สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
ปรากฏการณ์คลื่นความร้อน ไฟป่า ภัยแล้งที่เกิดขึ้นทั่วโลกในขณะนี้เป็นสัญญาณชัดเจนว่า เราทุกคนเดินเข้าสู่ยุคโลกเดือดเรียบร้อยแล้ว
และสาเหตุโลกเดือดเพราะเราพากันขุดกลั่นน้ำมัน ก๊าซ ถ่านหินมาใช้เป็นเชื้อเพลิงอย่างมโหฬารยาวนานตั้งแต่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมเมื่อ 200 กว่าปีก่อน
ควันพิษจากการเผาเชื้อเพลิงลอยขึ้นไปสะสมเหนือชั้นบรรยากาศ นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลกขั้นเลวร้ายสุดขั้วอย่างที่เห็นและเป็นอยู่
อุณหภูมิร้อนจัดคลื่นความร้อนแผ่ซ่านไปทั่วยุโรปส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 25,000 คน เยอรมนีเพียงประเทศเดียวมีผู้สังเวยร้อนตับแตกเกือบ 1 หมื่นคน เป็นเหตุการณ์เลวร้ายที่สุดในรอบ 10 ปี ตามด้วยฝรั่งเศส ยอดตายเพราะอากาศร้อนเป็นเหตุเฉียดๆ 6 พันคน
นอกจากร้อนจัดสุดขั้วแล้ว ยุโรปยังเผชิญกับภัยแล้งขั้นวิกฤต แม่น้ำสายหลักๆ เช่น แม่น้ำดานูบ ไหลผ่านบัลแกเรียแห้งขอดจนกระดูกช้างแมมมอธที่สูญพันธุ์ไปเมื่อ 4 พันปีก่อน โผล่ขึ้นมาจากโคลน
เรือรบของเยอรมันในยุคนาซีเรืองอำนาจที่จมลงในแม่ดานูบไหลผ่านเซอร์เบีย ก็โผล่ให้เห็นเช่นกัน

อากาศร้อนจัดยังเป็นตัวจุดชนวนให้เกิดไฟป่าเผาผลาญหลายพื้นที่ทั่วยุโรปเสียหายมากกว่า 5,300 ตารางกิโลเมตร ถ้าเทียบกับบ้านเรา ลองเอาพื้นที่กรุงเทพมหานคร นนทบุรี สมุทรปราการ และปทุมธานีมาบวกกัน
เฉพาะเขตบอร์โด ทางตอนใต้ของฝรั่งเศส ซึ่งปลูกไร่องุ่นและผลิตไวน์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เจอไฟเผาพื้นที่ป่ามากกว่า 420 ตารางกิโลเมตร บ้านเรือนเสียหายราว 200 หลัง
ความร้อนสุดขั้วเกิดไฟป่าในฝรั่งเศสและสเปนโหมกระพืออย่างรุนแรง มวลควันก้อนใหญ่มหาศาล ผนวกกับอุณหภูมิร้อนจัดจากเปลวเพลิงลอยขึ้นสู่อากาศ ปะทะกับอากาศเย็นและไอน้ำในชั้นบรรยากาศเกิดการควบแน่นเป็นเมฆไพโรคิวมูโลนิมบัส (pyrocumulonimbus) ซึ่งสร้างกระแสลมแรงกระโชกและฟ้าร้องฟ้าผ่า
องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติหรือนาซา เรียกปรากฏการณ์นี้ว่า เมฆมังกรพ่นไฟ (Fire-breathing dragon of clouds) เมฆนี้ก่อตัวขึ้นเมื่อใดจะเกิดวงจรทำลายล้าง ไฟโหมกระพือขยายวงไฟกว้างขึ้นรุนแรงขึ้น
เมฆดูดอากาศเย็นรอบๆ เข้าไปหาศูนย์กลางไฟเท่ากับเติมออกซิเจนให้เปลวเพลิงร้อนรุนแรงขึ้นขยายตัวใหญ่ขึ้นเป็นแนวดิ่งทำปฏิกิริยาทางเคมีจนกลายเป็นพายุฝนฟ้าคะนองที่อัดแน่นไปด้วยพลังงานไฟฟ้า กระแสลมกระโชกรุนแรงเป็นทวีคูณ
กระแสลมแรงหอบเอาเศษกิ่งไม้ที่ลุกไหม้ขึ้นไปสูงหลายพันเมตร พัดไปตกในพื้นที่ห่างไกลจากแนวกันไฟ ยิ่งทำให้ไฟลุกไหม้ลามกินพื้นที่กว้างขึ้น
ปรากฏการณ์เมฆมังกรพ่นไฟเกิดขึ้นในประเทศออสเตรเลียมาหลายครั้ง นับตั้งแต่ปี 2532 เป็นต้นมา บางครั้งมีเมฆไฟทะลุชั้นบรรยากาศถึงชั้นสตราโทสเฟียร์ ความสูงราว 19 กิโลเมตร สะเก็ดไฟลอยไกลถึง 30 กิโลเมตร ยิ่งทำให้ไฟลุกลามจนยากที่จะควบคุมไฟป่าในระยะเวลาสั้นๆ ยกเว้นจะเกิดพายุฝนมาช่วยดับ
พื้นที่ป่าของแคนาดามีเหตุฟ้าผ่าไม่น้อยกว่า 34,000 ครั้งในช่วงเพียงสัปดาห์กว่าๆ สายฟ้าที่ฟาดลงไปในผืนป่าทำให้ไฟลุกโชนอย่างรุนแรงต่อเนื่อง ทางการแคนาดาต้องออกประกาศอพยพชาวเมืองออกจากจุดเกิดเหตุครั้งแล้วครั้งเล่า
ควันไฟลอยเหนือท้องฟ้าแคนาดามีผลให้หลายเมืองๆ มีคุณภาพอากาศเลวร้ายติดอันดับโลกอยู่หลายวันและควันยังลอยข้ามประเทศส่งผลกระทบต่อชาวเมืองแถบชายแดนติดแคนาดา จนนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา อดรนทนไม่ไหว ประกาศขู่ขึ้นภาษีสินค้าแคนาดา 50 เปอร์เซ็นต์ อ้างว่าอเมริกาได้รับความเสียหาย สุขภาพชาวอเมริกันได้รับผลกระทบจากอากาศที่เลวร้าย
ปรากฏการณ์เมฆมังกรพ่นไฟเกิดขึ้นในออสเตรเลียและทวีปอเมริกาเหนือซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนกลายเป็นเรื่องปกติ แต่เมื่อเกิดขึ้นในพื้นที่ยุโรปทำให้บรรดานักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศพากันร้อง “แอ๊ะ!”
ศาสตราจารย์ริก แมคเร แห่งมหาวิทยาลัยนิวเซาท์เวลส์ ออสเตรเลีย ทำงานด้านการผจญเพลิงมานาน 30 ปี ให้สัมภาษณ์กับเดอะการ์เดียน สื่ออังกฤษว่า ป่าสนในฝรั่งเศสและทั่วยุโรปเผชิญกับภาวะภัยแล้งมาตั้งแต่เดือนพฤษภาคม สภาพอากาศร้อนจัดแล้งจัดเป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดไฟป่า
“ปรากฏการณ์เมฆมังกรพ่นไฟ เป็นสัญญาณชัดว่าสภาพภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลงในทางที่เลวร้ายสุดขั้วแล้ว ในอนาคตแนวโน้มภาวะโลกเดือดยกระดับความรุนแรงยิ่งกว่าปัจจุบัน” ศาสตราจารย์แมคเรทำนายทายทัก
ต่อไปยุทธวิธีการสู้รบตบมือกับไฟป่าขั้นบรรลัยกัลป์ต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบใหม่ ทั้งการดับไฟที่มีความรุนแรง มีควันไฟปริมาณมาก มีอนุภาคขนาดเล็กปลิวได้ในระยะไกล การเตรียมแผนอพยพผู้คนออกจากจุดเกิดเหตุ เนื่องจากมวลอากาศพิษขยายพื้นที่มากขึ้น ผู้คนได้รับควันพิษมากขึ้นเช่นกัน นอกจากมีที่หลบภัย ห้องปรับอากาศห้องสุขาแล้ว ยังต้องเตรียมแพทย์และทีมพยาบาลพร้อมดูแลรักษาหากใครสูดควันพิษเข้าไป เพราะมีผลต่อระบบทางเดินหายใจ ระบบหมุนเวียนเลือดและหัวใจ
หลายประเทศในยุโรป วางแผนปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์โลกเดือด ทั้งการปรับรูปแบบผังเมืองใหม่ อาคารเก่าๆ ที่เคยป้องกันภัยหนาว ปรับให้รับกับอากาศร้อนจัด ติดตั้งอุปกรณ์ป้องกันแดด เช่น กันสาด ผ้าใบบังแดด ทาสีอาคารใหม่ใช้สีขาวลดความร้อนสะท้อนแสงแดดให้มากขึ้น
การปลูกต้นไม้เพื่อลดอุณหภูมิ เป็นแผนปฏิบัติการในเมืองใหญ่ๆ เช่น กรุงปารีส มีแผนปลูกต้นไม้ 170,000 ต้น บริเวณถนนสองข้างทาง เอาพื้นที่โล่งมาปรับเป็นพื้นที่สีเขียวอีก 625 ไร่
ทดลองปลูกผัก ผลไม้บนหลังคาอาคารหรือเฉลียงตึกอีก 625 ไร่ ปรับลานจอดรถโรงเรียนให้เป็นลานปลูกผัก รณรงค์ให้ชาวปารีเซียงปั่นจักรยานแทนขับรถยนต์ให้มากขึ้น สร้างทางจักรยานเพิ่มอีก 180 กิโลเมตร และทำที่จอดรถจักรยานใหม่ๆ ให้จอดได้เพิ่มอีก 130,000 คัน

ที่ภูมิภาคเอเชียใต้ คลื่นความร้อนทำให้อุณหภูมิในอินเดีย ปากีสถาน และบังกลาเทศ พุ่งสูงทะลุ 45-50 องศาเซลเซียส มีผู้เสียชีวิตเพราะอากาศร้อนจัดไปแล้วหลายสิบคน
ข้อน่าสังเกตในปรากฏการณ์ที่เอเชียใต้ จากคลื่นความร้อนที่แผ่ปกคลุมในห้วงฤดูร้อนก่อนเข้าฤดูมรสุมแม้ไม่ใช่เรื่องใหม่เพราะเกิดขึ้นซ้ำๆ แทบทุกปีจนกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แต่ห้วงระยะเวลาการเกิดคลื่นความร้อน ห้วงความถี่และอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นแผ่กระจายไปทั่วภูมิภาคเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของสถาบันบาร์หตี้แห่งอินเดียบอกกับสื่ออัลจาซีราว่า อินเดียประสบกับคลื่นความร้อนอย่างรุนแรงผิดปกติ สภาพเป็นเหมือนเอาโดมความร้อนมาครอบอินเดียและกั้นไม่ให้อากาศเย็นทะลุเข้ามา

หันมาดูฝั่งเอเชีย คลื่นความร้อนปกคลุมเหนือคาบสมุทรเกาหลี ส่งผลให้อุณหภูมิทั่วเกาหลีใต้และเกาหลีเหนือพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ทำลายสถิติในรอบ 122 ปี มีผู้เสียชีวิตนับสิบคนจากเหตุอากาศร้อนจัด
สมาคมเบสบอลต้องยกเลิกการแข่งขันเบสบอล ขณะที่ชาวเมืองแห่ไปอยู่ริมชายหาด สวนน้ำเพื่อคลายร้อนนับหมื่นคน
พายุไต้ฝุ่นดอลฟินที่พัดเข้าสู่มณฑลเจ้อเจียงและมณฑลฟูเจี้ยน ประเทศจีน เมื่อวันจันทร์ที่ 10 สิงหาคม เกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า กระแสลมจมตัวหรือการจมตัวของอากาศ (Subsidence effect) ดึงเอาอากาศร้อนสุดขั้วไปปกคลุมทั่วเกาะฮ่องกง ชาวเมืองต่างๆ เผชิญกับอุณหภูมิสูงทะลุ 37 องศาเซลเซียส
ภาวะจมตัวของอากาศดังกล่าวมาจากพายุหมุนวนและดึงอากาศพุ่งสูงไปยังศูนย์กลางพายุ ก่อนจะจมตัวลงบริเวณขอบนอกของพายุ อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นเท่าไร ความชื้นก็ยิ่งลดลง
แม้ว่าพายุไต้ฝุ่นดอลฟินไม่ได้เคลื่อนผ่านเกาะฮ่องกงตรงๆ แต่ท้องฟ้าเหนือเกาะฮ่องกงโปร่ง แสงแดดจัด ส่องกระทบพื้นโลกเต็มที่และมวลอากาศจมตัวบริเวณขอบนอกของพายุมีผลทำให้เกิดคลื่นความร้อนปกคลุมเกาะฮ่องกงต่อเนื่องจนถึงกลางเดือนสิงหาคมนี้
ที่ญี่ปุ่น อุณหภูมิพุ่งสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส จนกระทั่ง “ซานาเอะ ทาคาอิจิ” นายกฯ ยอมรับว่า ชีวิตผู้คนทุกวันนี้อยู่กันยากเพราะอากาศร้อนผิดปกติ
สำนักงานอุตุนิยมวิทยาแห่งญี่ปุ่น เรียกวันที่อุณหภูมิสูงเกินกว่า 40 องศาเซลเซียสว่า โคกุโชบิ (kokushobi) หมายถึง วันที่ร้อนสุดโหด
บ้านเรา ปรากฏการณ์ร้อนสุดโหดแม้ไม่ได้รุนแรงเหมือนบ้านอื่นเมืองอื่น แต่ได้เห็นเป็นประจักษ์ว่าอากาศร้อนจัดขึ้นแรงขึ้น อนาคตข้างหน้าถ้าเรายังนิ่งเฉยไม่ปรับตัววางแผนรับมือ เราจะเจอภัยโลกเดือดคุกคามขั้นรุนแรงเหมือนกับประเทศอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
