วันที่ไฟจากรอยสักหางตาซ้ายไม่กะพริบ | เรื่องสั้น : เฟืองเขียว เกี้ยวบุหลัน
“ยังมีใครยืนอยู่อีกหรือ”
“จะใครอีก ก็รู้กันอยู่”
เสียงสนทนาจากผู้หญิงสองคนที่นั่งตรงเบาะหลัง ตามมาด้วยเสียงหัวเราะเชิงเหยียดเย้ย เสียงจากคนที่เป็น ‘มนุษย์’ จริงๆ คนที่จะได้นั่งเสมอ หมายเลขหนึ่งในทุกเรื่อง เข้าถึงได้ทุกอย่าง ใครคนนั้นที่ไม่ใช่ผมและเธอ เธอที่ยืนด้วยกันในรถโดยสารประจำทางมาตั้งแต่สองป้ายก่อนหน้า
ความสนใจในเพศตรงข้าม อาจไม่ใช่เรื่องที่ผู้สร้างผมและเธอโปรแกรมมา แต่ผมไม่อาจละสายตาจากเธอ วินาทีที่เห็นเธอ เหมือนโลกกลายเป็นสีชมพู ก็แค่เคยได้ยินคนเขาพูดกันแบบนั้น ว่ากันตามจริง ผมไม่รู้ว่าสีอื่นเป็นอย่างไร ภาพในตาของพวกเรามีเพียงขาวกับดำ ว่ากันว่านี่เป็นตัวแบ่งแยกระหว่างมนุษย์จริงกับ ‘มนุษย์เทียม’ รอยสักรูปหุ่นยนต์ตัวเล็กๆ ตรงหางตาข้างซ้ายนั่นก็ด้วย ผู้คนจะขับไล่ไสส่งเราออกจากสังคมของเขา
สิทธิ์ของการเข้าถึงในทุกเรื่องทุกอย่างไม่เคยเป็นของมนุษย์เทียม แม้กระทั่งที่ว่างบนรถโดยสารประจำทาง เราก็ไม่ได้รับอนุญาตให้นั่ง แม้รถทั้งคันแทบจะร้างคน ผมและเธอก็ยังคงต้องยืนต่อไป รอยสักรูปหุ่นยนต์ตัวเล็กๆ ตรงหางตาข้างซ้ายของเธอกีดกันเธอออกจากพื้นที่ว่างของที่นั่ง พนักงานขับรถโดยสารเฝ้าสังเกตพฤติกรรมพวกเราผ่านกระจกมองหลัง หากพวกเรานั่งลงในที่ของมนุษย์ เขาจะส่งสัญญาณไปยังสถานีตำรวจใกล้ที่สุด แล้วพวกเราจะถูกควบคุมตัวเพื่อปรับโปรแกรมทัศนคติ ร้ายกว่านั้นคือการนำไปคืนค่าเริ่มต้นจากโรงงานหรือทำลายความเป็นเรา ตื่นมาเป็นใครอีกคนที่สูญเสียความทรงจำทั้งหมด
แน่นอนว่าผมไม่อยากสูญเสียตัวตน มันจะทำให้ผมไม่อาจจดจำนายจ้างคนเดิม ไม่เหลือภารกิจคงค้างจากตัวตนเดิม ไม่มีบ้านให้กลับ ไม่เหลือที่ให้หลับนอนเพื่อประจุไฟฟ้า ที่สำคัญผมจะหลงลืมเธอ คนที่ผมไม่อาจละสายตาตั้งแต่สองป้ายรถโดยสารก่อนหน้า เคยได้ยินว่ามนุษย์เทียมจะดึงดูดกันด้วยรหัสโปรแกรมที่ใกล้เคียง เราอาจถูกผลิตจากโรงงานเดียวกัน ชิ้นส่วนสมองของเราอาจเคยอยู่บนสายพานเดียวกัน ไหลไปเรื่อยๆ ประกอบชิ้นส่วนต่างๆ เข้ากันจนเป็นกลายเป็นเรา
เราที่มีเส้นเสียงแต่ไม่มีสิทธิ์และเสียงในการออกปากหากไม่ได้รับอนุญาตจากนายจ้าง เราจึงไม่ต่างอะไรจากคนบอดใบ้ ตอบรับคำสั่งด้วยแสงไฟกะพริบจากรอยสักรูปหุ่นยนต์ตรงหางตาซ้าย รถยังคงเคลื่อนตัวไปช้าๆ ท่ามกลางสภาพการจราจรที่หนาแน่น ผู้โดยสารสองคนจากเบาะหลังยังคงพูดคุยหัวเราะสนุกสนาน พนักงานขับรถก็ยังคงเฝ้าดูผมและเธอผ่านกระจกมองหลังเป็นระยะ เธอที่ยืนเยื้องอยู่ข้างหน้า ห่างจากผมเพียงระยะเอื้อมมือถึง ไม่เคยหันมามองสักครั้ง เหมือนเธอไม่รับรู้การมีอยู่ของมนุษย์เทียมผู้อื่น บางทีผมอาจคิดเข้าข้างตัวเองเกินไป เธออาจมีรหัสโปรแกรมที่ไกลจากผม เราอาจไม่เคยอยู่บนสายพานเดียวกัน มาจากโรงงานที่ต่างออกไป
แปลกหน้าบนการเดินทางร่วมกันก็เท่านั้น
“แกไปรับยาแทนฉัน”
สั้นเพียงไม่กี่คำ รวมกันเป็นประโยคคำสั่ง ไฟตรงรอยสักรูปหุ่นยนต์ที่หางตาซ้ายกะพริบ เป็นสัญลักษณ์แห่งการรับทราบ
นายจ้างมีนัดรับยาไทรอยด์ทุกสามเดือน สามารถวัดความดันจากที่บ้าน ส่งผลผ่านช่องทางออนไลน์ มอบหมายให้มนุษย์เทียมอย่างผมไปรับยาแทนเจ้าของโรคได้ หากยังไม่ถึงกำหนดพบแพทย์
เป็นหนึ่งในความสะดวกของคนที่มีมนุษย์เทียมเป็นเด็กรับใช้ในยุคนี้
นั่นคือที่มาของการขึ้นรถโดยสาร จุดหมายคือโรงพยาบาล ภารกิจเป็นการไปรับยารักษาโรคแทนมนุษย์ผู้เป็นนาย ผมไม่แน่ใจว่าเธอและมนุษย์ผู้หญิงสองคนตรงเบาะหลังจะมีจุดหมายเดียวกันหรือไม่ แต่ใครก็ตามที่โดยสารมากับรถสายนี้ก็มักมีปลายทางไม่ต่างกัน
“ที่ต่างประเทศ ผู้คนยังรวมตัวประท้วงเรื่องการเหยียดผิวอยู่อีกหรือ”
“ยังไม่จบง่ายๆ หรอก เขาไม่ต้องการให้มีการแบ่งแยกเชื้อชาติ”
“คงยาก”
“ทำไม”
“ก็ที่นั่นเขาเหยียดคนผิวสี คนผิวเหลืองอย่างพวกเรามานาน”
“แต่คราวนี้เห็นว่าผู้ประท้วงจะยืนติดต่อกันเป็นเวลาหลายชั่วโมง”
“เพื่ออะไร”
“แสดงพลัง หากไม่มีใครรับฟังหรือเปลี่ยนแปลง ก็จะยืนกันต่อไป”
“ผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง ขี้คร้านจะกลับบ้านกันหมด”
“เธอก็ประเมินพวกเขาต่ำเกินไป ใจฉันอยากให้ผู้ประท้วงชนะ”
“เธอจะได้เดินทางไปต่างประเทศ โดยไม่โดนสายตาคนที่นั่นดูถูกใช่ไหม”
“ฉันจะได้ไม่โดนจำกัดสิทธิ์โน่นนั่นนี่ต่างหาก”
“โลกไม่ได้สวยขนาดนั้น เธอก็รู้ว่าเขาสงวนสิทธิ์ให้ใคร”
“ฉันถึงอยู่ข้างผู้ประท้วง”
บทสนทนาของผู้หญิงสองคนตรงเบาะหลังสอดคล้องกับภาพข่าวในโทรทัศน์ที่ติดกับด้านหลังพนักพิงของเก้าอี้ทุกตัว ผู้คนนับร้อยนับพันรวมตัวยืนกันตามสถานที่สำคัญต่างบ้านต่างเมืองในหลายประเทศ ชูป้ายประท้วง ข้อความเป็นไปในลักษณะเดียวกัน เกี่ยวกับสิทธิและความเท่าเทียม ขจัดความเหลื่อมล้ำ ปฏิบัติต่อกันในฐานะมนุษย์ ไม่แบ่งแยกชนชั้น และอื่นๆ มากมายที่เกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ผมเคยทราบว่ามนุษย์ต่อสู้กับเรื่องเหล่านี้มาช้านาน รบกันในสงครามของคนที่อยู่บนหอคอยงาช้างกับคนที่อยู่ในทุ่งหญ้า ฉีกกระชากด้ายดำที่เย็บปากและเสียง การพูดและแสดงออกเพื่อปลดแอก สื่อสารทั้งทางตรงและแฝงนัยผ่านวรรณกรรม ภาพยนตร์ ดนตรี แม้แต่การ์ตูนบางเรื่องก็ด้วย
“สองตัวนั้นจะไม่นั่งเลยหรือไง”
“เธอนี่ก็ รู้ทั้งรู้”
“รู้ว่า”
“เขานั่งไม่ได้”
“เธอเรียกพวกนั้นว่าเขา ก็เหมือนเรียกหมาแมวว่าน้อง ฟังแล้วจะอาเจียน”
“เธอมันขวางโลก”
“ส่วนโลกเธอก็สวยเกิน”
เสียงหัวเราะดังลั่นจากมนุษย์สองคนที่ผมไม่รู้จัก คือปัจจัยที่ทำให้กลไกในร่างกายผมตื่นตัว เป็นครั้งแรกที่ผมหันไปมองพวกเธอ รอยยิ้มและสายตาของพวกเธอไม่ใช่มิตร มันเคลือบไปด้วยอคติและความเกลียดชัง ผมหันกลับมองตรงไปข้างหน้า บางครั้งอดคิดไม่ได้ มนุษย์ร้องตะโกนเพื่อสิทธิ์แห่งความเท่าเทียม แต่ยังเหยียดเย้ยด้อยค่ามนุษย์เทียม ออกกฎเกณฑ์มากมาย ห้ามมนุษย์เทียมทำอย่างนั้นอย่างนี้ ห้ามพูด ห้ามนั่ง บนท้องถนนหรือร้านค้าต่างเต็มไปด้วยป้ายสั่งห้าม รู้ว่ามนุษย์เทียมไม่มีสิทธิ์นั่ง ก็ยังแกล้งถามแกล้งคุยเพื่อให้พวกเราได้ยิน โดนกดขี่จากคนอีกฟากโลก แล้วมาปลดปล่อยเอาคืนกับสิ่งไร้ชีวิตที่ถูกโปรแกรมมาให้รับใช้มนุษย์
นี่คือสิ่งที่มนุษย์เขาทำกันหรือ ผมยังไม่เข้าใจ
“ร้องเพลงชาติให้ฟังหน่อย”
ประเมินด้วยตาเปล่า คำพูดนั้นไม่นับว่าเป็นคำสั่ง ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดของนายจ้างน่าจะอยู่ระดับสองร้อยถึงสามร้อยมิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ระบบตอบรับในตัวผมจึงไม่ทำงาน เมื่อไฟตรงรอยสักไม่กะพริบ นายจ้างจึงปรี่เข้ามาตบหน้าผมอย่างแรง
“ฉันสั่งให้แกร้องเพลง”
ภาพขาวดำในตาสั่นพร่าไปชั่วขณะ การกระทบกระเทือนส่งผลโดยตรงต่อระบบประมวลผล ไฟตรงรอยสักยังคงไม่กะพริบ นายจ้างปรี่เข้ามาอีกครั้ง คราวนี้มีขวดเหล้าติดมือมาด้วย
และนั่นทำให้ภาพในตาผมดับวูบ
ตั้งแต่สองป้ายรถโดยสารก่อนหน้า เธอขึ้นมาพร้อมรอยช้ำบนใบหน้า นั่นอาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ผมไม่อาจละสายตา สงสัยมาตลอดว่าเธอเองก็โดนมนุษย์ทำร้ายเช่นกันหรือไม่ บางคำสั่งของนายจ้างอาจทำให้ไฟตรงรอยสักเธอไม่กะพริบ บางทีอาจหนักกว่าผมที่ถูกสั่งให้ร้องเพลงชาติ กลไกในร่างกายเธออาจมีบางอย่างชำรุด คอของเธอจึงเอียงและสั่นกระตุก เห็นตั้งแต่ตอนขึ้นรถ จากน้อยก็มากขึ้น จนตอนนี้ถึงขั้นผิดปกติ ร่างเธอแข็งเกร็ง แขนขากระตุกรุนแรง คล้ายคนที่เป็นโรคลมชัก
“เฮ้ย! เป็นอะไร”
อาการแปลกและผิดเพี้ยนนี้อยู่ในสายตาของพนักงานขับรถมาตลอด เขาจึงตะโกนถามด้วยเสียงห้วนห้าว
ส่วนมนุษย์อีกสองคนที่นั่งอยู่เบาะหลัง ก็ละล่ำละลักตะโกนถามมา
“มันจะระเบิดไหม”
“จอดรถเดี๋ยวนี้เลยนะ”
หากความแตกตื่นเป็นคุณสมบัติหนึ่งของมนุษย์ ผมอาจเป็นมากกว่ามนุษย์เทียม รู้สึกตกใจไม่ต่างจากมนุษย์สามคนที่โดยสารรถคันนี้ ไฟตรงรอยสักของผมจู่ๆ ก็กะพริบ ทั้งที่ไม่ได้รับคำสั่งจากใคร โผเข้าไปประคองตัวเธอ ซึ่งกำลังจะล้มลง
“คลื่นไฟฟ้าในสมองของเธอมีอาการผิดปกติ”
เป็นครั้งแรกที่ผมพูด ทั้งที่ไม่ได้รับอนุญาต สามคนในรถดูท่าจะตกใจมากกว่าที่เห็นเธอชักกระตุกเสียอีก
“เบื้องต้นผมต้องขอให้เธอนั่ง”
ผมยังคงพูดต่อ เป็นการแจ้งขอใช้สิทธิ์นั่งแบบลอยๆ ไม่ได้เจาะจงหรือจงใจจะพูดกับใครเป็นพิเศษ ขณะที่คนขับนำรถจอดเทียบข้างทางนอกป้ายโดยสาร เห็นเขาล้วงควักโทรศัพท์เคลื่อนที่แล้วกดโทร.ออกหาใครสักคน ผมพอจะทราบว่าเขากำลังทำอะไร แต่ไม่มีเวลาสนใจ จัดแจงนำเธอนั่งบนเบาะสำหรับสองคน โดยมีผมนั่งประคองตัวเธอไว้ สอดส่ายสายตาไปยังสองฟากถนน ผมตัดสินใจยกเลิกภารกิจการไปรับยาแทนนายจ้างที่โรงพยาบาล เปลี่ยนมาเป็นค้นหาและคำนวณระยะทางโรงซ่อมบำรุงสำหรับมนุษย์เทียมที่ใกล้สุด
ไฟตรงรอยสักของเธอดับวูบ แต่ไฟตรงรอยสักของผมกะพริบวับวาบไม่หยุด ราวกับไฟสัญญาณฉุกเฉินของรถพยาบาลกู้ชีพ
“แกมันก็แค่คนขับรถส่งของ จะออกความเห็นอะไรให้มากมาย”
“แต่แม่ต้องการคนดูแลนะพี่”
“แม่ต้องการแก แกที่เป็นคนจริงๆ ไม่ใช่หุ่นตัวนี้”
“พี่ก็รู้ว่าผมยังต้องหาเช้ากินค่ำ ไม่มีเวลาดูแลแกตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง เราถึงต้องการมนุษย์เทียม”
“แกก็หาซื้อมาใช้เองสิวะ”
“พี่ก็รู้ว่าผมไม่มีเงินมากขนาดนั้น พี่ต้องฟังผมบ้าง”
“ฉันเป็นพี่ชายแก แกนั่นแหละที่ต้องเชื่อฟังฉัน และเราจะไม่พูดเรื่องนี้กันอีก”
ผมเคยเห็นนายจ้างต่อว่าน้องชายตัวเอง กรณีที่น้องเสนอให้นำตัวผมไปรับใช้แม่ที่ป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์ ผมไม่เคยเข้าใจ อะไรทำให้คนตัดสินว่าความคิดของคนนั้นผิดคนนี้ถูก อายุ การศึกษา อาชีพ ความเห็นต่างที่ไม่ตรงกับความคิดตัวเองก็คือผิดใช่ไหม เหล่านี้หรือไม่ที่ทำให้มนุษย์ตกอยู่ในสงครามแห่งความเหลื่อมล้ำ มนุษย์สื่อสารด้วยการพูดคุยกันอยู่ตลอดเวลา
แต่ผมกลับรู้สึกว่าพวกเขาบอดใบ้ยิ่งกว่าผมเสียอีก
“เธอต้องได้รับการซ่อมแซม”
ผมเงยหน้าขึ้นพูดกับพนักงานขับรถ ที่กำลังฉุดกระชากและต่อว่าด่าทอผม
“แกต้องลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้ แกกับเธอไม่มีสิทธิ์นั่งเบาะผู้โดยสาร”
“ได้โปรด เรียกเจ้าหน้าที่โรงซ่อมบำรุงมนุษย์เทียม”
คำขอจากผมเหมือนการโยนหินไปหาดวงจันทร์ ได้ยินเสียงฝีเท้าจากสองคนด้านหลัง เดินมาผสมโรงรุมต่อว่าผม
“แกไม่มีสิทธิ์มาใช้ของสาธารณะร่วมกับเรา ลุกและลงไป”
“ใช่ แกไม่มีสิทธิ์พูดด้วยซ้ำ” คนถัดมาหยุดพูดแล้วมองคนขับก่อนถาม “คุณเรียกตำรวจมาจับมันหรือยัง”
“ไม่เกินห้านาที พวกเขากำลังมา” คนขับตอบขณะที่ยังคงจ้องเขม็งมาทางผมและเธอ ไม่ต่างอะไรกับหมาป่าที่กำลังมองแกะดำสองตัว
ภาพข่าวในโทรทัศน์ยังคงดำเนินไป หลายเมืองทั่วโลกเริ่มมีเจ้าหน้าที่ปราบจลาจลเข้าปรามฝูงชน แก๊สน้ำตาถูกใช้เป็นวงกว้าง ควันขาวลอยฟุ้ง ฝูงชนคล้ายผึ้งแตกรัง กระจัดกระจายไปคนละทิศละทาง หากแต่ล้มแล้วพากันลุก จับกลุ่มกันใหม่ ตอบโต้ด้วยการยืน ไม่ยอมจำนน ไม่คุกเข่า ยังคงตะโกนเรียกร้องเรื่องสิทธิและความเท่าเทียม ขณะที่มนุษย์สามคนยังคนรุมล้อมผมราวหมาป่าเตรียมจะเข้าแทะทึ้งเหยื่อด้วยความหิวโหย
กระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจสองคนเดินทางมาถึง มนุษย์สามคนจึงถอยออกไป เจ้าหน้าที่พยายามเข้ามาควบคุมตัว ซึ่งหากผมและเธอลุกไปจากเก้าอี้ตัวนี้ จะไม่ใช่แค่การปรับโปรแกรมทัศนคติ แต่จะเป็นไปในทางเลวร้ายที่สุด นั่นคือถูกนำไปคืนค่าเริ่มต้นจากโรงงานหรือทำลายความเป็นเรา ตื่นมาเป็นใครอีกคนที่สูญเสียความทรงจำทั้งหมด ตัวตนผมจะสูญหาย ผมโอบกอดเธอไว้แน่น มองเธอด้วยความรู้สึกที่มนุษย์เทียมไม่น่าจะมีได้ ผูกพันและห่วงใยทั้งที่ไม่เคยรู้จัก แวบหนึ่งผมรู้สึกว่าภาพในตาที่เคยมีแค่ขาวกับดำ กลับกลายเป็นสีชมพูขึ้นมาจริงๆ ถึงตรงนี้ผมแน่ใจว่าเธอดึงดูดผมด้วยรหัสโปรแกรมที่ใกล้เคียง เราอาจถูกผลิตจากโรงงานเดียวกัน ชิ้นส่วนสมองของเราอาจเคยอยู่บนสายพานเดียวกัน ไหลไปเรื่อยๆ ประกอบชิ้นส่วนต่างๆ เข้ากันจนเป็นกลายเป็นเราทั้งคู่ มนุษย์เทียมสองคนที่นั่งลงบนเก้าอี้ของมนุษย์ ทั้งที่ไม่มีสิทธิ์แห่งความเสมอภาคใดๆ
ในขณะที่ผมและเธอต่อสู้ด้วยการนั่ง ผู้คนหลายเมืองทั่วโลกจากภาพข่าวในโทรทัศน์ยังคงขัดขืนด้วยการยืน
