รองตีนเขาพระสุเมรุราชนั้นไว้ชื่อว่า ตรีกูฏบรรพต โดยสูงเขา ๓ ยอดนั้นแลอันแลอัน (= แต่ละอันๆ) แล ๔,๐๐๐ โยชน์แล………………………………………………ฯลฯ……………. นอกแม่น้ำสีทันดรนั้นออกมา จิงมีภูเขาอันหนึ่งชื่อว่าเขายุคุนธร ฯลฯ

นอกเขายุคุนธรนั้นมีน้ำอันหนึ่งชื่อสีทันดรสมุทรล้อมรอบ”

นอกจากแหล่งน้ำ ยังมีแผ่นดินที่ใช้ลักษณนามว่า ‘อัน’ เช่นกัน

“แผ่นดินใหญ่ ๒ พันนั้นเป็นบริวารแผ่นดินใหญ่ ๔ อันนั้นแล แผ่นดินใหญ่อันหนึ่งแลมีบริวารได้ ๕๐๐ แผ่นดินแล แลสรรพทรัพย์อันมีในแผ่นดินทั้งหลายอันมีในสรรพจักรวาฬแลมีอยู่ในน้ำสมุทรทั้ง ๔ อัน สมุทรแต่ละอันๆ รัศมีพระอาทิตย์พระจันทร์จรมาส่องไปย่อมเป็นสมบัติแห่งพระยาจักรพรรดิราชแล”

แม้ดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ยังหนีคำว่า ‘อัน’ ไม่พ้น

“เมื่อพระญาจักรพรรดิราช ธ ปราบทวีปจักรพาฬแล้ว ธ ก็คำนึงในพระหทัย แลมีพระทัยจะใคร่แลดูสมบัติอันมหิมาของพระองค์ทั้งปวง ครั้นว่า ธ คำนึงดั่งนั้น อันว่ากงจักรแก้วนั้นดุจดั่งว่ารู้พระทัยท่าน จิงกงจักรแก้วนั้นก็ผันเหาะพุ่งขึ้นไปเบื้องบนอากาศ แลมีรัศมีดั่งพระจันทร์พุ่งขึ้นแวดเขาพระสิเนรุราชนั้น ดูดั่งพระอาทิตย์ ๒ อันเป็นใต้แผ่นดินขึ้นทั้งมวลนี้ เร่งพุ่งขึ้นไปบน แลฝูงคนทั้งหลายเห็นเหลื้อมใสดูรุ่งเรืองงาม”

“วันนี้เล่า พระจันทร์เจ้าก็ขึ้นมาเป็นสองดวง แลเต็มงามบริบูรณ์เสมอกันทั้งสองอัน แลขึ้นมาเทียมกันดั่งราชหงส์ทองสองตัวนั้น แลเทียมกันขึ้นมาบนอากาศ เขาจิงร้องเรียกกันให้มาแลดูทั้งหลายแล บางคนไส้ว่าพระจันทร์ออกสองดวง ลางคนร้องว่าสูนี้เป็นบ้าชั่วปู่ชั่วย่า ยังจะห่อนได้ยินว่ามีเดือน ๒ อันบ้างฤา”

ยิ่งไปกว่านั้น ลักษณนาม ‘อัน’ ยังใช้กับทรงผมได้อีกด้วย กวีกล่าวถึงสนังกุมารพรหมลงมาจากพรหมโลก ก่อนเทศนาธรรมก็เนรมิตตนเป็นปัญจสิขรคนธรรพ์เนื่องจากมีรูปงามเป็นที่ต้องตาต้องใจปวงเทพยดา ทั้งยังมีทรงผมอันเป็นเอกลักษณ์ ดังนี้

“ท่านจิงนุ่งผ้าขาวอันบริสุทธิ์ แล้วจิงสอดกุณฑลในกรรณทั้งสองงามนักหนา แล้วจิงเกล้าผมเป็น ๕ เกล้า แลชักมวยออกอันทั้ง ๕ อันนั้นแลไว้ปลายผมนั้น ห้อยลงไปข้างหลังทุกอัน แลคนธัพพะผู้นั้นเกล้าผม ๕ อัน เหตุดังนั้นจิงเรียกว่าปัญจสิขระเพื่อดั่งนั้นแล”

สิ่งของหรือสิ่งก่อสร้างล้วนใช้ลักษณนามว่า ‘อัน’ ไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องดนตรี แท่นแก้ว ธรรมาสน์ ศาลา หรือวิมานก็ตาม โดยเฉพาะเครื่องดนตรีนั้นน่าสังเกตว่า ถ้ากล่าวถึงเครื่องดนตรีจำนวนมากมักใช้คำว่า ‘อัน’ แต่ถ้าเจาะจงเพียงหนึ่ง จะใช้ลักษณนามต่างออกไป เช่น ใช้คำว่า ‘ดวง’ กับ พิณ ใช้คำว่า ‘ลูก’ กับ กลอง ใช้คำว่า ‘เลา’ กับ ปี่ เป็นต้น

“ครั้นว่านางดีดพิณดวงนั้นไส้ แลพิณทั้งหลายอันได้ ๖๐,๐๐๐ อันที่เป็นเพื่อนพิณนั้น หากดังเองแล ได้ยินไพเราะเพราะนักหนา”

“ยังมีเทพยดาตนหนึ่งชื่อ ตปนัคคิ ตีกลองลูกหนึ่งชื่อว่า อานันทเภรี ครั้นว่าเทพยดาคนนั้นตีนั้นไส้ อันว่ากลองทั้งหลายได้ ๖๐,๐๐๐ อัน อันเป็นเพื่อนกลองนั้น หากดังเองดุจมีผู้ตีทุกอันแล มีเสียงนั้นเพราะดีนัก”

“ยังมีเทพยดาตนหนึ่งชื่อว่า สรโฆสสุร เป่าปี่ไฉนแก้วเลาหนึ่งชื่อว่า นันทไฉน ครั้นว่าเป่าปี่นั้นไส้ อันว่าปี่ทั้งหลายอันได้ ๖๐,๐๐๐ อัน อันเป็นเพื่อนปี่นั้น หากดังเองดุจมีผู้เป่าทุกอันแล มีเสียงนั้นเพราะนักหนา”

ที่สะดุดตากว่าเขาเพื่อน คือใช้ลักษณนามว่า ‘อัน’ กับ ‘บุญ บาป ความทุกข์ ความสุข’ ไปจนถึง ‘ศีล’ ดังตัวอย่างต่อไปนี้

“บมิรู้จักบุญแลบาปสักอัน แลยินละอายแก่คำอันท่านมาชวน จิงกระทำบุญ”

“จิงพระไพศรพณ์มหาราชก็กล่าวแก่ข้าดั่งนี้ ดูกรเจ้าอสันธิมิตตาเทวี อย่ามีทุกข์โศกสักอัน”

“อันชื่อว่าอุปถัมภกกรรมนั้น หากให้ทุกข์สุขอันหนึ่งให้ยินดีแลยินร้ายนั้นแล”

โดยเฉพาะศีล 5 ศีล 8 และศีล 10 ที่มีจำนวนข้อมากน้อยต่างกัน ใน “ไตรภูมิพระร่วง” ใช้ลักษณนามว่า ‘อัน’ ทั้งสิ้น

“รู้ว่าวันนั้นพอเป็นวันเพ็งอุโบสถศีล แลพระญาองค์นั้นจะให้ทาน แล้วแลรักษาศีล ๘ อัน แล้วเมตตาภาวนาอยู่”

“จำศีล ๕ อันก็ดี ๘ อันก็ดี ๑๐ อันก็ดี”

เห็นมั้ยล่ะ ‘อัน’ ทั้งนั้น สมชื่อเรื่องจริงๆ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘กลอน’ ของประชาชน
ระบำวิวาห์เสี่ยงตาย : เต้นให้รัก เต้นให้รอด
ดันดาดัน (3) เลี้ยงเด็กคนหนึ่งใช้ทั้งหมู่บ้าน
เมื่อ ‘อภิชาติพงศ์’ ได้รับอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของ ‘ฝรั่งเศส’
‘หมาก’ ไม่ใช่ ‘หมาก’
สองทศวรรษของชีววิทยาสังเคราะห์ (5)
ฟุตบอลโลก 2026 กับการ ‘ลาป่วยทิพย์’
Georg Baselitz ศิลปินเยอรมันเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่เพิ่งจากโลกนี้ไป
บทเรียนเอสซีจี วิกฤติ และโอกาส (5)
‘เปลือก’
ลูทวิช บ็อลทซ์มันน์ นักฟิสิกส์ผู้เชื่อมโลกมหภาค กับโลกจุลภาค (1)
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (จบ)