บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
เชลยศึกสงครามลาว (50)
ลีลาน้าชาติ (ต่อ)
2.ซิการ์ ไวน์ ละลายความตึงเครียด : ในบันทึกความทรงจำของคณะผู้แทนไทยระบุว่า พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ มักใช้บุคลิกส่วนตัวที่เป็นคนรักสนุกและเข้าสังคมเก่งในการดึงผู้นำคอมมิวนิสต์ออกจากกรอบพิธีการอันเคร่งเครียด ท่านมักจะชวนผู้นำเวียดนามเหนือสูบซิการ์ร่วมกัน ดื่มอวยพร หรือชวนคุยเรื่องสัพเพเหระนอกรอบประชุม กลยุทธ์นี้เรียกว่า “การทูตค็อกเทล” (Cocktail Diplomacy) ซึ่งเปิดโอกาสให้มีการตกลง “เงื่อนไขลับ” นอกเหนือจากเอกสารทางการ ทำให้ฝั่งเวียดนามเหนือยอมประนีประนอมเปิดรายชื่อเชลยศึกไทยให้แก่กาชาดสากลในที่สุด
3. ต้นกำเนิด “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” : ระหว่างการเจรจาขอตัวเชลยศึก พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ ได้ส่งสัญญาณวิสัยทัศน์ให้เห็นว่า ประเทศไทยไม่ได้ต้องการเป็นศัตรูกับกลุ่มประเทศอินโดจีนในระยะยาว ท่านได้เปรยบนโต๊ะเจรจาว่า เมื่อเราเคลียร์ปัญหาเรื่องเชลยศึกและถอนทหารออกไปหมดแล้ว ต่อไปพื้นที่แถบนี้ควรจะเปลี่ยนจากเสียงปืนและการสู้รบ มาเป็นการทำมาค้าขายร่วมกันดีกว่า วาทะและแนวคิดนี้เองที่ต่อมาได้กลายมาเป็นบทบาทที่โดดเด่นที่สุดเมื่อขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในปี พ.ศ.2531 ภายใต้นโยบายระดับตำนาน “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” ที่ช่วยเปิดประตูเศรษฐกิจและสร้างสันติภาพที่ถาวรให้แก่ภูมิภาคอินโดจีน
ความลุ่มลึกทางการทูตที่ใช้ทั้ง “ศาสตร์” การกดดัน และ “ศิลป์” ของความประนีประนอมของ พล.ต.ชาติชาย ชุณหะวัณ จึงเป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้ภารกิจพาเชลยศึกทหารเสือพรานไทยกลับบ้านประสบความสำเร็จอย่างงดงาม
ปัจจัยของความสําเร็จ
ปัจจัยสำคัญที่สุดของความสำเร็จในเจรจาคือ “การประสานประโยชน์และความเป็นเอกภาพอย่างลึกซึ้งเหนียวแน่นระหว่างกองทัพไทยกับซีไอเอ ที่ใช้ทั้งอำนาจต่อรองทางการเมือง เงินทุน และข้อมูลข่าวกรองร่วมกัน โดยสามารถสรุปปัจจัยแห่งความสำเร็จออกมาเป็น 5 ข้อหลัก ดังนี้
1. ความเด็ดขาดของ “หัวหน้าเทพ” : พล.ต.วิฑูรย์ ยะสวัสดิ์ ในฐานะผู้บัญชาการ บก.333 มีบารมีและเป็นที่ยอมรับของทั้งฝั่งไทยและสหรัฐ ใช้หลักการเจรจาที่เด็ดขาด โดยยื่นคำขาดและกดดันฝ่ายคอมมิวนิสต์ลาว-เวียดนามอย่างต่อเนื่องว่า “หากไม่ปล่อยทหารไทยทั้งหมด การถอนกำลังและการส่งมอบพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญจะไม่เกิดขึ้น” ความเด็ดเดี่ยวนี้ทำให้ฝ่ายเวียดนามเหนือและลาวฝ่ายซ้ายไม่สามารถเล่นเกมได้
2. ฐานข้อมูลข่าวกรองของซีไอเอ : อุปสรรคเรื่องการปิดบังรายชื่อเชลยของเวียดนามเหนือถูกทลายลงด้วยระบบข่าวกรองที่มีประสิทธิภาพของซีไอเอ ที่ใช้ทั้งภาพถ่ายทางอากาศและรายงานจากสายลับระบุพิกัดค่ายกักกันอย่างถูกต้องชัดเจน รวมทั้งยังมีบัญชีรายชื่อเชลยศึกที่ถูกต้องและทันสมัยอยู่ในมือ เมื่อฝ่ายเวียดนามเหนือส่งรายชื่อมาไม่ครบ ไทยจึงสามารถใช้ข้อมูลนี้ยันความถูกต้องและบีบให้ส่งตัวเพิ่มได้ทันที
นอกจากนั้น สหรัฐยังสนับสนุนเครื่องมือ การขนส่ง และงบประมาณเยียวยาหลังปล่อยตัว ทำให้กระบวนการรับตัวและดูแลทหารไทยดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ไม่ติดขัดเรื่องงบประมาณจากภาครัฐของไทย
3. การใช้ข้อตกลงหยุดยิงระดับเป็นสปริงบอร์ด : คณะผู้เจรจาฝั่งไทยและสหรัฐมีความฉลาดหลักแหลมในการนำสัญญาสันติภาพปารีสและข้อตกลงเวียงจันทน์ (พ.ศ.2516) มาเป็นข้อผูกมัด โดยระบุเงื่อนไขการปล่อยเชลยศึกพันธมิตรให้เป็นวาระเร่งด่วนที่สุด ทำให้ฝ่ายปะเทดลาวและเวียดนามเหนือถูกกดดันจากสังคมโลกและต้องปฏิบัติตามพันธกรณีเพื่อแลกกับการที่สหรัฐยอมถอนทหารออกจากอินโดจีน
4. ความร่วมมือจากกาชาดสากล (ICRC) : การที่กระทรวงการต่างประเทศไทยสามารถดึงสภากาชาดสากล (ICRC) เข้ามาเป็นตัวกลางในพิธีแลกเปลี่ยนเชลยศึกถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เพราะทำให้ฝ่ายคอมมิวนิสต์หมดข้ออ้างที่จะปฏิบัติกับทหารไทยแบบไร้มนุษยธรรม และจำเป็นต้องยอมรับสถานะเชลยศึกตามอนุสัญญาเจนีวาในภาคสนามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
5. ความทรหดและอุดมการณ์ของตัวเชลยศึกไทย : ความสำเร็จทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากเชลยศึกทหารไทยถอดใจหรือยอมเซ็นสัญญาแปรพักตร์ไปเข้ากับฝั่งคอมมิวนิสต์ ความอดทนต่อความยากลำบากในค่ายกักกันฟูเย็น และการยืนหยัดรักษาระเบียบวินัยในค่ายอย่างเหนียวแน่น ทำให้พวกเขายังคงสภาพความเป็นทหารและพร้อมที่จะถูกส่งตัวกลับบ้านอย่างมีศักดิ์ศรีในวันนัดหมาย
กลับบ้านเรา
ตัดกลับมายังบันทึก “เชลยศึกทรหด” ของ ส.อ.ชัยชาญ หาญนาวี ที่ค่ายฟูเย็น
“และแล้วความหวังของพวกเราเชลยไทยซึ่งต่างคนต่างรอความหวังอันนี้มานานแสนนานต่างก็สมหวังกันถ้วนหน้า
ในตอนเช้าตรู่วันนั้น 10 กันยายน พ.ศ.2517 รถ GMC จํานวน 16 คัน จอดเรียงแถวเป็นตอนเรียงหนึ่งอยู่ที่ถนนหน้าประตูค่าย เวลาประมาณ 7 โมงเช้าพวกเชลยไทยถูกเรียกให้ออกจากห้องขังมาเข้าแถวรวมกันที่สนามหน้าห้องขัง
หัวหน้าค่ายคนใหม่ที่พวกเรายังไม่รู้จักว่าเขามีชื่อว่าอะไรพร้อมด้วยลูกน้องของเขาอีก 10 กว่าคนเดินมาที่แถวของเชลย เขาประกาศต่อหน้าแถวเชลยศึกไทยจํานวน 216 คน ด้วยเสียงแหลมเล็กของเขาพร้อมกับวางมาดหัวหน้าค่ายตามแบบฉบับของคนอ้วนเตี้ย ซึ่งมองดูแล้วคล้ายๆ กับภาพยนตร์อ้วน ผอมจอมตลกของอเมริกันที่มีชื่อว่า บัท แอ๊ฟ ป้อท – ลู คอส สะแตนโรว์ ยังไงยังงั้นแหละ มีเชลยไทยหลายคนรวมทั้งผมด้วยที่เห็นท่าทางการพูดจาของเขาแล้วเกือบจะกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่
เขาตะเบ็งเสียงแหลมและเล็กออกจากลําคอของเขาให้เชลยไทยได้ยินกันทั่วว่าเขาเป็นคนนําเอาโชคดีจากเบื้องบนของเขามามอบให้กับพวกเราในวันนี้ เขาบอกว่าทันทีที่ที่ประชุมจากประเทศฝรั่งเศสลงมติให้มีการยุติสงครามในประเทศลาวและให้มีการแลกเปลี่ยนเชลยศึกต่อกันเรียบร้อยแล้ว ทางฝ่ายเบื้องบนก็ได้บอกให้เขารีบนําข่าวนี้มาแจ้งให้พวกเชลยฟังทันที และเขายังสรุปเป็นคําถามในประโยคสุดท้ายอีกว่า
เป็นจั่งได๋ หมู่เจ้า บ่อดีใจบอ? ดีใจบอสิไดเมือบ้าน?
เมื่อเขาพูดจบก็มีเสียงปรบมือให้เขาจากพวกเชลยที่อยู่ทางด้านหลังท้ายแถวซึ่งมีอยู่เพียงกลุ่มเดียว และในขณะนั้นผมเองก็ยืนอยู่ในแถวตอนหน้าในใจก็ไม่อยากจะปรบมือให้เขาหรอก แต่ด้วยมารยาทและก็ไม่เห็นว่าจะเสียหายอะไรนัก ก็เลยต้องปรบมือตามเขาไปด้วย ชนิดไม่ได้ตั้งใจ
เขายังกล่าวต่อไปอีกว่า สําหรับวันนี้เขาอนุญาตไม่ต้องออกไปทํางาน ให้ทุกคนจัดเตรียมข้าวของให้พร้อมเพื่อเดินทางไปกับรถที่มาจอดรออยู่หน้าค่าย เราจะออกเดินทางวันนี้ในตอนบ่าย 2 โมง หลังจากนี้ก็ให้ทุกคนไปเตรียมตัวได้เลย เมื่อถึงเวลาอาหารก็ให้ทุกคนกินพร้อมกันที่โรงอาหาร เสร็จแล้วก็ให้พักผ่อนและบ่าย 2 โมงก็ให้พร้อมขึ้นรถได้เลย
หลังจากเลิกแถวแล้ว เสียงเฮฮาเกรียวกราวก็ดังขึ้นจากพวกเชลยศึกไทยเพราะทุกคนต่างดีอกดีใจไปตามๆ กัน แน่นอนละเวลา 2 ปี 10 เดือนของพวกเชลยศึกไทยนั้นแม้จะนํามาเปรียบเทียบกับผมไม่ได้มันก็เป็นเวลาที่นานแสนนานสําหรับพวกเขา การรอคอยนั้นไม่ต้องถึงปีหรอก เอาเพียงแค่ชั่วโมงสองชั่วโมงหรือเพียงวันเดียวเท่านั้นแหละมันก็เบื่อแสนที่จะเบื่ออยู่แล้ว ไม่มีใครหรอกที่อยากจะรอเพราะการรอบางครั้งก็ทําให้คนเกิดความเครียด การรอคอยบางครั้งก็ทําให้คนเป็นบ้า และบางครั้งก็ทําให้คนเกิดการฆ่าตัวตาย
ดังนั้น เมื่อการรอคอยเกิดการสิ้นสุดทุกคนก็ต้องดีใจเป็นธรรมดา สําหรับผมเองน่ะหรือ แน่นอนดีใจเป็นที่สุด แต่ใจหนึ่งก็ยังคิดหวาดระแวงอยู่ว่ามันเป็นไปได้หรือ เราไม่ได้ฝันไปแน่หรือ เขาจะพาเราไปส่งถึงเมืองไทยจริงหรือเปล่า ถ้าหากเขาพาพวกเราไปขังไว้ที่ค่ายอื่นล่ะ
ผมเองยังสับสนอยู่มากเพราะไม่แน่ใจนักว่าสงครามจะยุติตามที่เจ้าอ้วนนําข่าวมาบอกเมื่อตอนเช้าและบอกว่าจะมีการแลกเปลี่ยนเชลยศึกอีกด้วย ผมยังไม่ปักใจเชื่อมากนักเนื่องจากผมเข็ดขยาดและผิดหวังมาบ่อยๆ ในสมัยที่มีการแลกเปลี่ยนเชลยอเมริกัน 1 ปีที่ผ่านมา แต่อีกใจหนึ่งก็ยังยืนยันว่าน่าจะเป็นความจริงเพราะเหลือเวลาเพียงอีกไม่กี่ชั่วโมง ก็คงจะรู้กันละว่าเขาจะพาพวกเราไปส่งที่ไหน เมืองไทยหรือเวียดนามกันแน่
ก่อนเตรียมตัวขึ้นรถตอนบ่ายวันนั้นเวลาประมาณ 13.40 น. ผมถูกนําตัวมาพบกับหัวหน้าค่าย อ้วน-เตี้ยคนนั้น ซึ่งสร้างความแปลกใจให้ผมอีกตามเคยเพราะเดาไม่ถูกว่ามันจะมาไม้ไหนกับผมอีก นี่จะได้กลับบ้านอยู่แล้วนะ ทหารคนที่มาตามผมบอกให้นําเอาสิ่งของที่ผูกมัดไว้ติดตัวไปด้วยเลย
ที่ห้องทํางานขององหวูเดิมซึ่งผมเคยมาแล้ว 2-3 ครั้ง เจ้าอ้วนนั่งรอผมอยู่ แล้วเขาเชื้อเชิญให้ผมนั่งลงที่เก้าอี้ตรงหน้าเขา และเขาเริ่มทักทายเป็นภาษาลาวว่า ‘สบายดี…?’ ‘สบายดี’ ผมตอบเขาไปสั้นๆ เหมือนกัน ‘เฮาดีใจนําเจ้า ดีใจนําหมู่เจ้าสิไดเมือบ้านกันเหมิดสุคน ลูกเมียของหมู่เจ้าคงดีใจหลายเน้อ’ ผมฟังเขานิ่งเฉยเพราะเขาเพียงแต่พูดขึ้นลอยๆ เขาไม่มีคําถามผมก็เลยต้องนั่งฟังเขาต่อไป ในใจก็คิดว่าเขาจะพูดอะไรต่อไป
เขากล่าวต่อไปว่า ทางฝ่ายเขานั้นเขาได้ปฏิบัติตามสัญญาเจนีวาอย่างเข้มงวด ผมสะอึกทันที เอาอีกแล้วสัญญาเจนีวาอีกแล้ว ไอ้อ้วนเอ๊ย ผมอยากจะร้องบอกให้เขาหยุดพูดได้แล้วในตอนนั้นเสียเหลือเกินเพราะไม่อยากจะฟังคํากล่าวอ้างของเขา
แต่มีสิ่งหนึ่งมาหักห้ามการกระทําของผมไว้ได้ทันท่วงทีผมจึงต้องปล่อยให้เขาพูดต่อไปด้วยการกัดลิ้นตัวเองไว้แน่น”
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
