คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
โดย ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
มีคำถามหนึ่งที่ผมนึกถึงหลังออกจากห้องอัดเสียงของ podcast ช่องหนึ่งที่มีผู้ติดตามเฉียดล้านคน
ทำไมคนถึงยอมฟังเรื่องประกันสังคมนานสองชั่วโมง ในยุคที่อัลกอริธึ่มออกแบบมาเพื่อให้ทุกอย่างจบใน 60 วินาที ในยุคที่ความสนใจของมนุษย์ถูกแข่งขันโดย reels หมื่นคลิปต่อวัน
การที่ผู้ฟังเลือกอยู่กับบทสนทนาเรื่องสิทธิประโยชน์ การบริหารกองทุน และความไม่เป็นธรรมของระบบยาวต่อเนื่องขนาดนั้นไม่ใช่เรื่องธรรมดา
มันคือสัญญาณที่บอกว่ามีบางอย่างเปลี่ยนไปในวิธีที่คนไทยสัมพันธ์กับนโยบายสาธารณะ
ในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา ผมสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ค่อยเป็นค่อยไปแต่มีนัยสำคัญ
ประเด็นประกันสังคมเริ่มปรากฏในพื้นที่สื่อที่ไม่เคยแตะเรื่องนี้มาก่อน
ไม่ใช่รายการข่าวการเมือง ไม่ใช่สัมมนาวิชาการ ไม่ใช่แถลงข่าวสหภาพแรงงาน
แต่เป็น podcast ที่พูดเรื่องชีวิต ความสำเร็จ สุขภาพจิต และการเงินส่วนตัว
เส้นแบ่งระหว่าง “สื่อนโยบาย” กับ “สื่อชีวิต” กำลังพร่าเลือน
และนั่นคือข่าวดีที่สุดที่ขบวนการปฏิรูปประกันสังคมจะได้รับในรอบหลายปี
บทสนทนาที่ผมร่วมอยู่ด้วยกับ Good Day Podcast ของพงศธร จงวิลาส ไม่ได้พูดถึงแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง
แต่พาผู้ฟังเดินทางผ่านระบบทั้งระบบ ตั้งแต่สิทธิการรักษาพยาบาลที่เหลื่อมล้ำระหว่างผู้ประกันตนมาตรา 33 กับระบบบัตรทอง สิทธิคลอดบุตรที่ยังต่ำกว่ามาตรฐานสากล เงินสงเคราะห์บุตรที่ไม่ได้ปรับมานาน ไปจนถึงโครงสร้างการลงทุนกองทุนที่มีเม็ดเงินกว่า 2.9 ล้านล้านบาทแต่ขาดความโปร่งใสในการกำกับดูแล
สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นชีวิตประจำวันของผู้ประกันตน 24 ล้านคน แต่ไม่เคยถูกพูดถึงในภาษาที่คนเหล่านั้นฟังแล้วรู้สึกว่าเกี่ยวกับตัวเอง
ความยาวสองชั่วโมงจึงไม่ใช่ปัญหา เพราะมันไม่ใช่การบรรยาย
มันคือการที่คนค่อยๆ รู้ว่าตัวเองเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้อย่างไร
ปรากฏการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทย และการมองออกไปนอกประเทศช่วยให้เห็นว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นมีรูปแบบที่ชัดเจน
ในเกาหลีใต้ช่วงที่มีการถกเถียงเรื่องการปฏิรูปกองทุนบำนาญแห่งชาติในปี 2566-2567 YouTuber และ podcaster ที่ปกติพูดเรื่องการลงทุนและไลฟ์สไตล์กลายมาเป็นพื้นที่หลักที่คนรุ่นใหม่รับข้อมูลเรื่องสวัสดิการ
การถกเถียงไม่ได้อยู่แค่ในรัฐสภาหรือหน้าหนังสือพิมพ์อีกต่อไป มันอยู่ในหูฟังของคนที่นั่งรถไฟใต้ดินกลับบ้าน จนรัฐบาลต้องออกมาตอบสนองต่อแรงกดดันที่ไม่ได้มาจากพรรคฝ่ายค้านหรือสหภาพแรงงาน
แต่มาจากคนรุ่นใหม่ที่รู้สึกว่าระบบบำนาญจะไม่มีเหลือไว้ให้พวกเขาเลย
ในอังกฤษ Novara Media ที่เริ่มต้นจาก podcast เล็กๆ ในมหาวิทยาลัยเมื่อสิบกว่าปีก่อนกลายมาเป็นแพลตฟอร์มที่วิเคราะห์นโยบายสวัสดิการ แรงงาน และความเหลื่อมล้ำลึกกว่าสื่อกระแสหลักหลายรายการ และทำได้โดยไม่ต้องพึ่งโฆษณาจากรัฐหรือทุนใหญ่
ในสหรัฐอเมริกา The Daily ของ New York Times พิสูจน์ว่าคนพร้อมฟังนโยบายสาธารณะในระดับลึก หากนำเสนอในภาษาที่พวกเขารู้สึกว่าตัวเองอยู่ในนั้น ไม่ใช่ถูกสอนโดยผู้เชี่ยวชาญที่พูดข้ามหัว
สิ่งที่เชื่อมทั้งหมดนี้เข้าหากันคือ ผู้ฟังไม่ได้โง่ พวกเขาแค่ไม่เคยได้รับข้อมูลในภาษาที่ตัวเองรู้สึกว่าถูกพูดถึง
ต้องพูดตรงๆ ด้วยว่าความซับซ้อนของระบบประกันสังคมไทยไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ ระบบที่ซับซ้อน ภาษาราชการที่เข้าถึงไม่ได้ ฟอร์มที่สับสน เว็บไซต์ที่หาข้อมูลไม่เจอ โครงสร้างที่ดูเหมือนเทคนิคเกินกว่าคนธรรมดาจะตั้งคำถาม
ทั้งหมดนี้ผลิตสภาวะที่ผู้ประกันตนไม่รู้ว่าตัวเองมีสิทธิ์อะไร
และเมื่อไม่รู้ ก็ไม่เรียกร้อง เมื่อไม่เรียกร้อง การปฏิรูปก็ไม่มีแรงกดดันพอจะเกิดขึ้น
ระบบที่ซับซ้อนเกินไปจึงไม่ใช่แค่ความไม่มีประสิทธิภาพในเชิงบริหาร มันคือกลไกทางการเมืองที่ทำงานเพื่อรักษาสถานะเดิมเอาไว้
podcast ในแง่นี้ทำหน้าที่แปล มันแปลภาษานโยบายที่ออกแบบมาให้อ่านยากให้กลายเป็นภาษาที่คนเปิดฟังระหว่างนั่งรถไปทำงานแล้วรู้สึกว่า “อ้าว นี่มันเรื่องของฉันนี่หว่า”
และเมื่อการแปลนั้นเกิดขึ้นผ่านเสียงของคนที่ผู้ฟังไว้ใจอยู่แล้ว พลังของมันยิ่งทวีขึ้น ไม่ใช่เพราะ influencer มีอำนาจพิเศษ แต่เพราะความสัมพันธ์ที่สะสมมาก่อนแล้วระหว่างเจ้าของช่องกับผู้ฟังลดแรงต้านทานในการรับข้อมูลใหม่ลง
คนที่ไม่เคยคิดจะอ่านรายงานของสำนักงานประกันสังคมเลยในชีวิต อาจนั่งฟังเรื่องเดียวกันนั้นได้สองชั่วโมงถ้านำเสนอในบริบทที่เขาไว้วางใจ
แน่นอนว่ารูปแบบนี้มีข้อจำกัดที่ต้องพูดถึงอย่างซื่อสัตย์ การทำให้ประเด็นซับซ้อนฟังดูเข้าใจง่ายมีความเสี่ยงเสมอ รายละเอียดที่ตัดออก ตัวเลขที่ปัดเศษ อารมณ์ที่มีพลังกว่าข้อมูล และความนิยมของผู้นำเสนอที่อาจบดบังความถูกต้องของเนื้อหา สำหรับผู้ที่เข้าร่วมในฐานะนักวิชาการหรือผู้กำหนดนโยบาย ความรับผิดชอบจึงหนักกว่าการให้สัมภาษณ์สื่อปกติ ต้องรักษาความแม่นยำในขณะที่ยังสื่อสารกับคนที่ไม่เคยอ่านรายงานวิชาการมาก่อนได้ ต้องไม่ทำให้เรื่องง่ายเกินจริง แต่ก็ต้องไม่ทำให้มันยากจนคนถอดหูฟังออกในนาทีที่สิบห้า เส้นบางๆ นั้นต้องเดินให้ได้ตลอดสองชั่วโมง
มันคือจุดเริ่มต้น การที่ผู้ฟังรู้ว่าตัวเองอยู่ในระบบที่ไม่เป็นธรรม คือขั้นตอนแรกก่อนที่พวกเขาจะตั้งคำถามและเรียกร้อง อย่างที่เห็นในการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมเดือนธันวาคม 2566 ที่ผู้ประกันตนออกมาใช้สิทธิ์และเลือกทีมที่ต้องการเปลี่ยนแปลงอย่างท่วมท้น กระแสนั้นไม่ได้เกิดจากแถลงข่าวหน้ากระทรวงหรือโฆษณาหาเสียง มันเกิดจากการสะสมของการสนทนาในพื้นที่ที่คนธรรมดาเข้าถึงได้ ในช่องทางที่พวกเขาเลือกเปิดด้วยตัวเอง
เมื่อ Influencer ที่มีฐานผู้ติดตามหลักแสนหันมาจริงจังกับประเด็นที่นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวพยายามผลักมาหลายปี มันไม่ใช่แค่การขยายผู้ชม มันคือการเปลี่ยนสมการว่าใครบ้างที่นับว่าเป็น “คนที่ควรรู้เรื่องนี้”
ระบบประกันสังคมไม่ใช่เรื่องของนักวิชาการ
ไม่ใช่เรื่องของสหภาพแรงงาน
และไม่ใช่เรื่องของบอร์ดที่ประชุมในห้องแอร์
มันเป็นเรื่องของทุกคนที่ถูกหักเงินออกจากเงินเดือนทุกเดือนโดยที่ยังไม่รู้เลยว่าเงินก้อนนั้นจะกลับมาถึงมือตัวเองในรูปไหน เมื่อไหร่ และเพียงพอกับชีวิตที่เหลืออยู่หลังเกษียณหรือไม่
