จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร
สรรพนาม ‘ดีฉัน’ ที่ใช้ในสมัยก่อน หนังสือ “อักขราภิธานศรับท์” ของหมอบรัดเลย์ สมัยรัชกาลที่ 5 ให้ความหมายว่า
“ดีฉัน, เปนคำกล่าวอ้างถึงตัวเอง, เหมือนอย่างข้าฤๅเรานั้น”
คำนี้มีใช้อย่างแพร่หลายในวรรณคดี น่าสังเกตว่านอกจาก ‘รูปและเสียงสระ’ ที่ต่างจากสรรพนาม ‘ดิฉัน’ ที่ใช้ในปัจจุบันแล้ว ยังมี ‘ขอบเขตการใช้’ กว้างกว่า
เป็นคำสุภาพที่ผู้น้อยใช้แทนตัวเองเวลาพูดกับผู้ใหญ่ที่มีวัยสูงกว่า มีสถานะทางสังคมสูงกว่า หรือมีความรู้ความสามารถเหนือกว่า
ผู้น้อยหรือผู้พูดเป็นได้ทั้งชายและหญิง เด็กและผู้ใหญ่ ทั้งคนธรรมดาและนักบวช ผู้ใหญ่หรือผู้ที่พูดด้วยเป็นได้ตั้งแต่พ่อแม่ แม่ยาย ขุนนางมีบรรดาศักดิ์ ไปจนถึงพระบวชใหม่ พระอุปัชฌาย์ สมภารเจ้าอาวาส เป็นต้น
ในเสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” ตอนที่ย่าทองประศรีพาพลายงามหลานตัวน้อยไปเยี่ยมพ่อในคุก ขุนแผนบอกลูกชายว่าอาหารการกินไม่ขาดแคลนเพราะจมื่นศรีเสาวรักษ์ราชคอยเกื้อหนุน ขอให้พลายงามหมั่นศึกษาเล่าเรียนมีวิชาติดตัว พระหมื่นศรีจะได้พาไปถวายตัวรับราชการต่อไป ลูกชายก็รับคำและตอบพ่อโดยแทนตัวเองว่า ‘ดีฉัน’
“๏ พลายงามน้อยสร้อยเศร้ารับเจ้าคะ ดีฉันจะพากเพียรเรียนให้ได้”
นิทานคำกลอนเรื่อง “พระอภัยมณี” ฤษีน้อยสุดสาครลาแม่เงือกไปตามหาพ่อ พูดปลอบใจแม่ให้คลายกังวลว่าได้ฝากพระฤษีช่วยดูแลแม่ โดยใช้คำแทนตัวว่า ‘ดีฉัน’ ดังนี้
“ชนนีดีฉันฝากกับปู่แล้ว จงผ่องแผ้วพักอยู่ในคูหา”
นอกจากลูกแทนตัวว่า ‘ดีฉัน’ ตอนพูดกับพ่อแม่แล้ว ลูกเขยยังแทนตัวเองตอนพูดกับแม่ยายด้วย
เมื่อขุนแผนขึ้นเรือนขุนช้าง สะกดทุกคนให้หลับ ต่อจากนั้นมัดขุนช้างและนางวันทองไว้ด้วยกัน โดยผูกเป็นเปลาะๆ ขันชะเนาะให้ตึง โยนเชือกไว้บนหลังคาเอาผ้าคลุมลงมาให้ดูเหมือนศพ
ขุนแผนต่อว่านางศรีประจันที่เอานางวันทองเมียของตนไปยกให้ขุนช้างทั้งๆ ที่ยังไม่ได้หย่าขาดจากกัน เกิดการเอาตัวรอดซัดทอดกันอุตลุด
ขุนแผนให้เรียกขุนช้างตัวการออกมา ทั้งแม่ยาย (นางศรีประจัน) และแม่ขุนช้าง (นางเทพทอง) พยายามช่วยกันเรียกอยู่นาน จึงได้ยินขุนช้างส่งเสียงร้องว่าถูกมัดไว้
ทันทีที่นางเทพทองนางศรีประจันหลุดพรวดเข้าไปในห้องได้ พอเห็นม่านคลุมอะไรห้อยลงมา ก็ตาหูแหกแตกตื่นโวยวายว่าใครเอาศพเจ๊กคงเข้ามาไว้ในบ้าน
ขุนช้างแทนตัวเองว่า ‘ดีฉัน’ ตะโกนพูดกับแม่และแม่ยายพร้อมๆ กันว่า ‘ไม่ใช่ศพๆ ช่วยแก้มัดด้วยๆ’
“ขุนช้างจุปากว่าดีฉันเอง สองยายเต้นเหยงลงนอนหงาย
ศรีประจันผ้าหลุดยุดแต่ชาย สองยายปล้ำกันสนั่นไป
ศรีประจันคิดได้เหลียวไปดู เป็นไรหางหนูหามีไม่
เทพทองร้องอึงคะนึงไป ก็นั่นฤๅมิใช่ไว้หางเปีย
ศรีประจันว่านั่นวันทองดอก เทพทองร้องบอกนั่นแม่อ้ายเบี้ย
ทำไมมาฆ่าตัวทั้งผัวเมีย เป็นไรไม่เผาเสียใครเอามา
ขุนช้างร้องว่าดีฉันเอง สองยายเต้นเหยงหัวตำฝา”
นอกจากนี้ ยังมีหญิงและชาย (คนทั่วไป หรือนักบวช) ใช้คำว่า ‘ดีฉัน’ แทนตัวเองเมื่อพูดกับพระสงฆ์ด้วยความเคารพ ดังจะเห็นได้จากงานศพนางวันทอง ขุนช้างสั่งบ่าวไพร่นำเรือมา “จัดประทุกผ้าไตรไทยทาน เครื่องสการครบอย่างแล้ววางมา” เพื่อร่วมทำบุญให้นาง แต่กลัวพระไวยจะไม่ยินยอม จึงมาขอร้องให้สมภารวัดตะไกรช่วยเป็นคนกลางเจรจาให้
“ดีฉันมาเผาเจ้าวันทอง ข้าวของเตรียมมาเป็นถ้วนถี่
แต่เจ้าภาพอริมาหลายปี เกรงจะพาลทุบตีให้เสียการ”
สมภารรับไปเจรจากับพระไวยให้ เมื่อพระไวยทราบกุศลเจตนาของขุนช้างก็ไม่ถือโทษเรื่องที่ผ่านมา ขณะพูดกับสมภาร พระไวยแทนตัวเองว่า ‘ดีฉัน’ ไม่ต่างจากขุนช้าง
“เจ้าคุณช่วยบอกนายขุนช้าง เขาจะทำบุญบ้างก็ทำได้
ดีฉันไม่ขัดขวางแต่อย่างไร สุดแท้แต่น้ำใจจะศรัทธา”
ต่อมาในวันเผาศพนางวันทอง ขุนช้างเห็นพระไวยบวชให้แม่บังเกิดเกล้า เกิดนึกศรัทธาอยากจะบวชให้นางบ้าง ขุนช้างจึงรีบเข้าไปขอให้พระบวชใหม่ช่วยบวชเณรให้ โดยแทนตัวเองว่า ‘ดีฉัน’ แต่ได้รับคำปฏิเสธ
“แล้วนิมนต์พระสงฆ์วัดตะไกร พระหมื่นไวยปลงผมไม่ช้า
เข้าโบสถ์พระสงฆ์ก็บวชให้ ญาติกาข้าไทสาธุมี่
เจ้าขุนช้างนึกมาศรัทธามี วิ่งรี่เข้าไปหาพระหมื่นไวย
บอกว่าดีฉันจะบวชตัว ทูนหัวช่วยบวชเป็นเณรให้
พระไวยบอกว่าข้าจนใจ พึ่งบวชใหม่สวดเรียนก็ไม่รู้”
นอกจากนี้ ในเสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” ยังมีตัวละครหญิงหลายตัวที่แทนตัวเองว่า ‘ดีฉัน’ ตอนพูดกับสมภาร ไม่ว่าจะเป็นนางทองประศรี (แม่พลายแก้ว) นางศรีประจัน (แม่นางพิมพิลาไลย) รวมทั้งตัวนางพิม หรือนางวันทอง ดังจะเห็นได้จากเมื่อพลายแก้วบวชเณรแล้ว นางทองประศรีพาลูกชายไปฝากเรียนวิชากับสมภารมีที่วัดป่าเลไลย กวีบรรยายว่า
“ทองประศรีกราบกรานสมภารพลัน ดีฉันมิได้มาหาคุณเลย
ขรัวมีดีใจหัวร่อร่า ไม่เห็นหน้าหลายปีสีกาเหวย
เณรนี้ลูกใครไม่คุ้นเคย ทองประศรีว่าคุณเอ๋ยลูกฉันเอง
แต่เพียงขุนไกรแกวอดวาย ดีฉันนี้เป็นหม้ายอยู่เท้งเต้ง
บวชลูกจะให้เรียนเป็นบทเพลง ก็โก้งเก้งอยู่ไกลไม่ได้การ
จะเอามาฝากไว้ให้ขรัวปู่ โปรดบอกความรู้เอ็นดูหลาน”
กาลต่อมานางศรีประจันจัดข้าวของไปถวายสมภารวัดแคเพื่อนิมนต์พระสงฆ์ 10 รูปไปสวดวันแต่งงานนางพิมกับพลายแก้ว แต่ไปผิดจังหวะขณะท่านสมภารกำลังโขกหมากรุกมันหยด บทสนทนาเลยเป็นเช่นนี้
“ถึงวัดแคขึ้นกุฎีรี่เข้าไป ศรีประจันนั่งไหว้แล้วว่าพลาง
สมภารผินหลังนั่งเล่นหมากรุก สบสนุกจับโคนเข้าโยนผาง
เข้ากลจะจนที่ตากลาง ศรีประจันเรียกค้างว่าเจ้าคุณ
ดีฉันมาหมายว่าจะนิมนต์ สมภารว่าไม่จนให้หลบขุน
ศรีประจันว่าดีฉันจะทำบุญ สมภารว่าเรือจุนเข้ารุกจน”
หลังแต่งงานพลายแก้วต้องไปทำสงครามตามบัญชาสมเด็จพระพันวษา ขุนช้างใช้ประโยชน์จากระยะทางห่างไกล การสื่อสารล้วนต้องใช้เวลานาน ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จลวงนางศรีประจันว่าลูกเขยคือพลายแก้วตาย นางวันทองต้องกลายเป็นหม้ายหลวง จะรอดได้ถ้าขุนช้างช่วยเหลือ แม่ของนางวันทองหลงเชื่อ นางวันทองกับพี่เลี้ยงจึงรีบไปหาขรัวตาจูที่วัดป่าเลไลย ขอให้ช่วยทำนายดวงชะตาว่าความจริงเป็นอย่างไร
“๏ ครานั้นวันทองกับสายทอง พี่น้องยกมือขึ้นกราบไหว้
ดีฉันร้อนรนเป็นพ้นใจ ด้วยผัวไปตีทัพไม่กลับมา
เขาบอกเรื่องราวเป็นข่าวร้าย เขาว่าผัวฉันตายจริงฤๅขา
ขรัวปู่ช่วยดูตามตำรา จะจริงเหมือนเขาว่าฤๅอย่างไร”
ไม่เพียงคนทั่วไปทั้งชายหญิงจะแทนตัวว่า ‘ดีฉัน’ นักบวชก็ใช้คำนี้แทนตัวเองเช่นกัน ในเรื่อง “สุบินกลอนสวด” เณรสุบินได้เล่าถึงพ่อที่กลายเป็นเปรตให้พระอุปัชฌาย์ฟัง ดังนี้
“๏ เจ้าไปกราบพระอุปัชฌาย์ บอกว่าบิดา
เปนเปรตมาสำแดงตัว
๏ ดีฉันเห็นหน้าพึงกลัว พระคุณโปรดหัว
จะช่วยประการใดดี
สรรพนาม ‘ดีฉัน’ ยังมีอีกไม่น้อย ติดตามฉบับหน้า
