| การศึกษา
ถือเป็นข่าวดี ประเทศไทยขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 44 จาก 139 ประเทศเศรษฐกิจ ในการจัดอันดับดัชนีนวัตกรรมโลก ปี 2026 (Global Innovation Index : GII 2026) ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) เพิ่มขึ้น 1 อันดับจากปีก่อน สะท้อนศักยภาพในการนำองค์ความรู้และการลงทุนด้านนวัตกรรมไปสร้างผลผลิต
เปลี่ยนงานวิจัยและองค์ความรู้ให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่มีผู้ใช้จริง สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการ และเพิ่มมูลค่าให้เศรษฐกิจไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม
เป็นท้าทายที่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เร่งขับเคลื่อน ผ่านการปรับบทบาทใหม่ในการตรวจสอบคุณสมบัติผลิตภัณฑ์และบริการที่ขอขึ้นทะเบียน “บัญชีนวัตกรรมไทย” ซึ่งเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ที่การปรับหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียน แต่เป็นความพยายามยกระดับบัญชีนวัตกรรมไทยให้เป็นกลไกเชื่อมโยงงานวิจัย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการสร้างตลาดเข้าด้วยกัน โดยมีภาครัฐเป็นตลาดเริ่มต้น ก่อนต่อยอดไปสู่ตลาดเอกชนและตลาดต่างประเทศ
ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการ NIA เปิดเผยผลการจัดอันดับ GII 2026 ภายใต้แนวคิด “Powering Entrepreneurs at the Frontier of Science” หรือการขับเคลื่อนผู้ประกอบการสู่พรมแดนวิทยาศาสตร์ขั้นแนวหน้า ว่าสะท้อนบทบาทของนวัตกรรมในฐานะกลไกสำคัญในการสร้างผลิตภาพ โอกาสทางเศรษฐกิจ และการเติบโตระยะยาว ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และภูมิรัฐศาสตร์
รายงานปีนี้ประเมิน 139 ประเทศเศรษฐกิจ โดยสวิตเซอร์แลนด์ครองอันดับ 1 ของโลกต่อเนื่องเป็นปีที่ 16 ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับ 44 ขยับขึ้น 1 อันดับจากปีก่อน เป็นอันดับ 3 ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง และอันดับ 4 ในอาเซียน รองจากสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม
เมื่อพิจารณารายปัจจัยพบว่า ดัชนีปัจจัยนำเข้าทางนวัตกรรมของไทยอยู่ที่อันดับ 46 เท่าเดิม ขณะที่ดัชนีผลผลิตทางนวัตกรรมขยับขึ้น 2 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 41 แสดงให้เห็นถึงความสามารถในการเปลี่ยนทรัพยากรและการลงทุนด้านนวัตกรรมให้เกิดผลผลิต ขณะเดียวกันก็ยังมีโจทย์ที่ต้องพัฒนาต่อเนื่อง
ปัจจัยที่เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในปีนี้คือ ผลผลิตด้านความรู้และเทคโนโลยี ซึ่งขยับจากอันดับ 44 มาอยู่ที่อันดับ 38 โดยด้านการสร้างความรู้ปรับดีขึ้นจากอันดับ 48 เป็นอันดับ 35 และด้านผลกระทบของความรู้ขยับจากอันดับ 56 เป็นอันดับ 47
อย่างไรก็ตาม ผลผลิตเชิงสร้างสรรค์ลดลงจากอันดับ 39 เป็นอันดับ 44 ขณะที่ปัจจัยด้านสถาบันลดลงจากอันดับ 76 เป็นอันดับ 80
สะท้อนว่าการพัฒนานวัตกรรมไม่ได้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการคิดค้นเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยระบบสนับสนุนที่เอื้อต่อการพัฒนา การนำไปใช้ประโยชน์ และการเติบโตทางธุรกิจ
หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญของบัญชีนวัตกรรมไทย คือ การปรับระยะเวลาการให้สิทธิจากเดิม 8 ปี เหลือ 5 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและตลาดที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วขึ้น เมื่อครบกำหนด ผู้ประกอบการสามารถยื่นขอต่ออายุได้อีกไม่เกิน 3 ปี หากผลิตภัณฑ์หรือบริการยังมีคุณค่าต่อเศรษฐกิจและสังคม มีความเป็นนวัตกรรมสูง มีศักยภาพในการแข่งขัน และอยู่ในอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ
การปรับระยะเวลาดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการทบทวนระบบขึ้นทะเบียนให้สามารถสะท้อนสถานะของนวัตกรรมได้เหมาะสมกับแต่ละช่วงเวลา ไม่ใช่เพียงการรับรองผลิตภัณฑ์แล้วปล่อยให้สิทธิประโยชน์ดำเนินต่อไปโดยไม่คำนึงถึงพัฒนาการของเทคโนโลยีและตลาด
ขณะเดียวกัน NIA จะพิจารณาการคงอยู่ของผลิตภัณฑ์บางรายการ หากพบว่าคุณลักษณะอาจไม่สอดคล้องกับการเป็นสินค้านวัตกรรม เช่น มีผู้ผลิตจำนวนมากในตลาด หรือเทคโนโลยีนั้นแพร่หลายแล้ว
เพื่อให้บัญชีนวัตกรรมไทยยังคงมีความน่าเชื่อถือ โปร่งใส และลดความเสี่ยงจากการผูกขาด

ดร.กริชผการะบุว่า บัญชีนวัตกรรมไทยไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพิ่มจำนวนผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการขึ้นทะเบียน แต่ต้องทำให้ผลิตภัณฑ์เหล่านั้นสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง สร้างมูลค่าเพิ่ม และแข่งขันในตลาดได้ในระยะยาว
ภารกิจดังกล่าวสอดคล้องกับแนวทางการขับเคลื่อนระบบนวัตกรรมของประเทศที่ NIA วางไว้ โดยมุ่งเน้น 5 ด้าน ได้แก่ การกำหนดสาขาเทคโนโลยีศักยภาพสูงที่มีความต้องการในตลาดโลก การเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้าถึงพื้นที่ทดสอบและการทดลองใช้งานจริง การเชื่อมโยงแหล่งทุนจากนักลงทุน การสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน และการทำงานร่วมกับบริษัทขนาดใหญ่เพื่อขยายผลนวัตกรรม
นอกจากนี้ ยังมีการปรับบทบาท NIA Venture จากผู้ให้ทุนไปสู่การเป็นผู้ร่วมลงทุน เพื่อช่วยลดช่องว่างด้านเงินทุนของสตาร์ตอัพและเอสเอ็มอี ผ่านกลไกการร่วมสนับสนุนเงินทุน การลงทุนผ่านกองทุนทรัสต์ และการลงทุนเชิงกลยุทธ์ผ่านบริษัทโฮลดิ้งหรือกองทุนของกองทุน โดยมุ่งสนับสนุนธุรกิจเป้าหมาย 5 สาขา ได้แก่ เกษตรและอาหาร สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี เศรษฐกิจหมุนเวียน ปัญญาประดิษฐ์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์
หัวใจสำคัญของบัญชีนวัตกรรมไทยคือ การใช้ภาครัฐเป็นตลาดเริ่มต้นให้ผลิตภัณฑ์และบริการที่พัฒนาจากงานวิจัยมีโอกาสเข้าสู่การใช้งานจริง ช่วยให้ผู้ประกอบการมีรายได้ มีประสบการณ์จากการใช้งาน และมีหลักฐานสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้ารายอื่น
แต่การมีชื่ออยู่ในบัญชีเพียงอย่างเดียวไม่ใช่จุดสิ้นสุดของกระบวนการ เพราะเป้าหมายที่แท้จริงคือการทำให้ผลิตภัณฑ์สามารถเติบโตได้ด้วยความสามารถในการแข่งขันของตนเอง ทั้งในตลาดธุรกิจ (B2B) และตลาดผู้บริโภค (B2C) ตลอดจนขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศ
สําหรับหลักเกณฑ์การขึ้นทะเบียน ผู้ประกอบการต้องเป็นบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่จดทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และมีผู้ถือหุ้นที่เป็นบุคคลธรรมดาสัญชาติไทยไม่น้อยกว่า 51% ของทุนจดทะเบียน ส่วนหน่วยงานภาครัฐต้องมีอำนาจตามกฎหมายในการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์หรือบริการนวัตกรรม
ผลิตภัณฑ์และบริการต้องผ่านการพิจารณา 6 มิติ ได้แก่
1. สร้างในไทย มีฐานการวิจัยหรือพัฒนาในประเทศ หรือมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีและความร่วมมือด้านการวิจัยที่คนไทยมีส่วนร่วม รวมถึงมีสิทธิใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเชิงพาณิชย์และไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่น
2. ใหม่จริง มีความใหม่และแตกต่างจากเทคโนโลยีเดิม สามารถแก้ปัญหาหรือตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้ดียิ่งขึ้น
3. ดีและปลอดภัย ผ่านการทดสอบคุณภาพและความปลอดภัยจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ
4. มีตลาด มีศักยภาพในการขยายตลาดและเติบโตเชิงพาณิชย์
5. ส่งมอบได้ มีความพร้อมด้านการผลิต การส่งมอบ และการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง
และ 6. สร้างผลกระทบ ใช้วัตถุดิบ ชิ้นส่วน หรือทรัพยากรการผลิตในประเทศไทย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจไทย
NIA เปิดรับคำขอขึ้นทะเบียนผ่านเว็บไซต์ https://nid.nia.or.th/ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 โดยจะตรวจสอบเอกสารเบื้องต้น ประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน กลั่นกรองคุณสมบัติความเป็นนวัตกรรมไทย และเสนอคณะกรรมการพิจารณาอนุมัติ ก่อนส่งเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบราคาของสำนักงบประมาณ และประกาศขึ้นทะเบียนต่อไป
การยกระดับบัญชีนวัตกรรมไทยจะช่วยเชื่อมโยงกระบวนการตั้งแต่การวิจัยและพัฒนา การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การสร้างตลาด ไปจนถึงการขยายธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถต่อยอดนวัตกรรมไปสู่ตลาดที่กว้างขึ้น
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
