bg-single

รู้จัก ‘หนู’ ผ่านเพลง King Rat สิ่งมีชีวิตที่ทำให้เรืออับปางได้ ในมหาสมุทรแห่งความโลภ

12.10.2026

บทความพิเศษ | ศรัณยู ตรีสุคนธ์

รู้จัก ‘หนู’ ผ่านเพลง King Rat

สิ่งมีชีวิตที่ทำให้เรืออับปางได้

ในมหาสมุทรแห่งความโลภ

การล่าวาฬอาจจะเป็นอาชีพและวิถีชีวิตที่ห่างไกลจากการรับรู้ของคนไทย

แต่การล่าสัตว์ทะเลชนิดนี้มีมาตั้งแต่ 3 พันปีก่อนคริสตกาล โดยผู้ล่ายุคแรกคือชาวเอสกิโมที่ทำไปก็เพื่อเลี้ยงปากท้องของคนในชุมชน เพราะวาฬเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่มาก

กลุ่มชาวอินูเปียตในรัฐอะแลสกาก็ล่าวาฬจนกลายเป็นวัฒนธรรม เช่นเดียวกันกับชาวญี่ปุ่นและอีกหลายชนชาติที่ล่าวาฬจนกลายเป็นประเพณี และถึงจะมีการตั้งอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อควบคุมการล่าวาฬเพื่อการค้า

ประเพณีที่โหดร้ายนี้ก็ยังคงดำเนินอยู่ เพราะบางชาติอย่างเช่นญี่ปุ่นยังคงละเมิดข้อตกลงการควบคุมมาจนถึงทุกวันนี้

Modest Mouse วงดนตรีแนวอัลเทอร์เนทีฟร็อกจากรัฐวอชิงตัน, สหรัฐอเมริกา มองว่า การล่าวาฬเป็นการแสดงให้เห็นว่าการใช้อำนาจที่อยู่เหนือเหตุผลของมนุษย์นั้นไม่ได้เพียงแต่ทำให้มนุษย์อยู่ชั้นบนสุดของห่วงโซ่อาหาร ทั้งๆ ที่ไม่ได้อยู่ในระบบนิเวศตามธรรมชาติด้วยซ้ำเท่านั้น แต่มันยังแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการพรากชีวิตผู้อื่นเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่จะว่าไปแล้วไม่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตในยุคปัจจุบันเลยด้วยซ้ำ

นั่นหมายความว่ายังมีคนอีกเป็นจำนวนมากที่ยังคงหลงใหลในการเข่นฆ่าสิ่งมีชีวิตอื่นอย่างไร้เหตุผล ตราบใดที่ข้อกฎหมายไม่สามารถลงโทษพวกเขาได้อย่างเป็นรูปธรรม

และนั่นคือที่มาของ King Rat เพลงแนวอินดี้ร็อก/อัลเทอร์เนทีฟโฟล์กกึ่งละคร เพลงของวง Modest Mouse ที่อยู่ในอีพีชุด No One’s First, and You’re Next (2009)

สิ่งที่น่าทึ่งก็คือ เนื้อเพลงของเพลงนี้ไม่ได้พูดถึงวาฬเลยแม้แต่คำเดียว ยกเว้นการใช้คำว่า Well ที่แปลว่า “เอาละ” ซึ่งเป็นคำพ้องเสียงกับคำว่า Whale ที่แปลว่าวาฬ

ซึ่งการนำคำพ้องเสียงนี้มาใช้เปิดเพลงก็ทำให้ผู้ฟังสามารถตีความเนื้อหาของเพลงที่กำลังจะเล่าต่อไปได้อย่างลึกซึ้งและมีมิติมากขึ้นด้วย

เนื้อหาของเพลง King Rat แฝงนัยทางการเมืองเอาไว้อย่างแยบคายทีเดียว

เนื้อเพลงในสองท่อนแรกพูดถึงนกที่หมุนคว้างอยู่กลางอากาศด้วยปีกและลำตัวที่ลุกเป็นไฟ พวกมันร่วงหล่นลงมายังบ้านเรือนด้านล่างและเผาทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า

ส่วนท่อนที่สองมีการเปรียบมนุษย์เป็นเหมือน “หนู” ที่ว่ายอยู่ในอ่างเก็บน้ำ พวกมันขโมยทุกอย่างที่ต้องการไปครอบครองเป็นของตนอย่างตะกละตะกลาม และมันยังอุตส่าห์พยายามที่จะเอาไปให้ได้มากกว่านั้น

สิ่งที่น่าสังเกตสำหรับเนื้อเพลงสองท่อนแรกของเพลงก็คือ ทั้งนกและหนูต่างก็ถูกไฟแผดเผาเช่นกัน

เปลวไฟที่กำลังลุกไหม้พวกมันอยู่ไม่ได้หมายความถึงความร้อนจากไฟที่กำลังคร่าชีวิต แต่หมายความถึง “อำนาจ” ที่ล้นเกินจนสัตว์ทั้งสองชนิดมุ่งหมายที่จะเอาทุกสิ่งทุกอย่างของคนอื่นมาเป็นของตัวเองให้ได้อย่างไร้ศีลธรรม

โดย “หนู” เป็นสัตว์ที่โดยบริบทของเพลงแล้ว หลงมัวเมาในอำนาจมากที่สุด เพราะทั้งที่รู้ว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นมันผิด แต่อำนาจที่หนูถือครองอยู่นั้นสั่งให้มันเดินหน้าทำสิ่งที่ชั่วร้ายต่อไปอย่างไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ ทั้งสิ้น

“Any time I tried an honest job, well, the till had a hole in it” เป็นท่อนที่แต่งออกมาได้อย่างชาญฉลาดและประชดประชันอย่างยิ่ง

เพราะมันบอกว่าในสังคมการทำงานมนุษย์ เมื่อมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องแล้วละก็ การเล่นการเมืองก็สามารถหา “ช่องโหว่” ได้เสมอ

King Rat เป็นเพลงที่ชี้ให้เห็นว่า ถึงแม้งานจะสุจริตอยู่แล้วโดยธรรมชาติของมัน แต่เมื่อมีมนุษย์ (หรือในที่นี้คือ “หนู”) เข้ามาเกี่ยวข้อง ความไม่ซื่อสัตย์ก็สามารถกลายเป็นเรื่องปกติได้

นี่คือการฉายให้เห็นถึงภาพของคนชั่วลอยนวลได้อย่างชัดเจนและจิกกัดอย่างร้ายกาจ

เพราะเมื่อมันมีเรื่องเงิน, อำนาจ, บารมี, ลาภสรรเสริญ และเกียรติยศเข้ามาเกี่ยวข้อง ระบบที่สุจริตจะถูกความทุจริตจากความโลภของหนู (หรือในทีนี้คือ “มนุษย์”) เข้ามาสร้างรูรั่วหรือช่องโหว่เพื่อให้เกิดการถ่ายโอนทรัพยากรและผลประโยชน์ที่จะไปอยู่ในมือของผู้ที่กุมอำนาจสูงสุดทันที

“We laughed ’bout payin’ rent, ’cause the county jails, they’re free” ท่อนนี้ก็ประชดประชันได้อย่างเจ็บปวดเช่นกัน

เพราะเหล่าหนูทั้งหลายไม่ยี่หระเลยกับการไม่จ่ายค่าเช่าบ้าน เพราะถ้าทำความผิดแล้วถูกจับขังคุก อย่างน้อยก็ไม่ต้องจ่ายค่าเช่า

คำถามก็คือ คำว่าคุกของเพลงนี้หมายถึงเรือนจำจริงๆ หรือไม่

บริบทนี้ขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละคน แต่ความจริงที่เนื้อเพลงท่อนนี้กำลังบอกเราอยู่อย่างแน่นอนก็คือ เรากำลังอยู่ในโลกที่ผู้กระทำความผิดสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

และคุกอาจจะหมายถึงพื้นที่พิเศษที่กฎหมายไม่สามารถเอาผิดพวกเขาได้

เพราะเมื่อสภาพแวดล้อมเต็มไปด้วยผู้คน (หรือในที่นี้คือหนู) ที่ทำทุกอย่างเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จนเป็นปกติวิสัย การละเมิดกติกาหรือข้อกฎหมายจึงกลับกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องสำหรับชนชั้นนำหรือผู้บังคับใช้กฎหมายเสียเอง

นั่นเป็นเพราะว่าอำนาจหรือผลประโยชน์ที่ได้มายังทำให้พวกเขาเดินหน้าต่อไปได้

King Rat เป็นเพลงที่มีการใช้คำอุปมาอุปไมยได้อย่างฉลาดหลักแหลม เพราะหนูในเพลงไม่ได้เกิดมาชั่วช้าตั้งแต่กำเนิด แต่เพราะว่ามันจำเป็นต้องเอาตัวรอดให้ได้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก พอรอดได้แล้ว พวกมันจึงรู้ว่าโครงสร้างของอำนาจนั้นมีช่องโหว่ที่สามารถกอบโกยเอามาเป็นของตนเองได้ พวกมันจึงไม่ได้ต้องการเพียงอาหารเพื่อดำรงชีวิตอีกต่อไป แต่พวกมันมองเห็นลู่ทางที่จะแบกเอาทุกอย่างไปเป็นของตนเองเท่าที่จะแบกไหว โดยไม่สนใจคนที่ต้องการทรัพยากรเหล่านั้นจริงๆ

ความโลภมีอำนาจเหนือสิ่งที่ตัวเองจำเป็นต้องมี และเมื่อมันพบช่องโหว่ มันก็เรียนรู้ที่จะตักตวงผลประโยชน์และทรัพยากรจากรูรั่วนั้นแทนที่จะอุดมันเอาไว้ และท้ายที่สุดแล้ว เมื่อหนูธรรมดาๆ ตัวหนึ่งก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุด มันก็จะกลายเป็น King Rat

หนูไม่ได้น่ากลัวเพียงเพราะแค่มันเป็นหนู แต่มันน่ากลัวตรงที่หนูตัวหนึ่งค้นพบว่าถ้าหากมันฉกฉวยโอกาสได้มากพอ มันก็สามารถเป็นราชาได้

การตักตวงอำนาจมาเป็นของตนเองจากช่องโหว่แทนที่จะอุดมันไว้ และกระจายอำนาจให้ประชากรในการกำหนดชะตาชีวิตตัวเอง ก็เหมือนกับการพบรูรั่วบนเรือยักษ์ที่กำลังแล่นอยู่บนมหาสมุทร รูรั่วที่ถึงแม้ว่าจะเล็กน้อยมากๆ นี้ ถ้าหากไม่มีการอุดรูเอาไว้อย่างทันท่วงที น้ำทะเลก็จะซึมเข้ามาในเรือทีละน้อย จนในที่สุดมวลน้ำอันมหาศาลก็สามารถจมเรือทั้งลำได้

แล้วเรื่องราวของราชาหนูมันมาเกี่ยวข้องกับการล่าวาฬได้อย่างไร?

ในปี 2007 สมาชิกวง Modest Mouse เดินทางไปยังประเทศออสเตรเลีย โดยไอแซก บรอก นักร้องนำของวง ได้ล่องเรือไปกับเพื่อนนักแสดงหนุ่ม ฮีท เล็ดเจอร์ และเกิดความคิดว่า พวกเขาน่าจะนำเรือที่ทั้งคู่กำลังนั่งอยู่มาใช้เป็นบริบทในการเล่าเรื่องความโลภของมนุษย์ได้ เพราะฮีท เล็ดเจอร์ มีความสนใจในปัญหาสิ่งแวดล้อมและไม่เห็นด้วยกับการล่าวาฬเพื่อการค้าอยู่แล้ว

คอนเซ็ปต์ในการทำมิวสิควิดีโอเพลง King Rat มาจากแนวคิดของฮีท เล็ดเจอร์ เอง เพราะเขาคิดว่ามนุษย์จะรู้สึกอย่างไรถ้าหากวาฬไม่ได้เป็นผู้ถูกล่าอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นว่าตัวมนุษย์เองต่างหากที่ถูกวาฬล่า

การกลับด้านความสัมพันธ์ระหว่างผู้ล่ากับผู้ถูกล่าในมิวสิควิดีโอเพลงนี้เผยให้เห็นว่า เมื่อมนุษย์ไร้ซึ่งอำนาจแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้ต่างอะไรจากสัตว์ที่ไร้ทางสู้

และสิ่งที่ทั้งตัวเพลงและมิวสิควิดีโอมีเหมือนกันก็คือสาระสำคัญที่ว่า อำนาจ, ผลประโยชน์, เงินตรา และลัทธิบริโภคนิยมได้ทำลายระบบนิเวศแห่งความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร

และถ้าหากมนุษย์หลงมัวเมากับอำนาจเหล่านั้นแต่เพียงผู้เดียว ก็มีความเป็นไปได้ว่าจิตใจของมนุษย์จะตกต่ำกว่าสามัญสำนึกของสัตว์เดรัจฉานอย่างหนูเสียอีก

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024


เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

จาก IoT ถึง AIoT ก้าวสู่โลก AI เต็มรูปแบบ
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (24) สาร วิถี และมิตรใหม่
เมนูแฟรงเก้นสไตน์ ทำตามได้แต่อาจพัง
รู้จัก ‘หนู’ ผ่านเพลง King Rat สิ่งมีชีวิตที่ทำให้เรืออับปางได้ ในมหาสมุทรแห่งความโลภ
นาฬิกา เวลา ความหรูหรา และราคาที่นักการเมืองต้องจ่าย
‘ศูนย์ศิลปะการแสดงแห่งชาติ’ ก็ไม่เว้น นามนั้น สำคัญไฉน ทรัมป์วางชื่อ ‘ทาบ’ JFK แต่ไม่สำเร็จ
ความลับของ ‘ความลับ’ กับการนิยามของศาลรัฐธรรมนูญ (1)
รศ.ดร.ยุกติ มุกดาวิจิตร เดาฉากทัศน์ ทศวรรษ 2570 ‘พลังคนเดือนตุลา คือพลังของคนตาย’
รบพิเศษ เนเวอร์ ดายส์ ‘ผบ.ทบ.หมวกแดง’ ชาลเลนจ์ ‘บิ๊กเต้’-ตท.26 กับ ‘สัญญาใจ’ ทัพเรือ และ ‘ผบ.ทร.’ ที่ถูกซ่อนไว้
E-DUANG | เลือกตั้ง บอร์ด ประกันสังคม คือ ปรากฎการณ์ “ก้าวหน้า”
น้ำท่วมซัด… การบินไทยลอยเคว้ง วิกฤตกระเป๋าค้าง เชือดซีอีโอ
เพลงนิติพงษ์