bg-single

‘เอลนีโญ เอฟเฟ็กต์’ สุดเดือด

24.06.2026

สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน

ปรากฏการณ์ “เอลนีโญ เอฟเฟ็กต์” ที่เกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้ คาดว่าจะเพิ่มระดับความรุนแรงต่อเนื่อง

นักวิทยาศาสตร์ต่างเป็นกังวลว่าความรุนแรงจะยกระดับเป็น “ซูเปอร์เอลนีโญ” นั่นหมายถึงโลกใบนี้จะเดือดในหลายๆ มิติพร้อมๆ กันและผลักเข้าสู่ยุคหายนะ หรือ Catastrophic Era

ปัจจัยที่นักวิทยาศาสตร์เป็นกังวลมีอย่างน้อย 4 ปัจจัยด้วยกัน

ปัจจัยแรก ณ ขณะนี้อุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลางสูงกว่าค่าเฉลี่ย 6 องศาเซลเซียส เป็นเกณฑ์ที่นักอุตุนิยมวิทยานำมาประกาศว่า โลกเข้าสู่ปรากฏการณ์เอลนีโญอย่างเป็นทางการ

องค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา หรือโนอา (NOAA – National Oceanic and Atmospheric Administration) จำลองสภาพภูมิอากาศระหว่างเดือนพฤศจิกายนปีนี้ ถึงมกราคมปี 2570 นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า อุณหภูมิผิวน้ำทะเลจะเพิ่มสูงถึงร้อยละ 63 เกินค่าเฉลี่ยปกติมากกว่า 1.5-2 องศาเซลเซียส ถ้าเป็นไปตามโนอาคาดโลกจะเผชิญกับ “ซูเปอร์เอลนีโญ” เต็มรูปแบบ

นับตั้งแต่ปี 2493 เป็นต้นมา มีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่อุณหภูมิผิวน้ำทะเลสูงขึ้นเกิน 2.5 องศาเซลเซียส

ปัจจัยที่ 2 อุณหภูมิพื้นผิวโลกและมหาสมุทรสะสมความร้อนเอาไว้สูงมาก เมื่อเกิดเอลนีโญ จึงเหมือนเติมพลังงานความร้อนให้พุ่งทะลุทะลวง

ปัจจัยที่ 3 ความแตกต่างของอุณหภูมิผิวน้ำ 2 ฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก ในสภาวะปกติน้ำทะเลฝั่งตะวันตก (Western Pacific) แถบอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ รวมถึงไทย ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อุณหภูมิเพิ่มขึ้นทำให้น้ำอุ่นกว่าฝั่งตะวันออกแถบชายฝั่งเปรู เอกวาดอร์ ราวๆ 3-8 องศาเซลเซียส

ช่วงเกิดภาวะเอลนีโญ ความแตกต่างของอุณหภูมิระหว่าง 2 ฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกลดลงอย่างมาก เพราะกระแสน้ำอุ่นไหลย้อนกลับไปทางฝั่งตะวันออก ทำให้ฝั่งตะวันออกอุ่นขึ้นผิดปกติ จนอุณหภูมิต่างกันแค่ 1-2 องศาเซลเซียส

ปัจจัยที่ 4 ลมค้าที่พัดจากทิศตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิกแถบประเทศเปรู เอกวาดอร์ไปยังทิศตะวันตกอ่อนกำลังลงอย่างฉับพลัน ทำให้เกิดคลื่นความร้อนใต้ทะเลแถบเส้นศูนย์สูตร หรือที่เรียกกันว่า เคลวินเวฟ (Equatorial Kelvin Waves ) ลึกลงกว่า 1,000 ฟุต ซึ่งมีขนาดมหึมา เคลื่อนตัวลอยขึ้นสู่ผิวน้ำทะเลพร้อมกับนำพลังงานความร้อนขึ้นมาด้วย ขณะเดียวคลื่นเคลวินกดชั้นน้ำเย็นใต้มหาสมุทรไม่ให้ลอยตัวสู่ผิวน้ำทะเลได้ เมื่อบวกกับปรากฏการณ์เอลนิโญ ทำให้ผิวน้ำทะลพุ่งสูงเกิน 1.5-2 องศาเซลเซียส ยิ่งเพิ่มระดับความรุนแรงของเอลนีโญ

ทั้ง 4 ปัจจัยหลักดังกล่าว ก่อให้เกิดการไหลเวียนของชั้นบรรยากาศโลกแปรปรวนรุนแรง มวลความร้อนปริมาณมหาศาลสะสมอยู่ในมหาสมุทรตามปัจจัยที่ 2 พุ่งขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ เติมพลังงานและความชื้นให้กับระบบอากาศโลกอย่างรวดเร็ว นำไปสู่สภาพภูมิอากาศสุดขั้ว

พื้นที่ไหนร้อนแล้งอยู่แล้ว ก็ร้อนสุดสุด แล้งสุดสุด พื้นที่ใดที่อากาศหนาวเย็น ก็จะหนาวเย็นสุดขั้ว พื้นที่มีฝนตก จะตกหนักมาก ปริมาณน้ำฝนในชั้นบรรยากาศมีมากขึ้น ตกตรงไหนก็แช่ตรงนั้นนาน เมื่อเกิดพายุจะเป็นพายุสุดฤทธิ์สุดเดช มีกระแสลมแรง ฟ้าร้องฟ้าลั่นสั่นสะเทือนจนผู้คนที่อยู่ในเหตุการณ์รู้สึกเหมือนโลกจะแตก

พื้นที่ที่อากาศร้อนสุดขั้วและแห้งแล้ง ได้แก่ ทวีปยุโรปตอนเหนือ ตอนกลางร้อน แล้ง ฝั่งตอนใต้มีฝนตกหนัก ส่วนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีประเทศไทยรวมอยู่ด้วย บางส่วนของทวีปอเมริกาใต้ และออสเตรเลีย มีทั้งร้อนแล้ง เกิดไฟป่า

พายุโซนร้อนในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกและตอนกลางมีจำนวนเพิ่มขึ้น ส่วนพายุเฮอร์ริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติก ฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกาจะลดลง

รายงานฉบับล่าสุดของศูนย์วิจัยร่วมแห่งยุโรป หรือเจอาร์ซี (join-research-centre.eu.europa.eu) ระบุว่า การเกิดเอลนีโญครั้งนี้มีความเป็นไปได้สูงว่าจะรุนแรงอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และ “เอลนีโญ เอฟเฟ็กต์” ปีนี้ จะยืดเยื้อยาวไปถึงต้นปีหน้า และปีหน้าจะเป็นปีที่อากาศร้อนที่สุดในโลกเท่าที่มีการบันทึกไว้

เจอาร์ซีประเมินสถานการณ์ “เอลนีโญ เอฟเฟ็กต์” มีผลกระทบกับชาวโลกเป็นลูกโซ่ ในแทบทุกมิติด้านเศรษฐกิจ การเกษตร พลังงาน สิ่งแวดล้อม และผลกระทบทางสังคม

ในมิติของอุณหภูมิที่พุ่งสูง เกิดคลื่นความร้อนหรือร้อนสุดขั้วในเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน (subtropics) ช่วงเดือนกันยายน ร้อนสุดสุดอยู่ในช่วงระหว่างเดือนธันวาคม จนกระทั่งถึงเดือนกุมภาพันธ์ ปี 2570 ภาวะเช่นนี้จะยืดเยื้อไปถึงฤดูใบไม้ผลิ

อากาศอบอุ่นผิดปกติคาดว่าจะแพร่กระจายไปทั่วโลก โดยความอบอุ่นจะทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อเอลนีโญทวีความรุนแรงขึ้น ภูมิภาคที่มีแนวโน้มมากที่สุดที่จะรู้สึกเช่นนี้คือในอเมริกาเหนือและใต้ อเมริกากลาง แอฟริกา ภูมิภาคยูโร-เอเชีย และออสเตรเลีย

เอลนีโญจะส่งผลกระทบต่อยุโรปอย่างรุนแรง ฤดูหนาวอากาศไม่ได้หนาวเย็นเหมือนเช่นอดีต แต่จะเจอกับสภาวะที่เรียกว่าอุ่นกว่าปกติ (warmer-than-normal conditions) อากาศอุ่นนี้อยู่ยาวกระทั่งถึงฤดูใบไม้ผลิ ปี 2570

พื้นที่ออสเตรเลีย เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินเดีย แอฟริกาตอนใต้ และอเมริกากลาง เสี่ยงต่อการเกิดภัยแล้ง

ในด้านกลับกัน แอฟริกาตะวันออก บางส่วนของเอเชียกลางและเอเชียตะวันออก อเมริกาใต้และอเมริกาเหนือจะมีฝนตกหนักขึ้น เกิดน้ำท่วมใหญ่กระทบต่อภาคการเกษตร

ภาพแสดงอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตร้อนตอนกลางสูงกว่าค่าเฉลี่ย 6 องศาเซลเซียส เป็นเกณฑ์ที่องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกนำมาประกาศว่า โลกเข้าสู่ปรากฏการณ์เอลนีโญอย่างเป็นทางการ (ที่มา : องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก)

ด้านผลกระทบทางมนุษยธรรมนั้น เจอาร์ซีประเมินว่า ประเทศในทวีปแอฟริกา จะเกิดภาวะแห้งแล้ง ขาดแคลนอาหาร นำไปสู่วิกฤตความขัดแย้งซึ่งมีอยู่แล้วจะเพิ่มความรุนแรงขึ้นและบีบให้ประชาชนอพยพลี้ภัยออกจากเขตวิกฤต

ประเทศในทวีปแอฟริกาจะได้รับผลกระทบจากเอลนีโญและนำไปสู่ภาวะวิกฤตทางเศรษฐกิจการเมือง ได้แก่ ซูดาน โซมาเลีย ซูดานใต้ และชาด

ส่วนฝั่งตะวันออกของมหาสมุทรแปซิฟิก ได้แก่ เอกวาดอร์ เวเนซุเอลา และเฮติ จะเกิดภาวะแห้งแล้งและมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจสังคมมากขึ้น

เอลนีโญเปลี่ยนแปลงสภาพการเกษตรทั่วโลก คาดว่าจะมีผลกระทบต่อผลผลิตพืช โดยเฉพาะอู่ข้าวอู่น้ำของโลก ทั้งในไทย เวียดนาม อินเดีย จะเผชิญกับภาวะฝนทิ้งช่วง ผลผลิตตกต่ำ และราคาข้าวในตลาดโลกจะแพงขึ้น

ในหลายพื้นที่เมื่อฝนทิ้งช่วงบวกกับปริมาณน้ำในเขื่อนแห้งขอด จะมีผลต่อการพลังงานไฟฟ้าทั้งในอเมริกาใต้ เอเชีย และแอฟริกา

ราคาข้าวโพดทั่วโลกอาจเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ราคาถั่วเหลืองทั่วโลกและข้าวสาลีฤดูหนาวฮาร์ดเรดคาดว่าจะลดลงในทุกสถานการณ์เอลนีโญ

สําหรับการนำข้อมูลและเครื่องมือมาวิเคราะห์ประมวลผลครั้งนี้ เจอาร์ซีและกลุ่มพันธมิตรทางวิทยาศาสตร์ตรวจสอบสภาพภัยแล้งทั้งในยุโรป และประเมินความเสี่ยงจากน้ำท่วม ผ่านระบบติดตามข้อมูลน้ำท่วมทั่วโลก

การวิเคราะห์ข้อมูลอีกชิ้นที่เรียกว่า “ดวงตาแห่งมหาสมุทร” (OceanEye) ถือเป็นความคิดริเริ่มของสหภาพยุโรปเพื่อสังเกตมหาสมุทร ติดตามการเคลื่อนตัวของปรากฏการณ์เอลนีโญและลานีญา นำข้อมูลมาประมวลผลผ่านระบบเอไอ เพื่อแจ้งเตือนภัย ทำนายสภาพภูมิอากาศให้เกิดประสิทธิผลที่สูงนำไปสู่ความยั่งยืน ความมั่นคงทางอาหาร ทรัพยากรน้ำและระบบนิเวศ

ผลวิเคราะห์ของเจอาร์ซีคาดว่า ซูเปอร์เอลนีโญจะทำให้พื้นที่ของ 3 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย ไทย และออสเตรเลีย เป็นจุดเสี่ยงสีแดงระดับต้นๆ ของโลก เนื่องจากตั้งอยู่ในเขตอิทธิพลโดยตรงของมหาสมุทรแปซิฟิกฝั่งตะวันตก

อินโดนีเซียได้รับผลกระทบรุนแรงสุดเพราะลมค้าอ่อนกำลังลง ทำให้น้ำทะเลอุ่นขึ้นและกลุ่มฝนเคลื่อนทิศทางทวีปอเมริกา พื้นที่อินโดนีเซียจึงแล้งจัด ป่าพรุที่เคยชุ่มน้ำจะแห้งขอดเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีให้เกิดไฟป่าและปล่อยควันพิษปกคลุมทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

เจอาร์ซีไม่ได้ให้รายละเอียดในแง่การเกิดไฟป่าในไทยมากเท่าใดนัก แต่ซูเปอร์เอลนีโญจะทำให้ไทยเผชิญกับอากาศร้อนแล้งยาวนานกว่าปกติ พื้นที่ป่าในภาคเหนือและอีสานแห้งกรอบ พร้อมจะเกิดไฟป่าได้ทุกเมื่อและเสี่ยงต่อปัญหาหมอกควัน ฝุ่นพีเอ็ม 2.5

นอกจากจีอาร์ซีและชุมชนวิทยาศาสตร์เป็นกังวลกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและเตือนให้โลกรับมือกับซูเปอร์เอลนีโญ “อันโตนิโอ กูเตร์เรส” เลขาธิการสหประชาชาติ ก็ยังออกมาย้ำเตือนวิงวอนชาวโลกให้เตรียมพร้อมเช่นกัน

เลขาฯ ยูเอ็นบอกกับสื่อว่า สภาวะเอลนีโญในขณะนี้ เป็นเชื้อเพลิงเติมให้โลกเดือดขึ้น ผลกระทบจะหนักหน่วง แผ่อิทธิพลกินพื้นที่กว้างไกลกว่าเดิม และเร่งปฏิกิริยาให้เกิดการทำลายร้ายรุนแรงขึ้น

“กูเตร์เรส” พูดถึงความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศโลกมาตั้งแต่ปี 2566 ว่า โลกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว จากยุคโลกร้อน หรือ Global Warming มาเป็นยุคโลกเดือด (Global Boiling)

สาเหตุที่เลขาฯ ยูเอ็นบอกว่าเป็นยุคโลกเดือด ก็เพราะองค์การอุตุนิยมวิทยาโลกซึ่งเป็นหน่วยงานของยูเอ็น และเครือข่ายนักวิทยาศาสตร์ของสหภาพยุโรป เอาข้อมูลที่ระบุว่า เดือนกรกฎาคม 2566 เป็นเดือนที่โลกร้อนสุดขั้ว ทุบสถิติในรอบหลายแสนปี

ปี 2567 อุณหภูมิโลกสูงกว่า ปี 2566 ราว 0.12 องศาเซลเซียส เป็นปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลกมนุษย์ และยังมีสถิติวันที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ช่วงวันที่ 22-23 กรกฎาคม

“กูเตร์เรส” ออกมาย้ำเตือนว่า มนุษย์กำลังเชิญกับวิกฤตความร้อนสุดขั้ว (Extreme Heat Epidemic) และบอกว่า ชาวโลกกำลังเดินเข้าสู่ภาวะโลกเดือดไปได้ครึ่งทางแล้ว (Halfway to boiling) ถ้าหากยังไม่ร่วมมือกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง ประตูนรกภูมิอากาศ (Climate hell) เปิดรอแล้ว

ชาวโลกจะเชื่อหรือไม่เชื่อคำเตือนของ “กูเตร์เรส” หรือนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพภูมิอากาศก็เลือกเอาที่สบายใจ แต่ที่แน่ๆ วันนี้ชาวโลกได้รับรู้และสัมผัสเรียบร้อยแล้ว ก็คือ อากาศร้อนสุดเดือด



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘เอลนีโญ เอฟเฟ็กต์’ สุดเดือด
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (4)
เชลยศึกสงครามลาว (36)
‘ตู้เย็น’ ในเรื่องสั้นไทยร่วมสมัย
รากฐาน ความคิด ยุค กุหลาบ สายประดิษฐ์ รากฐาน สังคม
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (181)
พระสารสาสน์พลขันธ์ : จากนักญี่ปุ่นนิยมสู่อาชญากรสงคราม (19)
E-DUANG | จากย้าย”ผู้ว่าฯ” ที่ “ภูเก็ต” ถึง ทุจริต สอบ ข้าราชการ
คอหนังห้ามพลาด! เทศกาลสารคดีและภาพยนตร์ไต้หวันแห่งประเทศไทย 2026 ระหว่างวันที่ 22-26 กรกฎาคม 2569
เผยโฉมผู้คิดค้น QR Code ‘สแกนจ่าย’
พฤษภาเลือด คนอำนาจเจริญ บุรีรัมย์ พลีชีพ ภายใต้ พายุ ขัดแย้ง การเมือง
กระแสชาตินิยมสุดโต่ง! บทวิพากษ์ฝ่ายขวาจัดไทย