bg-single

‘เอลนีโญ เอฟเฟ็กต์’ สุดเดือด

28.06.2026

สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน

ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ เอฟเฟ็กต์” ที่เกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้ คาดว่าจะเพิ่มระดับความรุนแรงต่อเนื่อง

นักวิทยาศาสตร์ต่างเป็นกังวลว่าความรุนแรงจะยกระดับเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” นั่นหมายถึงโลกใบนี้จะเดือดในหลายๆ มิติพร้อมๆ กันและผลักเข้าสู่ยุคหายนะ หรือ Catastrophic Era

ปัจจัยที่นักวิทยาศาสตร์เป็นกังวลมีอย่างน้อย 4 ปัจจัยด้วยกัน

ปัจจัยแรก ณ ขณะนี้อุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลางสูงกว่าค่าเฉลี่ย 6 องศาเซลเซียส เป็นเกณฑ์ที่นักอุตุนิยมวิทยานำมาประกาศว่า โลกเข้าสู่ปรากฏการณ์เอลนีโญอย่างเป็นทางการ

องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา หรือโนอา (NOAA – National Oceanic and Atmospheric Administration) จำลองสภาพภูมิอากาศระหว่างเดือนพฤศจิกายนปีนี้ ถึงมกราคมปี 2570 นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลจะเพิ่มสูงถึงร้อยละ 63 เกินค่าเฉลี่ยปกติมากกว่า 1.5-2 องศาเซลเซียส ถ้าเป็นไปตามโนอาคาดโลกจะเผชิญกับ “ซูเปอร์เอลนีโญ” เต็มรูปแบบ

นับตั้งแต่ปี 2493 เป็นต้นมา มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงขึ้นเกิน 2.5 องศาเซลเซียส

ปัจจัยที่ 2 อุณหภูมิพื้นผิวโลกและมหาสมุทรสะสมความร้อนเอาไว้สูงมาก เมื่อเกิดเอลนีโญ จึงเหมือนเติมพลังงานความร้อนให้พุ่งทะลุทะลวง

ปัจจัยที่ 3 ความแตกต่างของอุณหภูมิผิวน้ำ 2 ฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ในสภาวะปกติน้ำทะเลฝั่งตะวันตก (Western Pacific) แถบอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ รวมถึงไทย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อุณหภูมิเพิ่มขึ้นทำให้น้ำอุ่นกว่าฝั่งตะวันออกแถบชายฝั่งเปรู เอกวาดอร์ ราวๆ 3-8 องศาเซลเซียส

ช่วงเกิดภาวะเอลนีโญ ความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่าง 2 ฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกลดลงอย่างมาก เพราะกระแสน้ำอุ่นไหลย้อนกลับไปทางฝั่งตะวันออก ทำให้ฝั่งตะวันออกอุ่นขึ้นผิดปกติ จนอุณหภูมิต่างกันแค่ 1-2 องศาเซลเซียส

ปัจจัยที่ 4 ลมค้าที่พัดจากทิศตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกแถบประเทศเปรู เอกวาดอร์ไปยังทิศตะวันตกอ่อนกำลังลงอย่างฉับพลัน ทำให้เกิดคลื่นความร้อนใต้ทะเลแถบเส้นศูนย์สูตร หรือที่เรียกกันว่า เคลวินเวฟ (Equatorial Kelvin Waves ) ลึกลงกว่า 1,000 ฟุต ซึ่งมีขนาดมหึมา เคลื่อนตัวลอยขึ้นสู่ผิวน้ำทะเลพร้อมกับนำพลังงานความร้อนขึ้นมาด้วย ขณะเดียวคลื่นเคลวินกดชั้นน้ำเย็นใต้มหาสมุทรไม่ให้ลอยตัวสู่ผิวน้ำทะเลได้ เมื่อบวกกับปรากฏการณ์เอลนิโญ ทำให้ผิวน้ำทะลพุ่งสูงเกิน 1.5-2 องศาเซลเซียส ยิ่งเพิ่มระดับความรุนแรงของเอลนีโญ

ทั้ง 4 ปัจจัยหลักดังกล่าว ก่อให้เกิดการไหลเวียนของชั้นบรรยากาศโลกแปรปรวนรุนแรง มวลความร้อนปริมาณมหาศาลสะสมอยู่ในมหาสมุทรตามปัจจัยที่ 2 พุ่งขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ เติมพลังงานและความชื้นให้กับระบบอากาศโลกอย่างรวดเร็ว นำไปสู่สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว

พื้นที่ไหนร้อนแล้งอยู่แล้ว ก็ร้อนสุดสุด แล้งสุดสุด พื้นที่ใดที่อากาศหนาวเย็น ก็จะหนาวเย็นสุดขั้ว พื้นที่มีฝนตก จะตกหนักมาก ปริมาณน้ำฝนในชั้นบรรยากาศมีมากขึ้น ตกตรงไหนก็แช่ตรงนั้นนาน เมื่อเกิดพายุจะเป็นพายุสุดฤทธิ์สุดเดช มีกระแสลมแรง ฟ้าร้องฟ้าลั่นสั่นสะเทือนจนผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์รู้สึกเหมือนโลกจะแตก

พื้นที่ที่อากาศร้อนสุดขั้วและแห้งแล้ง ได้แก่ ทวีปยุโรปตอนเหนือ ตอนกลางร้อน แล้ง ฝั่งตอนใต้มีฝนตกหนัก ส่วนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีประเทศไทยรวมอยู่ด้วย บางส่วนของทวีปอเมริกาใต้ และออสเตรเลีย มีทั้งร้อนแล้ง เกิดไฟป่า

พายุโซนร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกและตอนกลางมีจำนวนเพิ่มขึ้น ส่วนพายุเฮอร์ริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติก ฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกาจะลดลง

รายงานฉบับล่าสุดของศูนย์วิจัยร่วมแห่งยุโรป หรือเจอาร์ซี (join-research-centre.eu.europa.eu) ระบุว่า การเกิดเอลนีโญครั้งนี้มีความเป็นไปได้สูงว่าจะรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และ “เอลนีโญ เอฟเฟ็กต์” ปีนี้ จะยืดเยื้อยาวไปถึงต้นปีหน้า และปีหน้าจะเป็นปีที่อากาศร้อนที่สุดในโลกเท่าที่มีการบันทึกไว้

เจอาร์ซีประเมินสถานการณ์ “เอลนีโญ เอฟเฟ็กต์” มีผลกระทบกับชาวโลกเป็นลูกโซ่ ในแทบทุกมิติด้านเศรษฐกิจ การเกษตร พลังงาน สิ่งแวดล้อม และผลกระทบทางสังคม

ในมิติของอุณหภูมิที่พุ่งสูง เกิดคลื่นความร้อนหรือร้อนสุดขั้วในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน (subtropics) ช่วงเดือนกันยายน ร้อนสุดสุดอยู่ในช่วงระหว่างเดือนธันวาคม จนกระทั่งถึงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2570 ภาวะเช่นนี้จะยืดเยื้อไปถึงฤดูใบไม้ผลิ

อากาศอบอุ่นผิดปกติคาดว่าจะแพร่กระจายไปทั่วโลก โดยความอบอุ่นจะทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเอลนีโญทวีความรุนแรงขึ้น ภูมิภาคที่มีแนวโน้มมากที่สุดที่จะรู้สึกเช่นนี้คือในอเมริกาเหนือและใต้ อเมริกากลาง แอฟริกา ภูมิภาคยูโร-เอเชีย และออสเตรเลีย

เอลนีโญจะส่งผลกระทบต่อยุโรปอย่างรุนแรง ฤดูหนาวอากาศไม่ได้หนาวเย็นเหมือนเช่นอดีต แต่จะเจอกับสภาวะที่เรียกว่าอุ่นกว่าปกติ (warmer-than-normal conditions) อากาศอุ่นนี้อยู่ยาวกระทั่งถึงฤดูใบไม้ผลิ ปี 2570

พื้นที่ออสเตรเลีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย แอฟริกาตอนใต้ และอเมริกากลาง เสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้ง

ในด้านกลับกัน แอฟริกาตะวันออก บางส่วนของเอเชียกลางและเอเชียตะวันออก อเมริกาใต้และอเมริกาเหนือจะมีฝนตกหนักขึ้น เกิดน้ำท่วมใหญ่กระทบต่อภาคการเกษตร

ภาพแสดงอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลางสูงกว่าค่าเฉลี่ย 6 องศาเซลเซียส เป็นเกณฑ์ที่องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกนำมาประกาศว่า โลกเข้าสู่ปรากฏการณ์เอลนีโญอย่างเป็นทางการ (ที่มา : องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก)

ด้านผลกระทบทางมนุษยธรรมนั้น เจอาร์ซีประเมินว่า ประเทศในทวีปแอฟริกา จะเกิดภาวะแห้งแล้ง ขาดแคลนอาหาร นำไปสู่วิกฤตความขัดแย้งซึ่งมีอยู่แล้วจะเพิ่มความรุนแรงขึ้นและบีบให้ประชาชนอพยพลี้ภัยออกจากเขตวิกฤต

ประเทศในทวีปแอฟริกาจะได้รับผลกระทบจากเอลนีโญและนำไปสู่ภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจการเมือง ได้แก่ ซูดาน โซมาเลีย ซูดานใต้ และชาด

ส่วนฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก ได้แก่ เอกวาดอร์ เวเนซุเอลา และเฮติ จะเกิดภาวะแห้งแล้งและมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจสังคมมากขึ้น

เอลนีโญเปลี่ยนแปลงสภาพการเกษตรทั่วโลก คาดว่าจะมีผลกระทบต่อผลผลิตพืช โดยเฉพาะอู่ข้าวอู่น้ำของโลก ทั้งในไทย เวียดนาม อินเดีย จะเผชิญกับภาวะฝนทิ้งช่วง ผลผลิตตกต่ำ และราคาข้าวในตลาดโลกจะแพงขึ้น

ในหลายพื้นที่เมื่อฝนทิ้งช่วงบวกกับปริมาณน้ำในเขื่อนแห้งขอด จะมีผลต่อการพลังงานไฟฟ้าทั้งในอเมริกาใต้ เอเชีย และแอฟริกา

ราคาข้าวโพดทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ราคาถั่วเหลืองทั่วโลกและข้าวสาลีฤดูหนาวฮาร์ดเรดคาดว่าจะลดลงในทุกสถานการณ์เอลนีโญ

สําหรับการนำข้อมูลและเครื่องมือมาวิเคราะห์ประมวลผลครั้งนี้ เจอาร์ซีและกลุ่มพันธมิตรทางวิทยาศาสตร์ตรวจสอบสภาพภัยแล้งทั้งในยุโรป และประเมินความเสี่ยงจากน้ำท่วม ผ่านระบบติดตามข้อมูลน้ำท่วมทั่วโลก

การวิเคราะห์ข้อมูลอีกชิ้นที่เรียกว่า “ดวงตาแห่งมหาสมุทร” (OceanEye) ถือเป็นความคิดริเริ่มของสหภาพยุโรปเพื่อสังเกตมหาสมุทร ติดตามการเคลื่อนตัวของปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญา นำข้อมูลมาประมวลผลผ่านระบบเอไอ เพื่อแจ้งเตือนภัย ทำนายสภาพภูมิอากาศให้เกิดประสิทธิผลที่สูงนำไปสู่ความยั่งยืน ความมั่นคงทางอาหาร ทรัพยากรน้ำและระบบนิเวศ

ผลวิเคราะห์ของเจอาร์ซีคาดว่า ซูเปอร์เอลนีโญจะทำให้พื้นที่ของ 3 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย ไทย และออสเตรเลีย เป็นจุดเสี่ยงสีแดงระดับต้นๆ ของโลก เนื่องจากตั้งอยู่ในเขตอิทธิพลโดยตรงของมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันตก

อินโดนีเซียได้รับผลกระทบรุนแรงสุดเพราะลมค้าอ่อนกำลังลง ทำให้น้ำทะเลอุ่นขึ้นและกลุ่มฝนเคลื่อนทิศทางทวีปอเมริกา พื้นที่อินโดนีเซียจึงแล้งจัด ป่าพรุที่เคยชุ่มน้ำจะแห้งขอดเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีให้เกิดไฟป่าและปล่อยควันพิษปกคลุมทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เจอาร์ซีไม่ได้ให้รายละเอียดในแง่การเกิดไฟป่าในไทยมากเท่าใดนัก แต่ซูเปอร์เอลนีโญจะทำให้ไทยเผชิญกับอากาศร้อนแล้งยาวนานกว่าปกติ พื้นที่ป่าในภาคเหนือและอีสานแห้งกรอบ พร้อมจะเกิดไฟป่าได้ทุกเมื่อและเสี่ยงต่อปัญหาหมอกควัน ฝุ่นพีเอ็ม 2.5

นอกจากจีอาร์ซีและชุมชนวิทยาศาสตร์เป็นกังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและเตือนให้โลกรับมือกับซูเปอร์เอลนีโญ “อันโตนิโอ กูเตร์เรส” เลขาธิการสหประชาชาติ ก็ยังออกมาย้ำเตือนวิงวอนชาวโลกให้เตรียมพร้อมเช่นกัน

เลขาฯ ยูเอ็นบอกกับสื่อว่า สภาวะเอลนีโญในขณะนี้ เป็นเชื้อเพลิงเติมให้โลกเดือดขึ้น ผลกระทบจะหนักหน่วง แผ่อิทธิพลกินพื้นที่กว้างไกลกว่าเดิม และเร่งปฏิกิริยาให้เกิดการทำลายร้ายรุนแรงขึ้น

“กูเตร์เรส” พูดถึงความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศโลกมาตั้งแต่ปี 2566 ว่า โลกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว จากยุคโลกร้อน หรือ Global Warming มาเป็นยุคโลกเดือด (Global Boiling)

สาเหตุที่เลขาฯ ยูเอ็นบอกว่าเป็นยุคโลกเดือด ก็เพราะองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกซึ่งเป็นหน่วยงานของยูเอ็น และเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์ของสหภาพยุโรป เอาข้อมูลที่ระบุว่า เดือนกรกฎาคม 2566 เป็นเดือนที่โลกร้อนสุดขั้ว ทุบสถิติในรอบหลายแสนปี

ปี 2567 อุณหภูมิโลกสูงกว่า ปี 2566 ราว 0.12 องศาเซลเซียส เป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลกมนุษย์ และยังมีสถิติวันที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ช่วงวันที่ 22-23 กรกฎาคม

“กูเตร์เรส” ออกมาย้ำเตือนว่า มนุษย์กำลังเชิญกับวิกฤตความร้อนสุดขั้ว (Extreme Heat Epidemic) และบอกว่า ชาวโลกกำลังเดินเข้าสู่ภาวะโลกเดือดไปได้ครึ่งทางแล้ว (Halfway to boiling) ถ้าหากยังไม่ร่วมมือกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง ประตูนรกภูมิอากาศ (Climate hell) เปิดรอแล้ว

ชาวโลกจะเชื่อหรือไม่เชื่อคำเตือนของ “กูเตร์เรส” หรือนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศก็เลือกเอาที่สบายใจ แต่ที่แน่ๆ วันนี้ชาวโลกได้รับรู้และสัมผัสเรียบร้อยแล้ว ก็คือ อากาศร้อนสุดเดือด



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วีระยุทธ จี้บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์แก้ 4 ปัญหาใหญ่ ชี้ต้องกล้าคุมเข้มย้อนหลัง-อุดช่องโหว่กฎหมาย-เลือกส่งเสริมแบบมีเป้าหมาย-อย่าช่วยแต่เจ้าของนิคมกับผู้รับเหมา
อดีต รมว.คลัง ค้านเก็บเล็กเก็บน้อย ค่าเหยียบแผ่นดิน 450 บาท จนเสียรายได้ก้อนใหญ่
สิทธิที่จะนั่ง
เส้นทาง ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ สถานะ มนุษยภาพ
จากนาราถึงรมณีนาถ : การเล่าประวัติศาสตร์ยุคสมัยใหม่ผ่านคุก (จบ)
เชลยศึกสงครามลาว (46)
ชีวิตทางการเมือง ของพระสารสาสน์พลขันธ์ (29)
E-DUANG | ความเปราะบาง อำนาจ การเมือง เบื้องหน้า สถานการณ์ “โกงส.ว.”
รัฐประหาร 2520 ! | สุรชาติ บำรุงสุข
ศุภชัย เบรกกระแสฮั้วสว. ปม‘สำนวนคณะ 26’ ชี้ต้นทางยังพิสูจน์ไม่ได้ เตือนอย่าเพิ่งเชื่อเพียงเพราะเขาพูดกันมา
“ประชาธิปัตย์” ต้อนรับ “ปุ๊น ตรีรัตน์” ร่วมพรรค มอบบทบาทเสริมทัพนโยบายพลังงาน-เศรษฐกิจ ชูเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
‘โครงการหิ่งห้อย’ โดย CKPower ส่งต่อความเชี่ยวชาญ สู่พลังขับเคลื่อนความยั่งยืน