วิรัตน์ แสงทองคำ | www.viratts.com
ปรากฏการณ์ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จีนในสังคมไทย เป็นเรื่องตื่นเต้นและตื่นตาอย่างยิ่ง
พัฒนาการ EV จีนในประเทศไทยเป็นกรณีที่น่าทึ่ง เข้ายึดครองตลาดอย่างรวดเร็ว และรุนแรง อาจเรียกว่าไม่เคยมีปรากฏการณ์เช่นนี้มาก่อน โดยเฉพาะเกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมสำคัญ
เปิดฉากขึ้นมาในปี 2562 เมื่อ SAIC Motor ผู้นำร่องบุกทะลวงเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย (โปรดกลับไปอ่านรายละเอียดตอนก่อนหน้า) ได้พลิกแผนครั้งใหญ่ ด้วยการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นแรกนำเข้ามาจากจีนเข้ามาทำตลาดไทยอย่างจริงจัง
ตามมาอย่างกระชั้น (ปี2563) โดย GWM (Great Wall Motor) เดินตามรอยเข้าสู่ยานยนต์ไฟฟ้าสันดาปก่อน ด้วยการซื้อโรงงานประกอบรถยนต์ของ General Motors (GM) ต่อมาอีกปีเดียว (2564) ขยับอย่างรวดเร็วเปิดตัว EV ในไทย สร้างความฮือฮาพอสมควร ด้วยรูปแบบและสไตล์ที่น่าสนใจ
ในปีนั้นเอง (2564) ถือเป็นการจุดเริ่มต้น EV ในไทยอย่างจริงจัง ภาพกว้างมียอดขายเกือบ 2,000 คันแล้ว
แรงขับเคลื่อนสำคัญนำโดยหัวหอก – SAIC Motor รัฐวิสาหกิจจีน (State-Owned Enterprise – SOE) ภายใต้การดูแลของเทศบาลนครเซี่ยงไฮ้ ในฐานะเครือข่ายยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่ง ทั้งมีประสบการณ์ในความร่วมมือธุรกิจยักษ์ใหญ่ยุโรปและอเมริกา
อีกราย – GWM บริษัทเอกชน (Privately-owned Enterprise) จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงและเซี่ยงไฮ้ ก่อตั้งขึ้นในมลฑลเหอเป่ย์มากว่า 2 ทศวรรษ เริ่มต้นจากการผลิตรถกระบะและ SUV จนเป็นผู้ผลิตรถ SUV และกระบะอันดับ 1 ของจีน ก่อนจะผันตัวสู่ EV
จะว่าไป ทั้งสองรายผู้มาก่อนข้างต้น มีบทบาทใน EV ในจีนแผ่นดินใหญ่ไม่โดดเด่นนัก
แรงกระตุ้นครั้งใหญ่มาจากอีกราย ถือว่าเป็นผู้นำในตลาดจีนอย่างแท้จริง (Tier1 Players) ในฐานะ “เบอร์หนึ่ง” ในตลาดยานยนต์พลังงานใหม่ (ตามคำเรียกทางการจีน – NEV) – BYD เข้าสู่ตลาดไทย (2565) ตามแผนเชิงรุกที่แตกต่าง ด้วยความร่วมมือกับธุรกิจใหญ่ไทย ผู้มีความสัมพันธ์กับยานยนต์ญี่ปุ่นมายาวนาน มีประสบการณ์ธุรกิจยานยนต์ไทยมากว่าครึ่งศตวรรษ – สยามกลการ
พร้อมๆ กัน BYD ได้เปิดตัว EV หลายรุ่น (2565-2566) ครอบคลุมตลาดกว้างขึ้น รวมทั้ง (2567) เปิดแผนโรงงานประกอบ EV แห่งแรกในไทย และภูมิภาคอาเซียน ที่จังหวัดระยอง ด้วยมีกำลังการผลิตถึง 150,000 คันต่อปี
BYD ก่อตั้งปี 2538 ในยุคเดียวกับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและธุรกิจจีนครั้งใหญ่ จากผู้ผลิตแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ สู่ธุรกิจยานยนต์ครบวงจร เมื่อ 2 ทศวรรษที่แล้ว (2546) จากการพัฒนาแบตเตอรี่ยานยนต์แบบใหม่ สู่แผนการผลิตชิ้นส่วนสำคัญเองเกือบ 100% ไปจนถึงมีเครือข่ายระบบขนส่งด้วย
ที่สำคัญเป็นบริษัทเอกชน (Privately-owned Enterprise) จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกงและเซินเจิ้น ว่ากันว่ามีนักลงทุนระดับโลกอย่าง Warren Buffett ร่วมถือหุ้นด้วย
มีอีกรายควรบันทึกไว้ด้วย – NETA ก่อตั้งในจีนเพียงทศวรรษเดียว (2557) โดย Hozon New Energy Automobile ถือเป็น (EV Startup โดยได้รับการสนับสนุนเงินทุนจากกองทุนรัฐบาลท้องถิ่นและบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของจีน
ทั้งนี้ ตั้งใจพัฒนายานยนต์ไฟฟ้าอัจฉริยะเชื่อมโยงกับคนรุ่นใหม่ เจาะตลาดใหม่ (Emerging Markets) โดยใช้ไทยเป็นฐานการผลิตและกระจายสินค้าแห่งแรกในต่างประเทศ มุ่งสู่ตลาดอาเซียน
2022 : NETA เข้ามาทำตลาดในไทยผ่านพันธมิตรธุรกิจ (2565) เจาะตลาดซิตี้คาร์ ต่อมา (2566) ได้ร่วมมือกับบริษัทไทยซึ่งเป็นผู้ประกอบยานยนต์ดั้งเดิม ที่นิคมอุตสาหกรรมบางชัน จนสามารถมีแบรนด์ NETA ในไทยได้สำเร็จ (2567)

ปี 2566 จึงกลายเป็นช่วงจุดเปลี่ยนสำคัญ ยอดขาย (อ้างอิงจากการจดทะเบียน) EV เติบโตรวดเร็วจากระดับ 2,000 คัน พุ่งขึ้นมาเกิน 70,000 คันในเวลาเพียง 2 ปี โดย EV จากจีนครองส่วนแบ่งในตลาดถึง 80%
ดัชนีที่สำคัญกว่านั้น จาก EV (2564) ครองส่วนแบ่งการตลาดยานยนต์รวมไม่ถึง 1% เพิ่มเป็นเกือบๆ 10% ทั้งนี้ มีแรงส่งอย่างเต็มกำลังมาจากรัฐไทยด้วย
เป็นภาพซึ่งสัมพันธ์กัน จากกรณี SAIC Motor (มีนาคม 2565) “…ในฐานะผู้บุกเบิกและผู้นำตลาดรถยนต์พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทย ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) การขอรับสิทธิ์ตามมาตรการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้ากับกรมสรรพสามิต…” (ถ้อยแถลงของ SAIC Motor ในช่วงเวลานั้น) จนถึงกรณี BYD กับการลงนาม MOU ในปลายปีเดียวกัน
เข้ากับจังหวะก้าว เมื่อรัฐบาลเปิดแพ็กเกจสนับสนุนกระตุ้นการใช้รถไฟฟ้าครั้งใหญ่ในประเทศไทย (มีนาคม 2565)
EV จีนในไทยเดินหน้าต่อเนื่องไปตามมาเป็นขบวน โดยอีก 2 รายสำคัญ – Changan กับ Chery Group
Changan Automobile หนึ่งในอุตสาหกรรมเก่าแก่ที่สุดของจีน มีรากฐานยาวนานกว่าศตวรรษ ตั้งแต่ยุคโรงงานผลิตอาวุธ ก่อนจะปรับตัวเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ กลายเป็น 1 ใน 4 ยักษ์ใหญ่ ในฐานะรัฐวิสาหกิจส่วนกลางของจีน (Central State-Owned Enterprise) มีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมการผลิตปริมาณมาก (Mass Production) และมี R&D กระจายทั่วโลก ทั้งในอิตาลี อังกฤษ ญี่ปุ่น
Changan เปิดตัวในไทยเมื่อปลายปี 2566 พร้อมๆ กับการวางศิลาฤกษ์สร้างโรงงาน EV ในนิคมอุตสาหกรรมในภาคตะวันออก
ส่วน Chery Group อีกรายหนึ่งในยักษ์ใหญ่ผู้ผลิตยานยนต์จีน ก่อตั้งขึ้นในปี 2540 ในมณฑลอานฮุย มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจระดับท้องถิ่น (Local State-Owned Enterprise) ด้วยบทบาทสำคัญเป็น “ผู้ส่งออกรถยนต์นั่งส่วนบุคคลอันดับ 1 ของจีน” ต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี ถือว่าเชี่ยวชาญทั้งเครื่องยนต์สันดาป Plug-in Hybrid และยานยนต์ไฟฟ้า 100%
Chery เข้าสู่ตลาดไทย ในนาม OMODA & JAECOO (Thailand) ตั้งแต่ปี 2567 ก่อนจะตามมาด้วยแบรนด์หลัก – Chery เป็นการทำตลาดแบบฉบับตนเอง ไม่เฉพาะ EV หากมี Plug-in Hybrid (SHS) มาด้วย
มาถึงในปี 2568 ตลาด EV ไทยจึงก้าวไปอีกขั้น มียอดขายถึงราว 150,000 คัน โดยแบรนด์จีนยึดครองตลาดด้วยส่วนแบ่งมากกว่า 80% ไว้อย่างต่อเนื่อง
โดย BYD แบรนด์เดียวยึดส่วนแบ่งเกือบ 40%
ส่วนที่เหลือเป็นของ Tesla แห่งสหรัฐอเมริกา (นำเข้าจากจีน) กับเครือข่ายยานยนต์ยุโรป/ญี่ปุ่น กลายตลาดใหม่ซึ่งมีมูลค่ากว่าหนึ่งแสนล้านบาทแล้ว
ในภาพใหญ่กว่านั้น เป็นการแย่งชิงส่วนแบ่งจากตลาดรวม ไม่เพียงแต่โตเฉพาะ EV เท่านั้น แต่แรงส่งแรงกระเพื่อมไปยังตลาดยานยนต์นั่งรวมทั้งระบบ ส่วนแบ่ง EV จีนมีพลังระดับ 13-20% แล้ว มีความหมายสำคัญ ส่งผลกระทบเชิงลบต่อเครือข่ายยานยนต์ญี่ปุ่นซึ่งเคยครองตลาดไทยโดยรวมเกิน 80% มานานหลายทศวรรษ

