bg-single

เกี่ยวกับดีลใหญ่ เอสซีจี-ปตท. (2)

24.10.2026

วิรัตน์ แสงทองคำ | www.viratts.com

ว่าด้วยจุดกำเนิดอุตสาหกรรมใหญ่หนึ่ง ซึ่งเป็นธงนำของไทยมาตั้งแต่เมื่อ 4 ทศวรรษที่แล้ว

“…การพัฒนาอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเกิดขึ้นครั้งแรกราว 4 ทศวรรษที่แล้ว เป็นเรื่องราวครึกโครมอย่างยิ่งในยุคบุกเบิก (2524 – 2532) ที่มีแผนพัฒนาปิโตรเคมีระยะที่ 1 อันเนื่องมาจากการค้นพบก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย กับคำว่า “โชติช่วงชัชวาล” นับเป็นแผนการพัฒนาเศรษฐกิจครั้งใหญ่ เมื่อรัฐบาลได้จัดตั้งบริษัท ปิโตรเคมีแห่งชาติ จำกัด ขึ้นในปี 2527…”

จากข้อเขียนตอนก่อนหน้านี้ ด้วยความตั้งใจที่จะขยายความและย้อนรอยไปยังจุดเริ่มต้น

เรื่องราวปิโตรเคมี (ต่อมาเรียกกันว่า ธุรกิจเคมีภัณฑ์) มี ปตท. และเอสซีจีเข้ามาเกี่ยวข้องตั้งแต่ช่วงแรกๆ เลยทีเดียว ในบทบาทที่แตกต่างกัน

ความสัมพันธ์นี้เกิดขึ้นเมื่อ 4 ทศวรรษที่แล้ว ในยุคต้นสงครามเวียดนาม ซึ่งเป็นผลพวงจากคลื่นการลงทุนจากโลกตะวันตก

โดยเฉพาะเครือข่ายธุรกิจอเมริกัน

หนึ่งในนั้นคือ Union Oil Company of California (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Unocal และในปี 2548 ได้กลายเป็น Chevron Corporation ด้วยดีลซื้อกิจการทั้งหมดของ Unocal) บริษัทน้ำมันต่างชาติรายแรกๆ ที่ได้รับสัมปทานสำรวจปิโตรเลียมจากรัฐบาลไทย (ตั้งแต่ปี 2505) ต่อมาได้เริ่มสำรวจหาปิโตรเลียมในอ่าวไทยด้วย (ปี 2511)

ใช้เวลาพอสมควรกว่า 14 ปีจึงเกิดการค้นพบครั้งประวัติศาสตร์ในปี 2516 ซึ่งเป็นการพบก๊าซธรรมชาติเชิงพาณิชย์เป็นครั้งแรก

เป็นห้วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่ออย่างแท้จริง มีเหตุการณ์สำคัญในไทยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เช่น กรณี 14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 ในเมือง

ขณะที่ขบวนการคอมมิวนิสต์ไทยในป่าเขาขยายตัวในช่วงหนึ่ง (ราวปี 2519-2523) ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่แน่นอนในภูมิภาค เมื่อสงครามเวียดนามจบลงในปี 2518 พร้อมๆ กับที่สหรัฐอเมริกาประสบความพ่ายแพ้ และขบวนการคอมมิวนิสต์เข้าครอบครองและขยายตัวจากเวียดนาม สู่กัมพูชาและลาว

ทำให้ทฤษฎีโดมิโนปะทุขึ้น และสร้างความวิตกกังวลต่อรัฐไทยในช่วงเวลานั้น

รัฐบาลไทยใช้เวลาพอสมควรกว่ากระทรวงอุตสาหกรรมจะก่อตั้งองค์การก๊าซธรรมชาติแห่งประเทศไทย (อ.ก.ธ.) ขึ้นเมื่อวันที่ 9 มีนาคม 2520 ในภารกิจรับช่วงนำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยมาใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ

ระหว่างการประกวดราคาเพื่อก่อสร้างวางท่อส่งก๊าซจากอ่าวไทยขึ้นฝั่งนั้นเอง แผนการที่ใหญ่กว่าก็ได้เกิดขึ้นในปี 2521 ด้วยการจัดตั้งหน่วยงานใหม่คือ ปตท. ส่งผลให้ อ.ก.ธ.ถูกยุบและโอนกิจการไปเป็นส่วนหนึ่งของ ปตท.

การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม 2521 ในฐานะรัฐวิสาหกิจใหม่จากการควบรวมกิจการรัฐวิสาหกิจเดิม 2 แห่ง คือ องค์การเชื้อเพลิง และองค์การก๊าซธรรมชาติแห่งประเทศไทย โดยต้องเผชิญกับสถานการณ์อันยุ่งยากอย่างต่อเนื่องจากวิกฤตการณ์น้ำมันถึงสองครั้งในเวลาไม่ถึง 10 ปี

ภารกิจแรกของ ปตท. คือการสานต่องานสำคัญในปีเดียวกันนั้น (2521) ทั้งการรับช่วง “สัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติฉบับแรกของประเทศไทย” กับ Unocal และเริ่มต้นโครงการลงทุนวางระบบท่อส่งก๊าซธรรมชาติเพื่อเชื่อมโยงก๊าซจากแหล่งเอราวัณในอ่าวไทยเข้าสู่ฝั่ง (ปี 2523)

ใช้เวลาไม่นานนัก (17 สิงหาคม 2524) โครงการก่อสร้างก็แล้วเสร็จ สามารถส่งก๊าซธรรมชาติเชิงพาณิชย์ขึ้นมาบนฝั่งได้เป็นครั้งแรก ส่งตรงไปยังโรงไฟฟ้า (เช่น โรงไฟฟ้าบางปะกง)

นับเป็นแผนการใหม่ที่ช่วยสร้างความยืดหยุ่นในต้นทุนพลังงาน เนื่องจากในเวลานั้น ปตท.ต้องนำเข้าน้ำมันเตาราคาแพงเพื่อใช้ผลิตไฟฟ้า

จากสถานการณ์อันไม่แน่นอน ทำให้ธุรกิจโลกตะวันตกหลายรายถอนการลงทุนออกจากไทย

แต่สำหรับ Unocal ซึ่งเป็นบริษัทอเมริกันรายหนึ่งกลับไม่ได้ทำเช่นนั้น เชื่อว่าคงมีความเชื่อมั่นในสถานการณ์ของสังคมไทย

และที่สำคัญคือ ได้ “จมปลัก” ลงทุนไปอย่างมหาศาลแต่ยังไม่ได้ผลตอบแทน รวมถึงมีพันธสัญญากับรัฐที่มีต้นทุนสูงหากจะถอนตัว

ไม่ว่าจะอย่างไร ควรยกย่องให้ Unocal เป็นหนึ่งในผู้แผ้วถางสร้างอุตสาหกรรมใหม่ครั้งใหญ่ของไทยด้วย

แผนการใหญ่ที่ยกระดับขึ้นอีกขั้นซึ่งเรียกว่า Petrochemical Complex จึงเป็นไปได้ จากก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเพื่อป้อนโรงไฟฟ้า สู่แผนการสร้างอุตสาหกรรมใหม่อันยิ่งใหญ่ภายใต้แรงขับเคลื่อนจากรัฐอย่างเป็นขั้นเป็นตอน

ในช่วงรอยต่อดังกล่าว ปตท.ได้สร้างโรงงานแยกก๊าซธรรมชาติแห่งแรก (เปิดดำเนินการปี 2528) เพื่อนำผลผลิตไปใช้ให้เกิดมูลค่า แม้จะยังอยู่ในระดับต่ำ แต่ก็ช่วยขยายบริการก๊าซหุงต้มในครัวเรือนอย่างจริงจัง

บ้างก็ว่านี่คือคุณูปการสำคัญ เพราะในช่วงเวลานั้น (ปี 2520-2530) สังคมไทยกำลังเผชิญปัญหาใหญ่เรื่องการตัดไม้ทำลายป่าเพื่อเผาทำถ่านและฟืนสำหรับปรุงอาหาร

“หลังจากการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยได้พบและพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย เมื่อปี 2523 ได้ตั้งโรงงานแยกก๊าซ เพื่อผลิตก๊าซปิโตรเลียมเหลว เป็นโอกาสให้ไทยเริ่มอุตสาหกรรมปลายทาง (Downstream) นำไปใช้ในโรงงานโอเลฟินส์ได้

ต่อมาในปี 2529 การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทยได้ตั้งบริษัท ปิโตรเคมีแห่งชาติ จำกัด (NPC) ซึ่งเป็นโรงงานโอเลฟินส์แห่งแรกของประเทศไทย

ทั้งนี้ เครือซิเมนต์ไทยได้รับเชิญให้เป็นหนึ่งในผู้ถือหุ้นตั้งต้น และนับเป็นจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ธุรกิจด้านปิโตรเคมี ซึ่งกลายมาเป็นธุรกิจหลักแขนงหนึ่งของเครือซิเมนต์ไทยในปัจจุบัน” (จากหนังสือ The Siam Cement 1998 ที่จัดทำเพื่อเสนอแผนการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งสำคัญต่อนักลงทุนต่างประเทศ ได้สรุปความเป็นมาของธุรกิจเคมีภัณฑ์ไว้อย่างกระชับ)

บริษัท ปิโตรเคมีแห่งชาติ จำกัด จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2526 ตามพิมพ์เขียวของรัฐ โดยมีโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่น่าสนใจ คือ ปตท. ถือหุ้นใหญ่ที่สุดในสัดส่วน 49% เอกชน 4 รายถือหุ้นรวมกัน 49% และสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (ชื่อในขณะนั้น) ถือหุ้น 2%

บรรดาผู้ร่วมทุนฝ่ายเอกชนล้วนเป็นธุรกิจทรงอิทธิพล โดย 3 รายแรกเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในฐานะผู้บุกเบิก ได้แก่ บริษัท ไทยพลาสติกและเคมีภัณฑ์ (ทีพีซี) ของตระกูลเอื้อชูเกียรติ ผู้ผลิตพีวีซีรายแรกของไทย กลุ่มศรีกรุงวัฒนา ในฐานะผู้นำเข้าเม็ดพลาสติก (โดยมีธนาคารกรุงเทพสนับสนุน) และกลุ่มทีพีไอ ผู้บุกเบิกในอุตสาหกรรมผลิตเม็ดพลาสติก

มีเพียงรายเดียวที่เข้ามาใหม่คือ เครือซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้นคือ เอสซีจีในฐานะผู้ที่ไม่มีประสบการณ์หรือเกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมใหม่มาก่อน กลับได้ถือหุ้นในสัดส่วนมากกว่าเอกชนรายอื่นๆ (ไม่นับรวมสำนักงานทรัพย์สินฯ ผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของเอสซีจี)

ในช่วงเวลาคาบเกี่ยวกันนั้น เอสซีจีได้จัดตั้งบริษัท ไทยโพลิเอททีลีน จำกัด (TPE) เพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรมปลายน้ำ

โดยจับมือกับ Dow Chemical แห่งสหรัฐอเมริกา เพื่อผลิตสไตรีนโมโนเมอร์ (Styrene Monomer) ให้เป็นสายการผลิตต่อเนื่องจากบริษัทปิโตรเคมีแห่งชาติ

จากความสำเร็จที่เกินคาดของ “ปิโตรเคมีระยะที่ 1” (NPC 1) ประกอบกับความต้องการใช้พลาสติกในประเทศที่เติบโตสูงเกินคาด ทำให้แผนการระยะที่ 2 (ปี 2529-2531) อันคึกคักและครึกโครมเกิดขึ้นตามมา พร้อมกับกลุ่ม “ผู้ร่วมวงไพบูลย์” ที่ขยายวงกว้างขึ้น

สำหรับ ปตท. ในเวลานั้นมีความชัดเจนในบทบาทสำคัญ และเกี่ยวข้องกับ Petrochemical Complex ตามยุทธศาสตร์เดิมอย่างไม่เปลี่ยนแปลง ในฐานะผู้ดูแลกำกับการผลิตในห่วงโซ่พื้นฐาน (Upstream)

ก่อนที่อีกเกือบ 2 ทศวรรษต่อมา ทุกอย่างจะพลิกผัน ทั้งการก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งของเอสซีจี และการต้องเผชิญกับภาวะ “อ่อนไหว” ทางธุรกิจในเวลาต่อมา



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

พลิกโฉมอนาคต การศึกษาไทย
ย่านคลองถม
อาชีพที่ถูกแทนด้วย AI ในวงการกีฬา
แพศยา (1)
ออปโตเจเนติกส์ 2 : จากการควบคุมสมอง สู่การแก้ไขยีน
ผีบรรพชน ในโลกบาดาล บันดาลความอุดมสมบูรณ์ ให้แก่โลกมนุษย์
ภาพพิศวง ฝีมือศิลปินอัจฉริยะ M.C. Escher
Basecamp บรรณารักษ์ห้องสมุดแห่งชีวิต (2)
เกี่ยวกับดีลใหญ่ เอสซีจี-ปตท. (2)
ปิดงาน เลิกจ้าง
ก่อนจะถึงการรับรองผลการเลือกตั้ง ปริศนากระบวนการสรรหาที่ปรึกษาบอร์ดใหม่ก่อนเข้าสู่ตำแหน่ง
“วัชระพล“ ลุยตรวจพาราไดซ์บีช เช็คการใช้พื้นที่ ส.ป.ก.ภูเก็ต พร้อมถกส่วนเกี่ยวข้องปมการใช้พื้นที่ ส.ป.ก.