พระสยามเทวาธิราช เทวดาอารักษ์รัฐชาติสมัยใหม่ ของสยามประเทศไทย (7)
On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ
ถึงแม้จะไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่า รัชกาลที่ 4 ทรงสถาปนา “พระสยามเทวาธิราช” ขึ้นเมื่อไหร่แน่?
แต่หลักฐานเกี่ยวกับเทวดาอารักษ์แห่งสยามประเทศองค์นี้ ก็ได้เริ่มปรากฏขึ้นในกลุ่มเอกสารที่เกี่ยวข้องกับประกาศการสังเวยเทวดาต่างๆ ใน “พระอภิเนาว์นิเวศน์”
และอะไรที่เรียกว่า “พระอภิเนาว์นิเวศน์” นี้ก็คือ “หมู่พระราชมณเฑียร” ที่สร้างขึ้นในรูปทรงอย่างอาคารตะวันตก ซึ่งรัชกาลที่ 4 โปรดให้เริ่มสร้างขึ้นตั้งแต่เมื่อ พ.ศ.2397 (1 ปีก่อนเซอร์จอห์น เบาว์ริ่ง เข้ามาทำสนธิสัญญากับสยาม) และเสด็จเฉลิมพระราชมณเฑียร เมื่อเรือน พ.ศ.2402 รวมเวลา 5 ปีในการสร้าง
พระอภิเนาว์นิเวศน์ที่สร้างขึ้นใหม่นี้ ประกอบด้วยพระที่นั่ง 8 องค์ และหออีก 3 หอ รวมเป็นกลุ่มอาคาร 11 หลัง แต่การตั้งชื่อพระที่นั่ง และหอต่างๆ นี้ โปรดให้รวมพระที่นั่งบนกำแพงพระราชวังด้านทิศตะวันออกนี้อีก 2 องค์ องค์หนึ่งคือ พระที่นั่งไชยชุมพล ที่โปรดให้สร้างขึ้นบนกำแพงพระราชวังหน้าวัดพระศรีรัตนศาสดาราม อีกองค์หนึ่งคือ พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ปราสาท ที่สร้างขึ้นแต่รัชกาลที่ 1 แล้วมาปรับปรุงยกยอดปราสาทสมัยรัชกาลที่ 3 รวมเข้าเป็นพระที่นั่งในหมู่เดียวกัน
อาคารต่างๆ ในพระมณเฑียรหมู่นี้ ได้มีการตั้งชื่อเอาไว้ให้คล้องจองกันคือ พระที่นั่งไชยชุมพล พระที่นั่งภูวดลทัศไนย พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ฯ พระที่นั่งอนันตสมาคม พระที่นั่งบรมพิมาน พระที่นั่งนงคราญสโมสร พระที่นั่งจันทรทิพโยภาส พระที่นั่งภาณุมาศจำรูญ พระที่นั่งมูลมณเฑียร หอเสถียรธรรมปริตร หอราชฤทธิ์รุ่งโรจน์ หอโภชนลีลาส และพระที่นั่งประพาสพิพิธภัณฑ์
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ พระมณเฑียรต่างๆ ในพระอภิเนาว์นิเวศน์นั้น ถูกใช้เป็นทั้งที่ประทับ, ออกว่าราชการ, ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองของพระองค์ และรวมไปถึงใช้เป็นพิพิธภัณฑ์ส่วนพระองค์ ในพระบรมมหาราชวังอีกด้วย

ในส่วนเหตุผลที่รัชกาลที่ 4 โปรดให้สร้างหมู่พระมณเฑียรกลุ่มนี้ ด้วยรูปทรงสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกนั้น มีเหตุใน “ประกาศเทวดาในงานพระราชพิธีเฉลิมพระราชมณเฑียร” ซึ่งก็คือประกาศใช้ในการสร้างพระอภิเนาว์นิเวศน์นั่นเอง ได้มีใจความตอนหนึ่งระบุเอาไว้ว่า
“อนึ่ง ในแผ่นดินปัจจุบันนี้ ได้มีทางพระราชไมตรีด้วยพระมหานครในแผ่นดินใหญ่ๆ ในแผ่นดินยุโรปแลทวีปอเมริกา…มีสิ่งของเครื่องราชบรรณาการมาถวายเจริญทางพระราชไมตรีล้วนๆ ดี หลายอย่างต่างๆ ของจำพวกนี้จะทรงพระราชศรัทธาถวายบูชาพระรัตนตรัยในพระอารามหลวงเสียก็หาควรไม่ เพราะทูตที่มาแต่เมืองเจ้าของเครื่องราชบรรณาการเหล่านั้น ก็เข้ามาเนืองๆ แล้วถามว่าเครื่องราชบรรณาการเหล่านั้นยังคงเก็บไว้เปนที่ระลึกถึงทางพระราชไมตรีสืบไปฤๅ ครั้งเมื่อจะจัดประดับประดาในพระที่นั่งสร้างอย่างสยามตามอย่างช่างโบราณ ก็จะดูพานขัดพระเนตร เปนที่ยิ้มเย้ยของแขกเมืองที่มาแต่ประเทศยุโรปจะพึงว่าได้ ว่าของสำหรับใช้อย่างอื่น เอามาใช้อย่างอื่นไป เพราะฉะนั้น จึงโปรดให้ช่างสร้างพระอภิเนาว์นิเวศน์ โดยแบบอย่างท่วงทีคล้ายกับราชนิเวศน์ ซึ่งมีในมหานครข้างโยรปิยปถพี (คือ ยุโรปปฐพี-ผู้เขียน) เพื่อจะต้องท่วงทีกับสิ่งเครื่องประดับประดาที่ได้มาแต่โยรปิยมหานครต่างๆ ไว้สำหรับรับแขกเมือง และระลึกถึงทางพระราชไมตรีด้วยพระเจ้าแผ่นดินใหญ่ในโยรปิยปถพี เพราะทอดพระเนตรเห็นของราชบรรณาการพิเศษที่กล่าวมานี้อยู่เนืองๆ นั้น” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
จากข้อความข้างต้นจึงสรุปความได้ว่า พระอภิเนาว์นิเวศน์ หรือพระราชนิเวศน์ ภายในพระบรมมหาราชวัง ที่สร้างขึ้นสมัยรัชกาลที่ 4 นั้น สร้างด้วยสถาปัตยกรรมแบบตะวันตก เพื่อแสดงให้เห็นถึงความศิวิไลซ์ และใช้เก็บเครื่องราชบรรณาการของโลกตะวันตกเป็นการเฉพาะ
ลักษณะเช่นนี้จึงสอดคล้องกันเป็นอย่างดีกับ “พระสยามเทวาธิราช” ผู้เป็นเทวดาอารักษ์ แห่งประเทศสยาม อันเป็นรัฐสมัยใหม่ ที่รัชกาลที่ 4 ทรงริเริ่มที่จะสถาปนาขึ้น ทั้งยังมีลักษณะเป็นเหมือนเทพ หรือเทพีประจำชาติ ที่แสดงให้เห็นถึง เจตจำนง หรืออุดมคติของชาติของตนเอง ตามอย่างที่อารยประเทศในยุคสมัยนั้นนิยมกันได้เป็นอย่างดีอีกต่างหาก

น่าสังเกตด้วยว่า “กำหนดการในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของรัชกาลที่ 5” ซึ่งได้เคยกล่าวถึงไปแล้วในตอนก่อนหน้านี้ (ตอนที่ 4) อันเป็นเอกสารที่ รัชกาลที่ 4 ได้ทรงกำหนดและลำดับการ รวมถึงรายละเอียดต่างๆ ในพระราชพิธีขึ้นนั้น จะตั้งรูปพระสยามเทวาธิราชแยกออกจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ที่ในเอกสารชิ้นนี้เรียกว่า “เทวดา” ใน “เทวสถาน” ทั้ง 15 องค์ ซึ่งไม่ปรากฏชื่อของ “พระสยามเทวาธิราช” รวมอยู่ในนั้นด้วย
“เทวดา” ทั้ง 15 องค์นี้ จะถูกแยกออกเป็น 5 ชุด แต่ละชุดจะมีเจ้าพนักงาน ซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่ที่แตกต่างกันนำเครื่องพลีกรรมไปบวงสรวงในงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
ชุดแรกมีเพียงองค์เดียว พระนเรศวร อันประดิษฐานอยู่ ณ หอโรงแสงใน โดยให้เจ้าพนักงานภูษามาลานำเครื่องพลีกรรมไปบวงสรวง (สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายว่า พระนเรศวรดังกล่าว เป็นรูปที่มีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่ต่อมาทั้งโรงแสงใน และหอพระนเรศวรได้ถูกรื้อไปนานแล้ว ส่วนรูปพระนเรศวรดังกล่าวก็ไม่ทราบว่าหายไปไหน แต่มักเชื่อกันว่า หุ่นที่มีอยู่ในห้องพระภูษามาลาสำหรับปรับเครื่องต้น เป็นพระรูปพระนเรศวรดังกล่าว)
ชุดที่ 2 มี 6 องค์ ประกอบไปด้วย เทวดารักษาพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท, เทวดารักษาพระมหาเศวตฉัตร ที่พระที่นั่งอมรินทรวินิจฉัย, เทวดารักษาพระมหาเศวตฉัตร ที่พระที่นั่งอนันตสมาคม (อยู่ในพระอภิเนาว์นิเวศน์), เทพารักษ์ ณ หอแก้ว (พระภูมิ) ภายในพระบรมมหาราชวัง, เทพารักษ์หลักเมือง และเทพารักษ์ที่ตึกดิน ให้โหรเชิญเครื่องพลีกรรมไปบวงสรวง
ชุดที่ 3 มี 4 องค์ ได้แก่ พระเสื้อเมือง, พระทรงเมือง, พระกาฬไชยศรี และเจ้าเจตคุก (อักขรวิธีตามต้นฉบับ, ปัจจุบันเรียก เจ้าพ่อเจตคุปต์) ให้กรมเมืองเชิญเครื่องพลีกรรมไปบวงสรวง
ชุดที่ 4 มีองค์เดียว คือ เทพารักษ์ที่หอเชือกกรมช้าง ให้กรมช้างเชิญเครื่องพลีกรรมไปบวงสรวง
ส่วนชุดสุดท้ายมี 3 องค์ ประกอบด้วย พระอิศวร, พระนารายณ์ และพระพิฆเณศวร (อักขรวิธีตามต้นฉบับ, ปัจจุบันสะกดว่า พระพิฆเนศวร) ซึ่งทั้งหมดประดิษฐานอยู่ในเทวสถาน (โบสถ์พราหมณ์) ให้พระราชครูพิธีเชิญเครื่องพลีกรรมไปบวงสรวง

จากการแบ่งหน้าที่ในปฏิบัติการ “เทวสัมพันธ์” กับเทวดาแต่ละชุดข้างต้น จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า มีการใช้เจ้าพนักงานที่เกี่ยวข้องอยู่กับเทวดาแต่ละชุดนั้นอย่างชัดเจน
คือ เจ้าพนักงานภูษามาลา ที่มีหน้าที่ในการดูแลกษัตริย์ และเชื้อพระวงศ์องค์สำคัญต่างๆ ทำหน้าที่นำเครื่องพลีกรรมไปถวายพระนเรศวร
เทวดาซึ่งดูแลพระที่นั่ง หรือสถานที่อย่าง หลักเมือง และเครื่องราชูปโภคสำคัญ ก็ใช้โหร ซึ่งเป็นผู้ทำนายทายทัก และวางฤกษ์ยามเป็นผู้ถวายเครื่องพลีกรรม (ควรสังเกตด้วยว่า หลักเมือง เป็นสิ่งที่สัมพันธ์อยู่กับอะไรที่เรียกว่า ดวงเมือง เป็นอย่างยิ่ง)
กรมเมือง ซึ่งมีหน้าที่ดูแลเมือง ก็ถวายเครื่องพลีกรรมให้กับเทวดาผู้ปกปักรักษาเมือง อย่างพระเสื้อเมือง พระทรงเมือง
ส่วนกรมช้าง ซึ่งทำหน้าที่ดูแลช้าง ก็ไปถวายเครื่องพลีกรรมที่หอเชือกปะกำ และท้ายสุด ก็ให้พระราชครูพิธี หรือที่ในปัจจุบันเรียกกันว่า พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ซึ่งก็คือหัวหน้าของหมู่พราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ถวายเครื่องพลีกรรม ให้แก่เทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู
ดังนั้น การไม่นับรวม พระสยามเทวาธิราช อยู่ในเทวดาทั้ง 5 ชุด ก็จึงแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ไม่ใช่เทวดาที่มีหน้าที่ในทำนองเดียวกับเทวดาดั้งเดิมที่มีมาก่อนหน้าแล้วทั้ง 5 ชุดข้างต้น แถมการแยกไปบูชาต่างหาก
ดังที่ปรากฏอยู่ในเอกสารฉบับเดิมว่า “(พระมหากษัตริย์) ทรงจุดธูปเทียนสักการะที่พระสยามเทวาธิราช ที่พระที่นั่งอัฐทิศ และพระที่นั่งภัทรบิฐทั้ง 3 แห่ง” ภายในพระราชพิธีเดียวกัน แต่ประกอบพิธีกันคนละช่วงเวลานั้น ก็ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างกันอย่างชัดเจน
การจุดธูปบูชา “พระสยามเทวาธิราช” พร้อมกันกับ “พระที่นั่งอัฐทิศ” และ “พระที่นั่งภัทรบิฐ” อันเป็นพระที่นั่งที่ใช้ประทับเพื่อเปลี่ยนผ่านสถานะของผู้เข้าประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ให้กลายเป็น “กษัตริย์” นี้ ย่อมแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า หน้าที่ของพระสยามเทวาธิราช คือการมอบสิทธิธรรมในการปกครองแผ่นดินอันเป็นรัฐชาติสมัยใหม่ที่เรียกว่า “สยาม” ให้แก่กษัตริย์ผู้ประกอบพิธี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้ที่กระทำการบูชาทั้ง 3 สิ่งนี้ด้วยธูปเทียน ก็คือกษัตริย์ผู้ประกอบพิธีเอง ไม่ใช่เจ้าพนักงานที่ไหน
ควรสังเกตด้วยว่า “บัลลังก์” ที่เป็นสัญลักษณ์ของความเป็น “กษัตริย์” นั้นพบอยู่หลากหลายวัฒนธรรมในโลก รวมถึงในยุโรป ช่วงยุคอาณานิคมด้วย ดังนั้น จึงมีความเป็นสากลมากกว่า “ฉัตร” ที่ดูจะเป็นสัญลักษณ์ดั้งเดิมที่มีอยู่ในอุษาคเนย์อย่างค่อนข้างเฉพาะเจาะจง
กล่าวแบบกำปั้นทุบดินที่สุด “ฉัตร” ก็คือ “ร่ม” ที่ถูกนำมาซ้อนลดหลั่นกันเป็นชั้น แถมยังมีหลักฐานของการใช้ร่ม ที่ไม่ได้มีการซ้อนชั้น เพื่อแสดงยศถาบรรดาศักดิ์ของบุคคล คือภาพสลักบนระเบียงคด ที่ปราสาทนครวัด ในประเทศกัมพูชา โดยจะเห็นได้อย่างชัดเจนด้วยว่า ในภาพสลักดังกล่าวนี้ ผู้ที่ยิ่งมียศมาก จำนวนร่มที่เป็นเครื่องยศ ซึ่งสลักอยู่ในรายรอบตัวบุคคลนั้น ก็จะยิ่งมีจำนวนมากตามไปด้วย
ลักษณะของฉัตรแบบดั้งเดิมนี้ยังมีร่องรอยตกค้างอยู่ในเครื่องยศขุนนางบรรดาศักดิ์ที่ระบุไว้ในกฎมณเฑียรบาลของกรุงศรีอยุธยา ที่ตราขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถว่า ผู้มีศักดินา 5000 “ขี่ยั่วร่มทงยู” แปลว่า นั่งเครื่องแบกหาม และมีเครื่องบังแดดฝนที่เรียกว่า ร่มทงยู
ปราชญ์อย่าง จิตร ภูมิศักดิ์ เคยอธิบายไว้ในหนังสือที่ชื่อ ความเป็นมาของคำสยาม ไทย, ลาว และขอม และลักษณะทางสังคมของชื่อชนชาติ เอาไว้ว่า “ทงยู” เป็นภาษาเขมร ปัจจุบันเขียน “ทำงยู” ออกเสียงว่า “เตียงยู” แปลว่า “ร่มกระดาษ” โดยจิตรได้สันนิษฐานต่อไปว่า คำว่า “ร่มทงยู” ในกฎมณเฑียรบาลอยุธยานั้น ร่มทำจากกระดาษที่ใช้ประดับยศผู้มีศักดิ์
และก็คงไม่แปลกอะไร ถ้าต่อมาจำนวนของร่มทงยูที่ว่านี้จะถูกลดรูปลงไปด้วยการนำขึ้นไปซ้อนลดหลั่นสูงกันขึ้นไปเป็นชั้นๆ และเรียกว่า “ฉัตร”
เมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงนี้แล้ว “พระสยามเทวาธิราช” ที่ถูกสถาปนาขึ้นเพื่อให้เป็นเทวดาอารักษ์ของรัฐชาติสมัยใหม่ที่ชื่อว่า “สยาม” ไม่ใช่ “กรุงรัตนโกสินทร์” อย่างที่เคยเป็นมา จึงได้ถูกจุดธูปเทียนบูชาพร้อมกันกับ “บัลลังก์” อย่าง “พระที่นั่งอัฐทิศ” และ “พระที่นั่งภัทรบิฐ” แถมยังเป็นเทพยดาที่เพิ่งถูกสถาปนาขึ้นใหม่ในช่วงระหว่างที่มีการสร้างหมู่พระมณเฑียร ที่เป็นสถาปัตยกรรมแบบฝรั่งเพื่อแสดงให้เห็นถึงความศิวิไลซ์ของสยามประเทศอย่าง “พระอภิเนาว์นิเวศน์” (มีต่อ)

