ประวัติศาสตร์ไทยแบบรักชาติสร้างมาไม่นานและล้าสมัยไปแล้ว
โดย ธงชัย วินิจจะกูล
- อ่าน ‘ราชาชาตินิยม’ ในฐานะอุดมการณ์ประวัติศาสตร์ของไทย
- อ่าน จากเสียพระเกียรติยศ สู่ เสียดินแดน
- อ่าน เสียดินแดนเป็นประวัติศาสตร์ ที่เกิดจากทัศนะผิดยุคสมัย
- อ่าน ชาตินิยมไทยไม่มี ‘เพื่อนบ้าน’ มีแต่ ‘คนอื่น’ รอบบ้าน
- อ่าน ‘เสียดินแดน’ เป็นประวัติศาสตร์มโน
- อ่านบทความทั้งหมดของธงชัย วินิจจะกูล คลิกที่นี่
ยามใดที่มีผู้เรียกร้องต้องการให้คนไทยรักชาติมากขึ้น ประวัติศาสตร์จะถูกเรียกใช้งานเสมอ
พร้อมๆ กับตำหนิว่า คนไทยเรียนรู้ประวัติศาสตร์ไม่พอ ควรเพิ่มชั่วโมงเรียนวิชานี้เพื่อปลูกฝังให้นักเรียนรักชาติมากขึ้น
การปลูกฝังความรักชาติด้วยความรู้ประวัติศาสตร์ ความคาดหวังเช่นนั้น ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ “วัฒนธรรมประวัติศาสตร์” ของสังคมไทย
หมายความว่า ประเทศอื่นอาจไม่เป็นอย่างนี้ ทั้งยังหมายความว่านี่ไม่ใช่ “ธรรมชาติ” ของวิชาประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ธรรมชาติของความรู้ประวัติศาสตร์
แทบทั้งโลกเคยผ่านยุคสมัยที่ใช้วิชาประวัติศาสตร์ในโรงเรียนเป็นช่องทางปลูกฝังลัทธิชาตินิยม
แต่ครึ่งค่อนโลกเลิกใช้เลิกคิดเช่นนั้นไปแล้ว เพราะได้เรียนรู้ว่าลัทธิชาตินิยมเป็น “ไฟ” ที่มีทั้งคุณและมีโทษมหันต์
ยิ่งไปกว่านั้น หลายแห่งในโลกถือว่าลัทธิชาตินิยมเป็นโทษมากกว่าเป็นคุณด้วยซ้ำ
เพราะตระหนักจากประสบการณ์โดยตรงว่าลัทธิชาตินิยมกลายเป็นคลั่งชาติได้ง่าย จนนำไปสู่ความโหดร้ายที่เป็นหายนะต่อมนุษยชาติ
แทบทั้งโลกเคยเรียนวิชาประวัติศาสตร์แบบเป็นยากล่อมประสาท มีไว้เพื่อโฆษณาชวนเชื่อ
แต่ครึ่งค่อนโลกเลิกเรียนเลิกสอนประวัติศาสตร์แบบนั้นไปแล้ว
ความเข้าใจที่มีต่อความรู้ประวัติศาสตร์เปลี่ยนไปมากในร้อยปีที่ผ่านมา ตระหนักดีว่าความรู้ประวัติศาสตร์มีไว้เพื่อเรียนรู้ว่าเรามาถึงปัจจุบันได้อย่างไร
แต่ต้องเรียนรู้อย่างวิพากษ์วิจารณ์ และต้องเปิดโอกาสให้มีการถกเถียงกันหลายด้านหลายมุมมอง
การเรียนรู้แบบวิพากษ์วิจารณ์และมีหลายด้านไปกันไม่ได้กับการเป็นยากล่อมประสาทปลูกฝังความรักชาติ ถึงขนาดสามารถถอนพิษยากล่อมประสาทก็ได้ ต่อต้านความรักชาติอย่างตรงไปตรงมาและถึงแก่นก็ได้
ครึ่งค่อนโลกจึงหลุดออกจากวัฒนธรรมประวัติศาสตร์แบบปลูกฝังชาตินิยมด้วยวิชาความรู้ประวัติศาสตร์ไปแล้ว
แต่วัฒนธรรมประวัติศาสตร์ของไทยยังไม่เปลี่ยน ยังอยู่ในลักษณะที่ผู้คนครึ่งโลกเลิกไปแล้ว
แล้ววัฒนธรรมประวัติศาสตร์แบบปลูกฝังความรักชาติของไทยมาจากไหนเมื่อไหร่กัน
ประวัติศาสตร์แบบชาตินิยมของไทยเพิ่งเริ่มก่อตัวเมื่อทศวรรษสุดท้ายของศตวรรษที่ 19 ต่อทศวรรษต้นๆ ของศตวรรษที่ 20 เท่านั้น (ประมาณทศวรรษ 1890 ถึง 1930)
ระยะดังกล่าวเป็นระยะกระแสสูงของลัทธิชาตินิยมในยุโรป ใช้ความรู้ประวัติศาสตร์ปลุกระดมความรักชาติเข้าห้ำหั่นกัน ซึ่งนำไปสู่ความป่าเถื่อนของสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง และหายนะของมนุษยชาติในสงครามโลกครั้งที่สอง
ไทยรู้จักความรู้ประวัติศาสตร์แบบสมัยใหม่จากยุคชาตินิยมของยุโรป รู้จักว่าประวัติศาสตร์เป็นเครื่องมือปลูกฝังชาตินิยมมาแต่ต้น ช่วงที่ชาตินิยมยุโรปพุ่งสูงสุดในทศวรรษ 1930-1940 กระแสชาตินิยมไทยก็ขึ้นสูงมากเช่นกัน
แต่ไทยไม่เคยเผชิญผลลัพธ์ของชาตินิยมที่เป็นหายนะหนักแบบที่ยุโรปประสบ
แถมไม่ได้เรียนรู้จักยุคนาซีฟาสซิสต์สักเท่าไรด้วย
จึงยังใช้ประวัติศาสตร์ปลูกฝังความรักชาติต่อมาจนถึงปัจจุบัน
ลัทธิชาตินิยมของไทยและประวัติศาสตร์แบบสมัยใหม่ที่รับใช้รัฐชาติ มีกำเนิดมาจากมโนสำนึกของชนชั้นนำสยามหรือ “เจ้ากรุงเทพฯ” ว่าถูกจักรวรรดินิยมคุกคาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งนับจากเหตุการณ์ ร.ศ.112 เป็นต้นมา
ก่อนหน้านั้น งานนิพนธ์เกี่ยวกับอดีตแบบจารีตหรือพงศาวดารยังเป็นแบบจารีตอยู่มาก
เป็นบันทึกเรื่องราวของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น และเป็นไปตามบุญบารมีของกษัตริย์เหล่านั้นซึ่งล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ “วงศ์+อวตาร” รัชสมัยต่างๆ ของกษัตริย์เป็นการแสดงออกถึงบุญบารมีที่กษัตริย์สั่งสมมามากน้อยต่างกันไป
จึงไม่ใช่ “ประวัติศาสตร์” และไม่รับใช้ “ชาติ”
มโนทัศน์ต่ออดีตอย่างใหม่และแบบแผนการเล่าเรื่องเกี่ยวกับอดีตแบบใหม่ ซึ่งต่อมาเรียกว่า “ประวัติศาสตร์” ก่อรูปก่อร่างขึ้นในสยาม ทั้งจากการนำเข้าและการสร้างสรรค์ของชนชั้นนำเองเมื่อประมาณครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19 (ประมาณปลายรัชกาลที่ 4 และช่วงรัชกาลที่ 5)
พระราชพงศาวดารและเรื่องเล่าเกี่ยวกับอดีตแบบอื่นๆ เช่น ตำนาน เพิ่งถูกนำมาใส่กรอบภูมิปัญญาแบบใหม่ตามแบบแผนการเล่าเรื่องเกี่ยวกับอดีตแบบใหม่ เมื่อประมาณสิบกว่าปีสุดท้ายของศตวรรษที่ 19 หรือต้นรัชกาลที่ 5 นี่เอง (ในระยะแรกๆ ยังคงเรียกงานนิพนธ์แบบใหม่นี้ว่าพงศาวดาร ตำนาน หรือคำเรียกอื่นตามที่คุ้นเคยกันอยู่เดิมอีกด้วย)
ในยุโรปช่วงนั้น ความรู้และงานนิพนธ์ประวัติศาสตร์นี้มีไว้รับใช้รัฐชาติ ปลูกฝังชาตินิยม
จนกระทั่งประมาณช่วงที่เกิดเหตุการณ์ ร.ศ.112 นี่เองที่ชนชั้นนำสยามสำนึกว่า “ชาติสยาม” กำลังถูกคุกคาม มีผลหวนย้อนกลับไปเข้าใจอดีตด้วย “แว่น” หรือกรอบภูมิปัญญาแบบใหม่ แล้วเขียนเรื่องเล่าของชาติในอดีตแบบใหม่
กลายเป็นเรื่องของชาติสยามที่สงบสุขรุ่งเรือง แผ่ขยายดินแดน แล้วต่อมามีกษัตริย์ที่ล้มเหลว เกิดวิกฤตการณ์ ถูกต่างชาติคุกคามจนกระทั่งมีวีรกษัตริย์มากอบกู้ชาติขึ้นอีกครั้ง เกิดความสงบสุขรุ่งเรือง แผ่ขยายดินแดน…
เรื่องเล่าอดีตถูกมองผ่านแว่นของรัฐราชาชาติและแว่นลัทธิชาตินิยม กลายเป็นเรื่องของชาติไทยกับชาติศัตรู เน้นหนักที่ความมั่นคงของชาติ (ซึ่งหมายถึงความมั่นคงของชนชั้นนำของชาติ)
ประวัติศาสตร์ชาติไทยอย่างเป็นทางการที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน ไม่ว่าในแบบเรียนหรือในภาพยนตร์ที่กองทัพให้ทุนสนับสนุน จึงเพิ่งถูกประกอบสร้างขึ้นนับจากนั้นมา
ครั้นกาลเวลาต่อมา หลายประเทศหลุดออกจากวัฒนธรรมประวัติศาสตร์ชาตินิยมเช่นนั้นแล้ว แต่วัฒนธรรมประวัติศาสตร์ของไทยกลับยังไม่เปลี่ยน
อันที่จริง ความเชื่อว่าวิชาประวัติศาสตร์สามารถปลูกฝังความรักชาติได้ ก็ล้าสมัยไปแล้วเช่นกัน
ไม่ว่าจะเป็นวิชาประวัติศาสตร์หรือวิชาอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ในหรือนอกโรงเรียน หรืออุดมการณ์การเมือง หรือความเชื่อในความศักดิ์สิทธิ์ของศาสนา พิธีกรรม หรือของสถาบันทางสังคมใดๆ ที่ต้องอาศัยการปลูกฝังจากบนลงล่าง ฯลฯ เงื่อนไขทางสังคมและเทคโนโลยีสำหรับการครอบงำสมองเช่นนั้นได้หมดไปแล้ว
การผูกขาดความรู้และการควบคุมบงการความคิดอย่างค่อนข้างเบ็ดเสร็จ เป็นไปไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
เราผ่านยุคที่ความรู้จำกัดกลายเป็นความรู้ท่วมท้นและหลากหลาย
เราผ่านยุคความรู้จำกัดจึงต้องแสวงหาข้อมูลความรู้ให้มาก มาถึงยุคที่ต้องเรียนรู้ว่าจะสกัดกลั่นกรองข้อมูลความรู้ที่มากมายท่วมหัวว่าอะไรน่าเชื่อถือ
เรามาถึงยุคที่ต้องพอจะวิเคราะห์หรือสังเคราะห์ได้ จัดการกับข้อมูลเป็น เพื่อตัดสินใจเองให้เหมาะสมกับเงื่อนไขของเราเอง จะมัวเดินต้อยๆ ตามที่ถูกกล่อมเกลาหรือตามที่รัฐ “คุณพ่อรู้ดี” บอกมา คงไม่ได้อีกแล้ว
วัฒนธรรมที่เชื่อว่า ความรู้ประวัติศาสตร์มีไว้เพื่อปลูกฝังความรักชาติและประวัติศาสตร์มีบทเรียนตายตัวสู่คนรุ่นหลังนั้น ล้วนดำรงอยู่ได้ในภาวะที่…
1) ความรู้ประวัติศาสตร์มีจำกัด
2) ไม่มีความรู้ประวัติศาสตร์ที่หลากหลายจากแหล่งอื่นๆ
3) ประชาชนไม่มีความสามารถหาความรู้ด้วยตัวเองได้
ในภาวะเช่นนี้ การถ่ายทอดปลูกฝังโดยมากจึงเป็นแบบบนลงล่าง จากรัฐสู่ประชาชน การครอบงำควบคุมความคิดจึงยังเป็นไปได้
เงื่อนไขเหล่านั้นจบลงไปแล้ว น่าจะไม่มีทางหวนกลับไปเป็นเช่นนั้นอีกแล้ว
ในยุคนี้ ความรู้ประวัติศาสตร์มีหลากหลายมากมาย ทุกฝ่าย ทุกประเด็นจนกระทั่งต้องกลั่นกรองต้องเรียนรู้กันว่าจะกลั่นกรองอย่างไร แหล่งที่มาของความรู้เหล่านั้นก็มีหลากหลายเกินการควบคุม
สิ่งที่พ่วงมากับภาวะดังกล่าวนี้คือการถกเถียงกันอย่างไม่สิ้นสุด ซึ่งโดยธรรมชาติย่อมนำไปสู่การฟังหูไว้หู ถ้าหากผ่านการฝึกฝนวิพากษ์วิจารณ์สักหน่อย จะรู้จักใช้วิจารณญาณ คัดกรองสิ่งที่ไม่น่าเชื่อถือออก แต่ความรู้ที่น่าเชื่อถือจะยังเหลือเกินหนึ่งเสมอ กลายเป็นคลังความรู้ไว้ให้เราเก็บไว้สำหรับประยุกต์เลือกใช้อย่างมีวิจารณญาณต่อปัญหาต่างๆ ตามความเหมาะสม
แม้แต่ในสังคมไทยที่ยังมีวุฒิภาวะทางปัญญาไม่น่าพอใจนัก ก็อยู่ภายใต้เงื่อนไขพื้นฐานเช่นนี้แล้ว พ้นไปจากภาวะที่ความรู้ประวัติศาสตร์เป็นยากล่อมประสาทปลูกฝังความรักชาติไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม ภาวะเช่นนี้ มิได้หมายความว่าลัทธิชาตินิยมจะหมดพลังไปแล้ว
มิได้หมายความว่าการโน้มน้าวด้วยความรู้กระแสหลักเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว
ดูจากกระแสชาตินิยมท่วมท้นท่ามกลางความขัดแย้งกับกัมพูชาก็ชัดเจนว่าเป็นไปได้
แต่ต้องหาวิธีใหม่ตามเงื่อนไขอย่างใหม่ของโลกปัจจุบัน ซึ่งไม่ใช่การใช้วิชาประวัติศาสตร์ในโรงเรียนให้นักเรียนท่องจำอีกต่อไป
เพราะต่อให้ผู้เรียนสามารถท่องเป็นนกแก้วนกขุนทองได้ ก็ไม่สามารถบังคับห้ามเขาเรียนรู้จากแหล่งอื่น หรือบังคับให้เขาสยบยอมกับความเชื่อตามแบบเรียนอย่างเซื่องๆ อีกต่อไป
เพราะภายใต้สภาวะที่ผู้คนในสังคมของรัฐราชาชาติไทยถือว่า “ชาติไทย” เป็นอัตลักษณ์ของตนไปแล้วนั้น การปลูกฝังความรักชาติจึงแทบไม่จำเป็น โดยเฉพาะยามเกิดภัยคุกคาม
ภัยคุกคามนั้นเองจะเป็นปัจจัยปลุกเร้าระดมความรักชาติให้พุ่งสูงขึ้นใหม่ได้ทุกครั้ง โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการเรียนวิชาประวัติศาสตร์อย่างเดิมๆ ผู้คนที่กระเหี้ยนกระหือรือจะไปถล่มเขมรนั้น มีสักกี่คนที่เคยสนใจวิชาประวัติศาสตร์อย่างจริงจัง ไม่ว่าในสมัยที่เขาเหล่านั้นเป็นนักเรียนหรือนอกห้องเรียนก็ตาม
(สมัยนี้ “ภัยคุกคาม” จึงมักเพื่อเสพบริโภคภายในประเทศ เพื่อกระตุ้นความรักชาติของประชากร อาจจะมากกว่าเพื่อต่อสู้กับศัตรูเสียอีก)
รัฐไทยไม่น่าจะต้องเป็นห่วงนักว่าความรักชาติจะหายไป ตราบที่ชาติยังคงเป็นอัตลักษณ์ เป็นตัวตน และเป็นบ้านเกิดเมืองนอนของผู้คน ความรักชาติจะไม่หายไปไหน เพราะความรักบ้านเกิดเมืองนอนเป็นวัฒนธรรมที่ผูกกับสัตว์สังคมอย่างมนุษย์โดยไม่ต้องให้โรงเรียนสั่งสอน
แต่ทว่า ความรักชาติในภาวะเช่นนี้จะหลากหลาย จะบังคับให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันโดยไม่มีเสียงต่างออกไปก็ไม่ได้แล้วเช่นกัน
จะห้ามไม่ให้คนเห็นว่าชาติมีความหมายแบบอื่น เช่น ชาติหมายถึงประชาชน (ไม่ใช่รัฐราชาชาติ) หรือกระทั่งห้ามไม่ให้คนไม่รู้สึก “อิน” กับชาตินิยมในแบบเดิม หรือห้ามคนเห็นว่าชาติเป็นสิ่งประดิษฐ์ปลอมแปลงที่ตรงข้ามและบั่นทอนความเป็นมนุษย์ ก็คงห้ามไม่ได้ ขจัดให้หมดไปไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
เหล่านี้เป็นเงื่อนไขทางวัฒนธรรมประวัติศาสตร์ของไทยที่กำลังเปลี่ยนไปทั้งสิ้น
