ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ
ความลับของ ‘ความลับ’
กับการนิยามของศาลรัฐธรรมนูญ (1)
คําวินิจฉัยล่าสุดของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อ 28 กันยายน 2569 ใช้แนวคิดว่า การเลือกตั้งเป็น “ความลับแบบมีเงื่อนไข” (qualified secret) ไม่ใช่ความลับโดยบริบูรณ์ (absolute secret) โดยให้เหตุผลว่า ความลับต้องอยู่ร่วมกับความสามารถในการตรวจสอบความสุจริตและเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง
อย่างที่หลายคนทราบกันดีว่า รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2560 บัญญัติไว้ว่า การเลือก ส.ส.ให้ใช้วิธีการ “ออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ”
และครั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญให้นิยามเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญไว้ว่า “ลับแบบมีเงื่อนไข” โดยตุลาการศาลรัฐธรรมนูญผู้อ่านคำวินิจฉัยชี้ชวนให้พิจารณาความหมายของการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 วรรคสอง และ 85 วรรคหนึ่ง ตามแนวคิดทฤษฎีตามกฎหมายมหาชน ซึ่งอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างความลับระหว่างการออกเสียงลงคะแนนกับความเป็นไปได้ในการระบุตัวตนผู้ออกเสียงลงคะแนนได้สองประการ
ดังนี้
หลักการเลือกตั้งโดยลับแบบบริบูรณ์ ต้องเป็นความลับตั้งแต่ลงคะแนนเลือกตั้งในคูหา จนถึงการเก็บรักษาบัตรเลือกตั้งซึ่งต้องไม่สามารถเชื่อมโยงกลับมายังผู้ใช้สิทธิ์ลงคะแนนได้ การลงคะแนนของผู้ใช้สิทธิ์เลือกตั้งจะเป็นความลับเฉพาะของตนตลอดไป
หากบัตรเลือกตั้งสามารถเชื่อมโยงหรือสืบค้นย้อนกลับ สืบทราบ ตลอดจนสามารถสืบรู้ว่าบุคคลผู้ลงคะแนนรวมถึงผลลงคะแนนได้ ย่อมไม่ถือว่าเป็นการเลือกตั้งโดยลับ
ส่วนหลักการเลือกตั้งโดยลับแบบมีเงื่อนไขนั้น บัตรเลือกตั้งยังสามารถรักษาความลับได้ตามปกติ แต่ตัวบัตรเลือกตั้งมีรหัส หมายเลข ลำดับบัตร บาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด หรือเครื่องหมายเฉพาะอื่นใดที่ถูกจัดเก็บไว้ เพื่อใช้ในการตรวจสอบความถูกต้องของบัตรแต่ละใบ ป้องกันการปลอมแปลง ความลับดังกล่าวไม่ใช่ความลับเฉพาะผู้ลงคะแนนเลือกตั้งตลอดไป แต่เปิดโอกาสให้มีการตรวจสอบย้อนกลับภายใต้เงื่อนไขพิเศษบางประการ ไม่ว่าจะเป็นการสืบสวนการทุจริตเลือกตั้ง การตรวจสอบความชอบด้วยบัตรเลือกตั้ง หรือการดำเนินการตามคำสั่งขององค์กรที่กฎหมายให้อำนาจไว้ ฯลฯ
ศาลรัฐธรรมนูญจึงตีความว่า การจัดการเลือกตั้งโดยลับ ตามมาตรา 83 วรรคสอง และ 85 วรรคหนึ่ง ของรัฐธรรมนูญ เป็นการจัดการเลือกตั้งแบบ “ลับอย่างมีเงื่อนไข” โดยคำนึงถึงการจัดการเลือกตั้งที่สุจริตเที่ยงธรรม ไม่ใช่ความ “ลับโดยบริบูรณ์” ซึ่งต้องสร้างดุลยภาพร่วมกับหลักการเลือกตั้งโดยสุจริตและเที่ยงธรรมตามมาตรา 224
จะเห็นได้ว่า เครื่องมือที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้ในการตัดสินครั้งนี้ก็คือ “การนิยาม” โดยทั่วไปการนิยาม (definition) เป็นหนึ่งในเครื่องมือพื้นฐานที่สุดของการใช้ภาษา โดยเฉพาะเมื่อเราต้องการทำให้ความหมายของคำหรือข้อความมีความชัดเจนเพียงพอสำหรับการสื่อสาร การอภิปราย และการให้เหตุผล
ในทางตรรกวิทยา การนิยามมิได้มีหน้าที่เพียงบอกว่า “คำนี้แปลว่าอะไร” เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับคำถามสำคัญว่า เรากำลังใช้คำดังกล่าวในความหมายใด ขอบเขตทางความหมายของสิ่งที่คำนี้ใช้เรียกมีมากน้อยเพียงใด และเราต้องการใช้คำนั้นเพื่อจุดประสงค์อะไร
โดยปกติในทางปรัชญาหรือตรรกวิทยา มีการจำแนกคำนิยามออกเป็น 5 ประเภท
การนิยามประเภทแรกคือ การนิยามโดยศัพท์ตามพจนานุกรม (lexical definition) หรือเป็นการนิยามที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อรายงานความหมายที่คำคำหนึ่งมีอยู่แล้วในภาษาที่ใช้กันจริงในชีวิตประจำวัน กล่าวอีกอย่างก็คือ ผู้ให้คำนิยามประเภทนี้ไม่ได้เป็นผู้กำหนดความหมายขึ้นมาใหม่ แต่พยายามบอกว่า โดยทั่วไปแล้วผู้ใช้ภาษานั้นใช้คำดังกล่าวอย่างไร
การนิยามประเภทนี้จึงเป็นลักษณะของคำนิยามที่เราพบได้ในพจนานุกรม ตัวอย่างเช่น หากพจนานุกรมระบุว่า “ยุติธรรม” หมายถึง “ความเที่ยงธรรม” หรือ “ความชอบธรรม” “ความชอบด้วยเหตุผล” การให้ความหมายดังกล่าวเป็นการนิยามโดยศัพท์ตามพจนานุกรม เพราะพจนานุกรมกำลังรายงานการใช้คำในภาษา มิได้กำหนดความหมายใหม่ให้แก่คำดังกล่าว
จุดสำคัญของการนิยามโดยศัพท์ตามพจนานุกรมคือ คำนิยามประเภทนี้สามารถถูกประเมินได้ว่า ถูกหรือผิด เนื่องจากหน้าที่ของคำนิยามคือการรายงานถึงการใช้คำที่มีอยู่จริง หากผู้เขียนพจนานุกรมอธิบายการใช้คำอย่างไม่ตรงกับการใช้จริง นิยามนั้นก็สามารถถูกวิจารณ์ได้ว่าเป็นนิยามที่ไม่ถูกต้อง
อย่างไรก็ตาม ความหมายของคำในภาษาธรรมชาติไม่ได้หยุดนิ่ง แต่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา สังคม และบริบท
ดังนั้น การนิยามโดยศัพท์ตามพจนานุกรมจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึง “ความหมายที่แท้จริงตลอดกาล” ของคำ หากแต่เป็นการรายงานความหมายหรือการใช้คำในช่วงเวลาและชุมชนทางภาษาหนึ่งๆ ก็เพียงพอแล้ว
การนิยามประเภทที่สองคือ การนิยามโดยกำหนดความหมายขึ้นใหม่ (stipulative definition) การนิยามลักษณะนี้จะไม่สนใจว่าคนทั่วไปใช้คำนี้อย่างไร แต่ถามว่า “ในบริบทที่เรากำลังจะพูดถึง เราต้องการให้คำนี้หมายถึงอะไร” การนิยามโดยการกำหนดความหมายขึ้นใหม่ซึ่งผู้ใช้ภาษามีวัตถุประสงค์บางอย่าง อาจเป็นการสร้างคำใหม่ขึ้นมา หรือกำหนดความหมายเฉพาะให้แก่คำที่มีอยู่แล้ว
ตัวอย่างการนิยามประเภทนี้ เช่น ในงานวิจัยหนึ่ง นักวิจัยอาจกำหนดว่า “ในงานวิจัยนี้ คำว่า ‘ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นประจำ’ หมายถึง บุคคลที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์ไม่น้อยกว่าวันละ 5 ชั่วโมง”
ความหมายดังกล่าวไม่จำเป็นต้องเป็นความหมายที่คนทั่วไปใช้กับคำว่า “ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นประจำ” แต่เป็นความหมายที่ผู้วิจัยกำหนดขึ้นเพื่อให้สามารถดำเนินการวิจัยได้อย่างชัดเจน
ในทำนองเดียวกัน นักปรัชญาหรือวิทยาศาสตร์อาจสร้างศัพท์ใหม่หรือกำหนดให้คำที่มีอยู่แล้วมีความหมายเฉพาะในทฤษฎีของตน
ดังนั้น หากเราวิจารณ์การนิยามโดยกำหนดความหมายขึ้นใหม่ว่า “การนิยามนี้ไม่ถูกต้อง เพราะคำนี้ไม่ได้หมายความอย่างนั้น” อาจไม่ตรงประเด็นนัก เพราะผู้ให้คำนิยามไม่ได้อ้างถึงความหมายดังกล่าวว่าเป็นความหมายที่คนทั่วไปใช้อยู่แล้ว
สิ่งที่เราสามารถประเมินการนิยามประเภทนี้ได้ก็คือ การนิยามนั้นมีความชัดเจน มีความคงเส้นคงวา มีประโยชน์ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และไม่ก่อให้เกิดความสับสน
หากนักวิจัยประกาศอย่างชัดเจนว่า ในงานของตนจะใช้คำดังกล่าวในความหมายเฉพาะ การวิจารณ์ที่เหมาะสมจึงไม่ใช่การบอกว่า “ความหมายนี้ผิดจากพจนานุกรม” แต่ควรถามว่าการกำหนดความหมายเช่นนั้นเหมาะสมและมีประโยชน์ต่อการศึกษาหรือไม่
การนิยามประเภทที่สามคือ การนิยามโดยกำหนดความหมายให้แม่นยำขึ้น (precising definition) การนิยามลักษณะนี้ก็เพื่อทำให้ความหมายมีความเฉพาะเจาะจงขึ้น คำนิยามประเภทนี้มีความสำคัญมากเมื่อเรากำลังทำงานกับคำที่มีความหมายคลุมเครือ (vague) กล่าวคือ เราพอจะเข้าใจคำดังกล่าวโดยทั่วไป แต่ไม่สามารถระบุขอบเขตการใช้ได้อย่างชัดเจน
ตัวอย่างเช่น คำว่า “สูง” “สั้น” “เร็ว” หรือ “จน” อาจมีความหมายที่เราเข้าใจในระดับหนึ่ง แต่เมื่อจำเป็นต้องตัดสินกรณีเฉพาะ อาจเกิดคำถามขึ้นทันทีว่า “สูงแค่ไหนจึงเรียกว่าสูง” หรือ “มีรายได้จำนวนน้อยกว่าเท่าไรต่อปีถึงจะเรียกว่าจน”
การนิยามโดยกำหนดความหมายให้แม่นยำขึ้น จึงเข้ามาทำหน้าที่กำหนดขอบเขตของความหมายให้ชัดเจนขึ้น ตัวอย่างเช่น หากกฎหมายต้องกำหนดว่า “เยาวชน” หมายถึงบุคคลที่มีอายุระหว่าง 15-18 ปี การกำหนดดังกล่าวอาจไม่ได้สะท้อนความหมายของคำว่า “เยาวชน” ในทุกบริบทของภาษาธรรมชาติ แต่ช่วยให้กฎหมายสามารถตอบคำถามได้ว่า บุคคลอายุ 17 ปี 11 เดือนอยู่ในขอบเขตของคำดังกล่าวหรือไม่
ประเด็นนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในทางกฎหมาย วิทยาศาสตร์ และงานวิจัยสาขาต่างๆ เพราะคำที่มีความหมายคลุมเครือสามารถสร้างปัญหาในการตัดสินได้ เมื่อมีการกำหนดขอบเขตให้ชัดเจนขึ้น ความขัดแย้งบางอย่างซึ่งดูเหมือนเป็นความขัดแย้งเกี่ยวกับ “ข้อเท็จจริง” อาจกลายเป็นเพียงความเข้าใจไม่ตรงกันเกี่ยวกับขอบเขตของคำ
ตัวอย่างเช่น คนสองคนอาจเถียงกันว่าจักรยานเป็น “ยานพาหนะ” หรือไม่
ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับจักรยาน แต่อยู่ที่ทั้งสองฝ่ายใช้คำว่า “ยานพาหนะ” ด้วยขอบเขตที่แตกต่างกัน การนิยามโดยกำหนดความหมายให้แม่นยำขึ้นจึงสามารถช่วยลดข้อโต้แย้งที่เกิดจากความไม่ชัดเจนของภาษาได้
อย่างไรก็ตาม การทำให้ความหมายแม่นยำขึ้นไม่ได้หมายความว่าเราค้นพบ “ความหมายที่แท้จริง” ซึ่งซ่อนอยู่ในคำเสมอไป ในหลายกรณี เรากำลังเลือกเส้นแบ่งหนึ่งขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์เฉพาะ ดังนั้น การนิยามโดยกำหนดความหมายให้แม่นยำขึ้นจึงมีลักษณะอยู่กึ่งกลางระหว่างการรายงานความหมายเดิมกับการกำหนดความหมายใหม่
กล่าวคือ ต้องเริ่มจากความหมายที่มีอยู่เดิมในภาษา แต่ปรับขอบเขตให้เหมาะกับบริบทเฉพาะนั่นเอง
ยังเหลือการนิยามอีก 2 แบบ คงต้องยกไปคราวหน้า และที่สำคัญ เรายังไม่ได้พูดถึง “ความลับของศาลรัฐธรรมนูญ” ในการนิยามความลับเลยว่า ท่านใช้การนิยามแบบไหน แล้วมีคำถามที่เกิดขึ้นอย่างไรบ้าง
มาถึงตอนนี้ท่านผู้อ่านคงคิดในใจแล้วว่า รู้อยู่แล้วว่าศาลรัฐธรรมนูญใช้การนิยามแบบใด แต่ผู้เขียนขอออกตัวไว้ก่อนเลยว่า อาจจะไม่ใช่อย่างที่ท่านผู้อ่านคิดก็เป็นได้
เมื่อศาลรัฐธรรมนูญกล่าวว่า “ความลับแบบมีเงื่อนไข” นั้น ศาลฯ ได้นิยามคำว่า ‘ลับ’ ขึ้นมาใหม่โดยที่ศาลกำลังตีความภาษา หรือกำลังสร้างความหมายใหม่ให้แก่ภาษากันแน่
