bg-single

บันทึกการเสวนา ‘วัฒนธรรมกลองมโหระทึกของประเทศจีน’ ตอนที่ 3 : การใช้งานกลองมโหระทึกและมิติด้านวัสดุ

14.09.2026

Multiverse | บัญชา ธนบุญสมบัติ

ในบทความสองตอนแรก ผมได้เล่าถึงการเสวนาทางวิชาการเรื่อง ‘วัฒนธรรมกลองมโหระทึกของประเทศจีน’ ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ซึ่งมีอาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ และคุณเมริกา สงวนวงษ์ เป็นวิทยากรหลัก ทั้งนี้ ได้ให้ภาพรวมไว้ในตอนแรกและสรุปลักษณะสำคัญของกลองมโหระทึกแต่ละแบบไว้ในตอนที่สอง คราวนี้มาดูแง่มุมสำคัญอื่นๆ ที่เหลือกัน

ใน Part 02 Living Inheritance of Bronze Drums อาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ บอกว่า กลองมโหระทึกไม่ได้เป็นเพียงแค่โบราณวัตถุ เพราะว่าในปัจจุบันก็ยังมีการใช้งานอยู่ โดยมีมิติด้านวัสดุ ด้านจิตวิญญาณ และด้านชุมชน

ชนเผ่าหรือกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ทางตอนใต้ของจีนที่ยังคงใช้กลองมโหระทึก เช่น จ้วง เหมียว (คนไทยเรียก ‘ม้ง’) สุ่ย เหยา (คนไทยเรียก ‘เย้า’) อี๋ และปู้อี เป็นต้น

ความเชื่อและประเพณีเกี่ยวกับกลองมโหระทึกในกลุ่มชาติพันธุ์หรือเผ่าต่างๆ ทางภาคใต้ของจีนมักมีเรื่องเล่าทำนองเดียวกัน กล่าวคือ กลองมโหระทึกมาจากเทวดา หรือไม่ก็บรรพบุรุษของแต่ละเผ่าได้สร้างขึ้น นี่คือความเชื่อที่คล้ายคลึงกัน

พวกเขาถือว่ากลองมโหระทึกเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ปกติจะไม่นำมาใช้ตี แต่จะเก็บไว้ในบ้าน แล้วใช้กลองมโหระทึกใส่ข้าว ทอง หรือของมีค่า อันแสดงถึงความอุดมสมบูรณ์และความมั่งคั่ง

เวลาจะใช้กลองมโหระทึกต้องทำพิธีก่อน เชิญออกมาไหว้ จุดธูปเทียน ใส่เหล้า เอาไก่ไปไหว้ถึงจะนำมาใช้งานได้โดยล้างให้สะอาดก่อนใช้ ทุกเผ่าทำพิธีตามธรรมเนียมของเผ่าตนเอง เพราะถือว่ากลองมโหระทึกเป็นของศักดิ์สิทธิ์

พวกเขาถือว่ากลองมโหระทึกเสมือนหนึ่งเป็นมนุษย์ เช่น เผ่าจ้วงใช้เสียงกลอง โดยถือว่ากลองเสียงต่ำเป็นตัวเมีย ส่วนกลองเสียงสูงเป็นตัวผู้ สำหรับเผ่าอี๋ใช้ขนาดกลอง โดยถือว่ากลองตัวใหญ่เป็นตัวเมีย ส่วนกลองตัวเล็กเป็นตัวผู้

กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ มักใช้กลองมโหระทึกในเทศกาล เช่น ตรุษจีนและขึ้นปีใหม่ ถึงตรงนี้อาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ ให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า วันขึ้นปีใหม่ของบางเผ่าไม่ตรงกับวันตรุษจีนก็มี เช่น เผ่าเหมียวและเผ่าสุ่ย

นอกจากนี้ ยังมีการใช้กลองมโหระทึกในงานอื่นๆ เช่น การแต่งงาน การสร้างบ้านใหม่ การไหว้บรรพบุรุษ และพิธีศพ โดยอาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ ยกตัวอย่างว่าเผ่าเหยาใช้ในพิธีไหว้บรรพบุรุษ ส่วนเผ่าอี๋ใช้ในวันขึ้นปีใหม่และพิธีไหว้บรรพบุรุษ

กรณีที่ใช้กลองมโหระทึกในงานศพ อาจารยเหลียง เยี่ยนหลี่ ระบุว่ามีหลายเผ่าที่ใช้ เช่น จ้วง สุ่ย เหมียว และเหยา โดยท่านเล่าว่าเผ่าสุ่ยใช้กลองมโหระทึกเป็นเก้าอี้ให้ผู้ใหญ่ที่เสียชีวิตนั่งอยู่บนกลอง จากนั้นก็เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วนำเหล้าและไก่มาวางเป็นของอุทิศ มีการตีกลองมโหระทึก เสร็จแล้วก็นำศพไปฝัง

ส่วนเผ่าเหมียวเมื่อใช้กลองมโหระทึกในงานศพ เวลาตีกลองมโหระทึกก็จะตีกลองหนังด้วย โดยถือว่ากลองหนังเป็นตัวผู้และกลองมโหระทึกเป็นตัวเมีย ใช้กลอง 2 แบบนี้ด้วยกัน

สำหรับเผ่าเหยาที่อาศัยอยู่ในอำเภอหนานตันในเขตปกครองตนเองชนชาติจ้วงกวางสีซึ่งติดกับมณฑลกุ้ยโจว ก็นิยมใช้กลองมโหระทึกในงานศพ โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ใหญ่เสียชีวิตก็ใช้กลองเพื่อแจ้งข่าวเชิญคนมาร่วมงานพิธีศพ และใช้เสียงกลองมโหระทึกแจ้งท้องฟ้า แจ้งเทวดา ในงานศพมีประเพณีฆ่าควาย ซึ่งนับเป็นข้อมูลชาติพันธุ์ที่ชัดเจน เนื่องจากมีการค้นพบหลักฐานแสดงประเพณีฆ่าควายบนกลองมโหระทึกแบบสือไจ้ซานที่ยูนนาน มีคนสองคนกำลังฆ่าควายด้วยเช่นกัน

ภาพที่ 1 : กลองมโหระทึกแบบสือไจ้ซาน เปรียบเทียบในมิติด้านวัสดุ
ซ้าย : กลองจีนที่พิพิธภัณฑ์กวางสี / ขวา : กลองไทยที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี

ใน Part 03 A Comparative Study of Chinese and Thai Bronze Drums อาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ เปรียบเทียบกลองมโหระทึกที่พบในจีนและในไทยใน 3 มิติ ได้แก่ (1) มิติด้านวัสดุ (Material dimension) (2) มิติด้านจิตวิญญาณ (Spiritual dimension) และ (3) มิติด้านชุมชน (Communal dimension)

ในมิติแรกคือ มิติด้านวัสดุ หมายถึงตัวกลองและรูปทรง อาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ บอกว่า ทั้งจีนและไทยมีกลองมโหระทึกแบบสือไจ้ซาน (หรือแบบเฮเกอร์ I) โดยเปรียบเทียบกลองมโหระทึกที่พิพิธภัณฑ์กวางสี (ชื่อเต็มคือ พิพิธภัณฑ์ชนชาติกวางสี หรือ Guangxi Museum of Nationalities) กับกลองมโหระทึกที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อุบลราชธานี ดูภาพที่ 1 ที่ผมถ่ายไว้จากสไลด์

เมื่อเปรียบเทียบลักษณะของกลองมโหระทึกแบบสือไจ้ซานของจีนและไทย จะเห็นว่ามีรูปทรงคล้ายคลึงกัน หน้ากลองเชื่อมต่อกับอกของกลอง แต่ ‘เอว’ ของกลองของไทยมีรูปทรงกระบอก ในขณะที่กลองของจีนมีลักษณะเว้า ส่วนหน้ากลองและลายหูกลองก็ดูคล้ายกัน

อาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ บอกว่า “สมัยนั้นไม่ได้แบ่งเป็นประเทศจีน เวียดนาม และไทย แต่ช่างจากยูนนานและกวางสีเดินทางผ่านเวียดนามและลาวมายังไทย แล้วนำฝีมือการทำกลองมาที่ไทย แต่ลูกศิษย์ก็มีฝีมือของตนเอง จึงเกิดความแตกต่างเล็กน้อยสำหรับรูปทรงที่คล้ายกัน ทั้งนี้ ความเชื่อและประเพณีคล้ายคลึงกัน แสดงว่ายังเป็นวัฒนธรรมประเพณีเดียวกัน (ส่วนรายละเอียด) ก็แล้วแต่ตัวช่าง เทคนิค และความนิยมของเขา”

ในภาพที่ 1 ทางขวามือเปรียบเทียบลวดลายบนหน้ากลองมโหระทึกของจีนจากกวางสี และกลองของไทยจากถ้ำองบะ อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี พบว่ามีลายพระอาทิตย์คล้ายกัน นกบินทวนเข็มนาฬิกาเหมือนกัน และมีคนใส่ขนนกคล้ายกัน

ทั้งนี้ จุดแตกต่างอยู่ตรงลายเรขาคณิต คือกลองมโหระทึกของจีนมีลายฟันปลา ส่วนกลองของไทยมีลายซี่หวี

ภาพที่ 2 : กลองมโหระทึกแบบเหลิงสุ่ยชง เปรียบเทียบในมิติด้านวัสดุ

อาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ ยังเปรียบเทียบกลองอีกแบบหนึ่งคือ กลองมโหระทึกแบบเหลิงสุ่ยชง ซึ่งถ้าจัดตามระบบเฮเกอร์ก็ยังคงเป็นแบบเฮเกอร์ I (เช่นเดียวกับแบบสือไจ้ซาน) ดูภาพที่ 2

ยกตัวอย่างเช่นกรณีกลองคู่บน กลองใบซ้าย คือกลองมโหระทึกที่พิพิธภัณฑ์มานุษยวิทยาแห่งกวางสี ส่วนกลองมโหระทึกที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน ซึ่งอาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ บอกว่า นำภาพมาจากหนังสือ ‘กลองมโหระทึกในประเทศไทย’ พอดีผมมีหนังสือเล่มนี้ จึงเปิดหาดู พบว่าอยู่ในหน้า 32-37

จากการเปรียบเทียบพบว่า รูปทรงของกลองจีนและกลองไทยมีลักษณะคล้ายกัน มีกบบนหน้ากลอง ส่วนหูกลองและลวดลายก็คล้ายกัน

อาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ บอกว่า กลองทั้งสองใบนี้เป็นแบบย่อยแบบหนึ่งในแบบเหลิงสุ่ยชง ซึ่งไม่มีลายภาพเรือบนอกกลอง โดยกลองของไทยก็ไม่มีลายภาพเรือเช่นกัน

น่ารู้ด้วยว่าลวดลายบนกลองมโหระทึกของไทยที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน ใบนี้มีภาพแสดงรายละเอียดอย่างวิจิตรอยู่ในหนังสือ ‘กลองมโหระทึกในประเทศไทย’ หน้า 36 และ 37 และไม่ปรากฏภาพเรือตามที่อาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ ระบุไว้

อย่างไรก็ดี ผมมีข้อสงสัยอย่างหนึ่งซึ่งขอบันทึกไว้ ณ ที่นี้ คือผมพบว่ากลองมโหระทึกซึ่งพบที่จังหวัดน่านใบนี้มีประเด็นที่ยังไม่ลงรอยกันระหว่างข้อมูลจากอาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ กับข้อมูลจากหนังสือ ‘กลองมโหระทึกในประเทศไทย’

กล่าวคือ อาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ จัดให้กลองใบนี้เป็นแบบเหลิงสุ่ยชง ซึ่งตรงกับแบบเฮเกอร์ I ตามที่ได้เล่าไว้แล้ว

แต่ทว่า หนังสือ ‘กลองมโหระทึกในประเทศไทย’ หน้า 33 ระบุว่า

“ลักษณะรูปทรงของกลองมโหระทึกนี้ จัดเป็นกลองมโหระทึกแบบเฮเกอร์ ๓ (Heger III) ประมาณอายุช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๑-๕ (ประมาณพุทธศตวรษที่ ๖-๑๑) ซึ่งถือเป็นรูปแบบกลองมโหระทึกกลุ่มสุดท้ายในวัฒนธรรมดองซอนของเวียดนาม ลักษณะของลวดลายมีการนำรูปแบบเฉพาะถิ่นเข้ามาผสมผสานมากขึ้น ขณะที่ลวดลายบางประเภทที่เป็นลักษณะเฉพาะของวัฒนธรรมดองซอนยังคงปรากฏ อาทิ ลายบุคคลสวมเครื่องประดับศีรษะตกแต่งด้วยขนนก ลายนกกระสาบินทวนเข็มนาฬิกา ซึ่งเป็นลายที่พบในกลองมโหระทึกรุ่นเก่าสุด (ประมาณช่วงศตวรรษที่ ๗-๓ ก่อนคริสต์ศักราช หรือประมาณ ๒๐๐ ปีก่อนพุทธกาล – พุทธศตวรรษที่ ๒) หรือประติมากรรมลอยตัวรูปกบที่ประดับบนหน้ากลองมโหระทึกที่พบในกลุ่มกลองมโหระทึกวัฒนธรรมดองซอน อายุประมาณศตวรรษที่ ๔ ก่อนคริสต์ศักราช – คริสต์ศตวรรษที่ ๑ (พุทธศตวรรษที่ ๑-๖)”

“กลองมโหระทึกนี้ จึงอาจเป็นกลองที่ผลิตขึ้นในช่วงต้นประวัติศาสตร์ (ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๖-๑๑) และได้ใช้สืบทอดกันมาจนถึงสมัยประวัติศาสตร์ (ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓) เมื่อเลิกใช้แล้วจึงนำไปฝังดินพร้อมกับโบราณวัตถุประเภทเครื่องประดับ และชิ้นส่วนกระดูก”

ประเด็นไม่ลงรอยกันเรื่องการจัดประเภทตามรูปแบบของกลองใบนี้จึงขอฝากไว้ก่อนจนกว่าจะได้คำตอบที่มั่นใจ

ภาพที่ 3 : กลองมโหระทึกแบบซีเหมิง เปรียบเทียบในมิติด้านวัสดุ

กลับมาที่อาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ อีกครั้ง อาจารย์ยังได้เปรียบเทียบกลองมโหระทึกแบบซีเหมิง (เทียบได้กับแบบเฮเกอร์ III) ด้วย ดูภาพที่ 3

แง่มุมที่น่าสนใจมีอย่างน้อย 2 อย่าง อย่างแรกคือ อาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ บอกว่า กลองมโหระทึกของไทยซึ่งพบที่นครพนม (ภาพที่ 3 มุมขวาบน) ยังมีร่องรอยของแบบเหลิงสุ่ยชงอยู่

ขอให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าหนังสือ ‘กลองมโหระทึกในประเทศไทย’ หน้า 137-141 ระบุว่ากลองใบนี้พบที่ริมแม่น้ำก่ำ อำเภอนาแก จังหวัดนครพนม จัดแสดงที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น

ส่วนแง่มุมที่น่าสนใจอย่างที่สองคือ อาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ บอกว่า กลองมโหระทึกแบบซีเหมิงของไทยที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร (ภาพที่ 3 มุมขวาล่าง) มีการพัฒนาขึ้นไปอีก เพราะว่ามีลายทองด้วย

ในแง่เทคนิคการผลิตนั้น ข้อมูลในสไลด์ระบุว่า กลองมโหระทึกยุคแรกเริ่มของจีนและไทยส่วนใหญ่ใช้กระบวนการหล่อแบบประกบแม่พิมพ์ (Piece-mold casting) ในขณะที่กลองมโหระทึกแบบซีเหมิง หรือเฮเกอร์ III ทั้งของจีนและไทย ใช้กระบวนการหล่อแบบขี้ผึ้งหาย (Lost-wax casting)

กลองมโหระทึกเป็นวัตถุขนาดใหญ่ ต้องใช้แม่พิมพ์ดินเผา เป็นเทคนิคที่ได้มาจากราชวงศ์เซี่ย ราว 4 พันปีก่อน (ถ้าเป็นวัตถุขนาดเล็กอาจหล่อขึ้นรูปโดยใช้แม่พิมพ์หิน) ถึงสมัยราชวงศ์ชาง เทคนิคการหล่อได้พัฒนาขึ้นมาก และพอถึงสมัยราชวงศ์ฮั่น กลองมโหระทึกที่ผลิตขึ้นในบริเวณทางตอนใต้ก็ใช้เทคนิคที่มาจากทางตอนเหนือ

อาจารย์เหลียง เยี่ยนหลี่ บอกว่า “(ปัจจุบัน) วิธีแบบขี้ผึ้งหายก็ยังคงมีใช้อยู่ ตอนที่น้องกุ๊ก (คุณเมริกา สงวนวงษ์) พาเหลียงไปบ้านปะอาว (จังหวัดอุบลราชธานี) ไปดูการทำกลองมโหระทึก เขาก็ใช้วิธีนี้”

พื้นที่หมดพอดี คราวหน้าจะเป็นตอนสุดท้ายที่ผมจะนำการเปรียบเทียบกลองมโหระทึกของจีนและไทยในมิติด้านจิตวิญญาณและมิติด้านชุมชน รวมทั้งนำคำถามจากผู้เข้าร่วมการเสวนาและคำตอบจากผู้เชี่ยวชาญมาให้อ่านกัน โปรดติดตามด้วยใจ (มโห) ระทึก!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ภูเขาสถิตของผีบรรพชน (1) : ผีด้ำบรรพชนไทอาหม สถิตอยู่ที่ดอยผี คือเนินดินของผีด้ำ
เรื่องเล่าจากเซินเจิ้น : จากเจ้าแห่งของก๊อบ สู่เมืองยอดนวัตกรรมชีวภาพ (1)
บันทึกการเสวนา ‘วัฒนธรรมกลองมโหระทึกของประเทศจีน’ ตอนที่ 3 : การใช้งานกลองมโหระทึกและมิติด้านวัสดุ
เมื่อสามีอุด ชู้จึงงัด : สงครามจุกอุดแห่งวิวัฒนาการ
กรุงเทพอภิมหานคร
กระแสธุรกิจจีนสู่ไทย : EV
เบื้องหลัง วอลเลย์บอลไทยไปโอลิมปิก
เรียกขานกาลก่อน (2)
จับตา ‘สภา’ เคาะร่าง พ.ร.บ.ครู คืนชีพ ‘ผู้แทนครู’ ร่วมบอร์ด ก.ค.ศ.
พัทยาไม่มีโสเภณี สิทธิกะหรี่ที่ไม่มีอยู่จริง
เส้นนำสายตา
‘เหยื่อ กับ ผู้ล่า’