รู้จัก ‘หนู’ ผ่านเพลง King Rat สิ่งมีชีวิตที่ทำให้เรืออับปางได้ ในมหาสมุทรแห่งความโลภ
บทความพิเศษ | ศรัณยู ตรีสุคนธ์
รู้จัก ‘หนู’ ผ่านเพลง King Rat
สิ่งมีชีวิตที่ทำให้เรืออับปางได้
ในมหาสมุทรแห่งความโลภ
การล่าวาฬอาจจะเป็นอาชีพและวิถีชีวิตที่ห่างไกลจากการรับรู้ของคนไทย
แต่การล่าสัตว์ทะเลชนิดนี้มีมาตั้งแต่ 3 พันปีก่อนคริสตกาล โดยผู้ล่ายุคแรกคือชาวเอสกิโมที่ทำไปก็เพื่อเลี้ยงปากท้องของคนในชุมชน เพราะวาฬเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่มาก
กลุ่มชาวอินูเปียตในรัฐอะแลสกาก็ล่าวาฬจนกลายเป็นวัฒนธรรม เช่นเดียวกันกับชาวญี่ปุ่นและอีกหลายชนชาติที่ล่าวาฬจนกลายเป็นประเพณี และถึงจะมีการตั้งอนุสัญญาระหว่างประเทศเพื่อควบคุมการล่าวาฬเพื่อการค้า
ประเพณีที่โหดร้ายนี้ก็ยังคงดำเนินอยู่ เพราะบางชาติอย่างเช่นญี่ปุ่นยังคงละเมิดข้อตกลงการควบคุมมาจนถึงทุกวันนี้
Modest Mouse วงดนตรีแนวอัลเทอร์เนทีฟร็อกจากรัฐวอชิงตัน, สหรัฐอเมริกา มองว่า การล่าวาฬเป็นการแสดงให้เห็นว่าการใช้อำนาจที่อยู่เหนือเหตุผลของมนุษย์นั้นไม่ได้เพียงแต่ทำให้มนุษย์อยู่ชั้นบนสุดของห่วงโซ่อาหาร ทั้งๆ ที่ไม่ได้อยู่ในระบบนิเวศตามธรรมชาติด้วยซ้ำเท่านั้น แต่มันยังแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการพรากชีวิตผู้อื่นเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่จะว่าไปแล้วไม่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตในยุคปัจจุบันเลยด้วยซ้ำ
นั่นหมายความว่ายังมีคนอีกเป็นจำนวนมากที่ยังคงหลงใหลในการเข่นฆ่าสิ่งมีชีวิตอื่นอย่างไร้เหตุผล ตราบใดที่ข้อกฎหมายไม่สามารถลงโทษพวกเขาได้อย่างเป็นรูปธรรม
และนั่นคือที่มาของ King Rat เพลงแนวอินดี้ร็อก/อัลเทอร์เนทีฟโฟล์กกึ่งละคร เพลงของวง Modest Mouse ที่อยู่ในอีพีชุด No One’s First, and You’re Next (2009)
สิ่งที่น่าทึ่งก็คือ เนื้อเพลงของเพลงนี้ไม่ได้พูดถึงวาฬเลยแม้แต่คำเดียว ยกเว้นการใช้คำว่า Well ที่แปลว่า “เอาละ” ซึ่งเป็นคำพ้องเสียงกับคำว่า Whale ที่แปลว่าวาฬ
ซึ่งการนำคำพ้องเสียงนี้มาใช้เปิดเพลงก็ทำให้ผู้ฟังสามารถตีความเนื้อหาของเพลงที่กำลังจะเล่าต่อไปได้อย่างลึกซึ้งและมีมิติมากขึ้นด้วย
เนื้อหาของเพลง King Rat แฝงนัยทางการเมืองเอาไว้อย่างแยบคายทีเดียว
เนื้อเพลงในสองท่อนแรกพูดถึงนกที่หมุนคว้างอยู่กลางอากาศด้วยปีกและลำตัวที่ลุกเป็นไฟ พวกมันร่วงหล่นลงมายังบ้านเรือนด้านล่างและเผาทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า
ส่วนท่อนที่สองมีการเปรียบมนุษย์เป็นเหมือน “หนู” ที่ว่ายอยู่ในอ่างเก็บน้ำ พวกมันขโมยทุกอย่างที่ต้องการไปครอบครองเป็นของตนอย่างตะกละตะกลาม และมันยังอุตส่าห์พยายามที่จะเอาไปให้ได้มากกว่านั้น
สิ่งที่น่าสังเกตสำหรับเนื้อเพลงสองท่อนแรกของเพลงก็คือ ทั้งนกและหนูต่างก็ถูกไฟแผดเผาเช่นกัน
เปลวไฟที่กำลังลุกไหม้พวกมันอยู่ไม่ได้หมายความถึงความร้อนจากไฟที่กำลังคร่าชีวิต แต่หมายความถึง “อำนาจ” ที่ล้นเกินจนสัตว์ทั้งสองชนิดมุ่งหมายที่จะเอาทุกสิ่งทุกอย่างของคนอื่นมาเป็นของตัวเองให้ได้อย่างไร้ศีลธรรม
โดย “หนู” เป็นสัตว์ที่โดยบริบทของเพลงแล้ว หลงมัวเมาในอำนาจมากที่สุด เพราะทั้งที่รู้ว่าสิ่งที่กำลังทำอยู่นั้นมันผิด แต่อำนาจที่หนูถือครองอยู่นั้นสั่งให้มันเดินหน้าทำสิ่งที่ชั่วร้ายต่อไปอย่างไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมใดๆ ทั้งสิ้น
“Any time I tried an honest job, well, the till had a hole in it” เป็นท่อนที่แต่งออกมาได้อย่างชาญฉลาดและประชดประชันอย่างยิ่ง
เพราะมันบอกว่าในสังคมการทำงานมนุษย์ เมื่อมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องแล้วละก็ การเล่นการเมืองก็สามารถหา “ช่องโหว่” ได้เสมอ

King Rat เป็นเพลงที่ชี้ให้เห็นว่า ถึงแม้งานจะสุจริตอยู่แล้วโดยธรรมชาติของมัน แต่เมื่อมีมนุษย์ (หรือในที่นี้คือ “หนู”) เข้ามาเกี่ยวข้อง ความไม่ซื่อสัตย์ก็สามารถกลายเป็นเรื่องปกติได้
นี่คือการฉายให้เห็นถึงภาพของคนชั่วลอยนวลได้อย่างชัดเจนและจิกกัดอย่างร้ายกาจ
เพราะเมื่อมันมีเรื่องเงิน, อำนาจ, บารมี, ลาภสรรเสริญ และเกียรติยศเข้ามาเกี่ยวข้อง ระบบที่สุจริตจะถูกความทุจริตจากความโลภของหนู (หรือในทีนี้คือ “มนุษย์”) เข้ามาสร้างรูรั่วหรือช่องโหว่เพื่อให้เกิดการถ่ายโอนทรัพยากรและผลประโยชน์ที่จะไปอยู่ในมือของผู้ที่กุมอำนาจสูงสุดทันที
“We laughed ’bout payin’ rent, ’cause the county jails, they’re free” ท่อนนี้ก็ประชดประชันได้อย่างเจ็บปวดเช่นกัน
เพราะเหล่าหนูทั้งหลายไม่ยี่หระเลยกับการไม่จ่ายค่าเช่าบ้าน เพราะถ้าทำความผิดแล้วถูกจับขังคุก อย่างน้อยก็ไม่ต้องจ่ายค่าเช่า
คำถามก็คือ คำว่าคุกของเพลงนี้หมายถึงเรือนจำจริงๆ หรือไม่
บริบทนี้ขึ้นอยู่กับการตีความของแต่ละคน แต่ความจริงที่เนื้อเพลงท่อนนี้กำลังบอกเราอยู่อย่างแน่นอนก็คือ เรากำลังอยู่ในโลกที่ผู้กระทำความผิดสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ
และคุกอาจจะหมายถึงพื้นที่พิเศษที่กฎหมายไม่สามารถเอาผิดพวกเขาได้
เพราะเมื่อสภาพแวดล้อมเต็มไปด้วยผู้คน (หรือในที่นี้คือหนู) ที่ทำทุกอย่างเพื่อแสวงหาผลประโยชน์จนเป็นปกติวิสัย การละเมิดกติกาหรือข้อกฎหมายจึงกลับกลายเป็นสิ่งที่ถูกต้องสำหรับชนชั้นนำหรือผู้บังคับใช้กฎหมายเสียเอง
นั่นเป็นเพราะว่าอำนาจหรือผลประโยชน์ที่ได้มายังทำให้พวกเขาเดินหน้าต่อไปได้
King Rat เป็นเพลงที่มีการใช้คำอุปมาอุปไมยได้อย่างฉลาดหลักแหลม เพราะหนูในเพลงไม่ได้เกิดมาชั่วช้าตั้งแต่กำเนิด แต่เพราะว่ามันจำเป็นต้องเอาตัวรอดให้ได้ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก พอรอดได้แล้ว พวกมันจึงรู้ว่าโครงสร้างของอำนาจนั้นมีช่องโหว่ที่สามารถกอบโกยเอามาเป็นของตนเองได้ พวกมันจึงไม่ได้ต้องการเพียงอาหารเพื่อดำรงชีวิตอีกต่อไป แต่พวกมันมองเห็นลู่ทางที่จะแบกเอาทุกอย่างไปเป็นของตนเองเท่าที่จะแบกไหว โดยไม่สนใจคนที่ต้องการทรัพยากรเหล่านั้นจริงๆ
ความโลภมีอำนาจเหนือสิ่งที่ตัวเองจำเป็นต้องมี และเมื่อมันพบช่องโหว่ มันก็เรียนรู้ที่จะตักตวงผลประโยชน์และทรัพยากรจากรูรั่วนั้นแทนที่จะอุดมันเอาไว้ และท้ายที่สุดแล้ว เมื่อหนูธรรมดาๆ ตัวหนึ่งก้าวขึ้นไปสู่จุดสูงสุด มันก็จะกลายเป็น King Rat
หนูไม่ได้น่ากลัวเพียงเพราะแค่มันเป็นหนู แต่มันน่ากลัวตรงที่หนูตัวหนึ่งค้นพบว่าถ้าหากมันฉกฉวยโอกาสได้มากพอ มันก็สามารถเป็นราชาได้
การตักตวงอำนาจมาเป็นของตนเองจากช่องโหว่แทนที่จะอุดมันไว้ และกระจายอำนาจให้ประชากรในการกำหนดชะตาชีวิตตัวเอง ก็เหมือนกับการพบรูรั่วบนเรือยักษ์ที่กำลังแล่นอยู่บนมหาสมุทร รูรั่วที่ถึงแม้ว่าจะเล็กน้อยมากๆ นี้ ถ้าหากไม่มีการอุดรูเอาไว้อย่างทันท่วงที น้ำทะเลก็จะซึมเข้ามาในเรือทีละน้อย จนในที่สุดมวลน้ำอันมหาศาลก็สามารถจมเรือทั้งลำได้
แล้วเรื่องราวของราชาหนูมันมาเกี่ยวข้องกับการล่าวาฬได้อย่างไร?
ในปี 2007 สมาชิกวง Modest Mouse เดินทางไปยังประเทศออสเตรเลีย โดยไอแซก บรอก นักร้องนำของวง ได้ล่องเรือไปกับเพื่อนนักแสดงหนุ่ม ฮีท เล็ดเจอร์ และเกิดความคิดว่า พวกเขาน่าจะนำเรือที่ทั้งคู่กำลังนั่งอยู่มาใช้เป็นบริบทในการเล่าเรื่องความโลภของมนุษย์ได้ เพราะฮีท เล็ดเจอร์ มีความสนใจในปัญหาสิ่งแวดล้อมและไม่เห็นด้วยกับการล่าวาฬเพื่อการค้าอยู่แล้ว
คอนเซ็ปต์ในการทำมิวสิควิดีโอเพลง King Rat มาจากแนวคิดของฮีท เล็ดเจอร์ เอง เพราะเขาคิดว่ามนุษย์จะรู้สึกอย่างไรถ้าหากวาฬไม่ได้เป็นผู้ถูกล่าอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นว่าตัวมนุษย์เองต่างหากที่ถูกวาฬล่า
การกลับด้านความสัมพันธ์ระหว่างผู้ล่ากับผู้ถูกล่าในมิวสิควิดีโอเพลงนี้เผยให้เห็นว่า เมื่อมนุษย์ไร้ซึ่งอำนาจแล้ว พวกเขาก็ไม่ได้ต่างอะไรจากสัตว์ที่ไร้ทางสู้
และสิ่งที่ทั้งตัวเพลงและมิวสิควิดีโอมีเหมือนกันก็คือสาระสำคัญที่ว่า อำนาจ, ผลประโยชน์, เงินตรา และลัทธิบริโภคนิยมได้ทำลายระบบนิเวศแห่งความเป็นมนุษย์ได้อย่างไร
และถ้าหากมนุษย์หลงมัวเมากับอำนาจเหล่านั้นแต่เพียงผู้เดียว ก็มีความเป็นไปได้ว่าจิตใจของมนุษย์จะตกต่ำกว่าสามัญสำนึกของสัตว์เดรัจฉานอย่างหนูเสียอีก
